ในโลกที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน มนุษย์มีคุณค่าที่ตรงไหน? จากงาน CTC 2025

ในวันที่ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน มนุษย์แบบเรา… ยังมี “คุณค่า” อยู่ตรงไหนบ้างนะ?
ลองนึกภาพว่า ถ้าวันนี้ งานที่เราเคยทำอย่างภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเขียนบท วิเคราะห์ข้อมูล สร้างงานสร้างสรรค์ ไปจนถึงออกแบบวิดีโอ หรือช่วยบริหารโปรเจกต์ ถูก AI ทำได้หมดเลย แล้วเราจะยัง “มีค่า” อยู่ตรงไหน?

หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามแบบนี้กันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวคราวของ AI และเครื่องมือใหม่ ๆ โผล่ขึ้นทุกวัน แถมยังเก่งไม่ใช่เล่น บางอย่างเก่งกว่าเราซะอีก

แต่ในงาน CTC 2025 เซสชัน “What Makes Us Valuable? ตัวตน คุณค่า และทางรอด” คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศรีจันทร์ และ Mission to the Moon ได้ชวนเรามาคิดลึกกว่านั้นค่ะ ว่าคุณค่าของมนุษย์ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราทำงานอะไร “ได้” แต่อยู่ที่ว่า “เราทำงานนั้นอย่างไร” และ “เรามีตัวตนแบบไหนที่ไม่มี AI ตัวไหนแทนได้”

CTC 2025

เทคโนโลยีในอดีต ตั้งแต่รถยนต์ เครื่องบิน ไปจนถึงไฟฟ้า ล้วนเข้ามาแทนสิ่งที่มนุษย์ “ไม่มี” เพื่อมาทุ่นแรงของเราค่ะ เช่น เราวิ่งไม่เร็ว → มีรถ เราบินไม่ได้ → มีเครื่องบิน เราสว่างเองไม่ได้ → มีไฟฟ้า

แต่ AI ไม่ใช่แค่นั้นแล้วค่ะ AI คือครั้งแรกที่เราเจอเทคโนโลยีที่ “ฉลาดกว่าเราในบางเรื่อง”

เพราะมันเข้าใจภาษาคน เขียนงานวิจัยแทนได้ สร้างวิดีโอจาก prompt เดียวได้ หรือแม้แต่ช่วยสรุปประชุมแบบรู้ว่าใครพูดน่าสนใจ ใครพูดแล้วไม่มีใครฟัง (อันนี้โหดมากค่ะ!) เหมือนโลกนี้ไม่ได้มีแค่รถบินได้อีกต่อไป แต่มันมี “หัวสมอง” ที่พร้อมทำงานแทนเราทุกด้าน

ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนเร็ว โดยเฉพาะเรื่อง AI ที่เก่งแบบก้าวกระโดด แต่มุมมองที่จะแชร์ต่อไปนี้สามารถใช้ได้ไม่ว่าจะเจอการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบไหนก็ตาม ซึ่งคุณรวิศยกตัวอย่างได้น่าสนใจมากค่ะ

ลองนึกภาพทุ่งหญ้าสะวันนาเมื่อแสนปีก่อน มีทั้ง “กวาง” กับ “สิงโต” อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทั้งคู่ก็เครียดค่ะ แต่… เครียดกันคนละแบบ

  • 🦌 กวาง เครียดแบบ “กลัวตาย” เพราะรู้ว่าไม่มีทางสู้ไหว
    → ไม่มีเขี้ยว ไม่มีเล็บ วิ่งก็ไม่เร็ว เครียดแบบ Fight or Flight หรือหนีสถานเดียว
  • 🦁 สิงโต ก็เครียดนะ แต่เป็น “ความตื่นเต้น” ที่อยากล่าเหยื่อให้ได้
    → เห็นความยากเป็นความท้าทาย มองปัญหาเป็นสิ่งน่าเล่น ไม่ใช่น่ากลัว

แล้วมนุษย์ล่ะ?

คุณรวิศบอกว่า จริง ๆ แล้ว มนุษย์ดั้งเดิมคล้ายกวางมากกว่า ทั้งอ่อนแอกว่า ช้ากว่า ไม่มีเครื่องมืออะไรเลยในตอนแรก แต่นี่แหละค่ะ คือเหตุผลที่เรา “ถูกฝึกให้กลัว” มาแต่ต้น ฝึกให้ระวัง ให้หนี ให้รอด

แต่ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วแบบนี้ การจะอยู่รอดได้ เราต้องเริ่มเปลี่ยนจาก mindset แบบ “กวาง” มาเป็นแบบ “สิงโต” ไม่ใช่เรื่องว่าใครเก่งกว่า แต่เป็นเรื่องว่าเรามอง “โลกที่เปลี่ยนไป” ด้วยแว่นแบบไหน

เพราะถ้ามองด้วยความกลัว → เราจะหนีทุกอย่าง
แต่ถ้ามองด้วยความตื่นเต้น → เราจะหาทางเล่นกับมันให้ได้

ทีนี้ โอปออยากชวนทุกคนคิดกันดูว่า แล้ว mindset แบบไหน ที่กำลังเกิดขึ้นจริงในหมู่คนทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ล่ะ?

หลายคนชอบพูดว่า “Gen Z ไม่สู้งาน ไม่อดทน” “อยู่ไม่นานก็ลาออก” “แค่เจอปัญหานิดเดียวก็ burn out แล้ว”

จริง ๆ ความเข้าใจแบบนี้อาจไม่แฟร์นัก เพราะมันไม่ได้สะท้อนว่า “Gen Z หนักไม่เอา เบาไม่สู้” แต่มันอาจสะท้อนว่า โลกที่พวกเขาต้องเติบโตมา มันท้าทายมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น

จากที่คุณรวิศได้พูดคุยกับน้อง ๆ Gen Z หลายคน พวกเขาบอกว่า คนรุ่นนี้ ไม่ได้กลัว AI จะมาแย่งงาน ไม่ได้กลัวการทำงานหนัก และไม่ได้กลัวว่าโลกจะเปลี่ยนไปเร็วเกินไปด้วยซ้ำ

ขอบคุณภาพจาก CTC 2025

สิ่งที่พวกเขากลัวจริง ๆ คือ…

  • “ฉันจะพึ่งตัวเองได้หรือยัง?”
  • “ฉันจะเก่งพอหรือยัง?”
  • “ชีวิตของฉัน จะดูน่าภูมิใจเท่าคนในไอจีรึเปล่า?”

ในยุคก่อน กว่าเราจะรู้ว่าเพื่อนประสบความสำเร็จไปถึงไหน อาจต้องรอ “เจอกันงานเลี้ยงรุ่นปีละครั้ง” ถึงจะรู้ แต่ยุคนี้ แค่เลื่อนหน้าฟีดไอจี 3 วินาทีก็รู้แล้วว่าใครไปเที่ยวญี่ปุ่น ใครได้โปรโมต ใครผอมลง 

มนุษย์เราชอบเปรียบเทียบค่ะ และนั่นคือเหตุผลที่ “ความรู้สึกว่าเราไม่พอ” มันผุดขึ้นมาได้ตลอดวัน โดยไม่ต้องมีใครพูดใส่หน้า แค่เห็น Story ก็เริ่มสั่นไหวแล้ว

เพราะฉะนั้น ความกลัวของคนรุ่นใหม่วันนี้ ไม่ใช่ความกลัวแบบกวางที่เห็นสิงโตแล้ววิ่งหนี แต่เป็นความกลัวแบบลึก ๆ ว่า “ฉันจะเป็นใครในโลกที่เต็มไปด้วยคนเก่งและสวยสมบูรณ์แบบเหลือเกิน?” 

และในสายตาของ Gen Z “ความเก่ง” ไม่ใช่แค่เรื่องทักษะอีกต่อไปค่ะ แต่คือการได้ใช้ตัวตนของตัวเอง (Identity) กับสิ่งที่ทำ ขณะที่ “ความอดทน” ก็เปลี่ยนความหมายจาก “ทนให้ได้” มาเป็น “ทนอยู่กับสิ่งที่ใช่” ซึ่งต้องตอบให้ได้ว่า “สิ่งที่ทำอยู่ ทำไปทำไม?” เพราะสำหรับพวกเขา ชีวิตกับการทำงานแยกจากกันไม่ได้อีกแล้ว ทุกการทำงานจึงต้องมี “ความหมาย” บางอย่าง ที่สอดคล้องกับความเป็นตัวเองจริง ๆ

CTC 2025

ซึ่งถ้าองค์กรไม่เข้าใจจุดนี้ ก็เหมือนปิดสวิตช์ความเก่งของพวกเขาโดยไม่รู้ตัวค่ะ และในโลกที่เปลี่ยนเร็วขนาดนี้ คำถามที่สำคัญสำหรับทุกองค์กร อาจไม่ใช่แค่ “จะได้งานดีแค่ไหน” แต่คือ “เราจะช่วยให้คนในทีม มีตัวตนที่ดีกว่านี้ ภูมิใจกว่านี้ และมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ได้อย่างไร?”

พออ่านถึงตรงนี้ บางคนอาจเริ่มเข้าใจว่า Gen Z ไม่ได้เปราะบาง แต่เขาแค่ต้องเติบโตในสนามที่มี “ตัวเปรียบเทียบ” เยอะกว่าทุกยุคที่ผ่านมา ดังนั้น โอปอว่า ถ้าเรามองพวกเขาด้วยความเข้าใจใหม่ เราอาจเห็น “นักสู้” ที่กำลังพยายามหาตัวเอง ไม่ใช่ “เด็กเจนใหม่ที่อ่อนแอ” ค่ะ

เพราะแค่พูดว่า “เราให้ความสำคัญกับคนในทีม” มันไม่พอแล้วค่ะ คนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการแค่โตไว หรือเงินเดือนดี แต่ต้องการ “พื้นที่ที่ทำให้เขารู้สึกว่ามีความหมายและมีตัวตนจริง ๆ”

คุณรวิศสรุปไว้ชัดมากว่า ถ้าอยากให้องค์กรเป็นที่ที่มีความหมาย (ทำให้คนอยากอยู่ต่อ) ต้องมี 3 อย่างนี้ให้ได้จริง ไม่ใช่แค่พูดสวย ๆ

CTC 2025
ขอบคุณภาพจาก CTC 2025

คุณรวิศยกเคสจาก Google ที่เคยวิจัยว่า ทำไมบางทีมเก่งมาก แต่กลับไม่เวิร์ก? คำตอบคือ ไม่ได้อยู่ที่จบที่ไหน หรือเก่งแค่ไหน แต่ทีมที่ดี = ทีมที่มี Psychological Safety สูงค่ะ 

หรือพูดง่าย ๆ คือ พูดแล้วไม่โดนดุ ไม่โดนลดคุณค่า เพราะถ้าคนรู้สึกว่า “พูดแล้วซวย” → ก็ไม่มีใครกล้าคิดอะไรใหม่เลย → ความไว้ใจในทีมก็จะค่อย ๆ หายไปด้วย

ซึ่ง Trust (ความไว้ใจ) มาจาก 3 อย่างที่ต้องมีพร้อมกัน

  1. เครดิต พูดแล้วทำได้จริง มีวินัย ทำตามที่สัญญา
  2. ความคุ้นเคย รู้จักกันจริง ไม่ใช่แค่ชื่อในอีเมล
  3. ความปรารถนาดี เชื่อว่าอีกฝ่ายหวังดี อยากให้เราดีขึ้น

ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ความไว้ใจก็เปราะค่ะ

เพราะฉะนั้น Safe Space ที่แท้จริงในที่ทำงาน ไม่ใช่แค่ “มีที่ให้พูด” แต่คือ พูดได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลดค่าความเป็นตัวเอง และเมื่อทีมรู้สึกปลอดภัย ความไว้ใจจะค่อย ๆ เติบโตขึ้นได้นั่นเอง 

CTC 2025

เวลาจะสั่งงาน คุณรวิศบอกไว้ว่า…“บอกด้วยสิ ว่าทำไปทำไม”

เพราะแค่บอกว่า “เป้าต้องถึง” มันไม่พอแล้วค่ะ คนทำงานอยากรู้ว่า เรากำลังทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร? มันดีต่อใคร? แล้วมันมีความหมายอะไรกับฉัน?

ถ้าตอบไม่ได้เลยว่าทำไปทำไม คนทำจะรู้สึก disconnected ทันที ไม่ใช่เพราะดื้อค่ะ แต่เพราะเขาต้องการ “เชื่อมโยงสิ่งที่ทำ กับคุณค่าในตัวเอง”

แม้ตอนนี้เราจะทำงานแบบ Work From Anywhere ได้ แต่บางคนก็ยังถูกตามงานตอนห้าทุ่มอยู่ดี หรือจะอยู่ต่างประเทศ ก็ยังโดนเรียกประชุมได้ เพราะสมัยนี้ตามตัวกันได้หมด อยู่ที่ไหนก็ไม่พ้น 

เพราะงั้น คำว่า Work From Anywhere เลยกลายเป็น Respond From Everywhere โดยไม่รู้ตัว คนเลยรู้สึกเหมือนไม่ได้พักจริง ทั้งที่ตัวอยู่บนเตียง แต่ใจอยู่ที่คอม หรือตัวอยู่ทะเล แต่ใจกำลังอ่านเมลงาน

ดังนั้น ถ้าอยากให้คนอยู่ได้นาน ๆ ต้องเคารพ “ขอบเขตชีวิต” ไม่แพ้การให้ “โอกาสเติบโต” เลยค่ะ

สุดท้ายนี้ เรารู้แล้วว่า องค์กรที่ดีควรเป็นยังไง หัวหน้าที่ดีควรเข้าใจอะไรบ้าง ทีนี้ถึงเวลาที่ต้องถามกลับมาที่ “ตัวเรา” แล้วค่ะ เพราะถ้าตัวเราเองยังไม่รู้ว่า เรากำลังทำงานไปเพื่ออะไร หรือเรามีคุณค่าในแบบไหน ต่อให้เจอองค์กรที่ดีแค่ไหน เราก็อาจยังรู้สึกหลงทางอยู่ดี

ซึ่ง คุณค่า (Value) ในตัวคนยุคนี้ ไม่ได้อยู่ที่เราเก่งแค่ไหน หรือเชื่อในอะไร แต่มันอยู่ที่ว่า เราจะ “ส่งต่อคุณค่าอะไรให้คนอื่น” ได้บ้างต่างหาก

CTC 2025

คุณรวิศแนะนำให้เราลองถามตัวเองด้วย 3 คำถามง่าย ๆ เพื่อหาจุดร่วมที่เรียกว่า “PVP: Personal Value Proposition”

  1. เราทำอะไรได้ดี?
  2. เราให้ความสำคัญกับเรื่องไหน?
  3. คนอื่นจะได้รับอะไรจากเรา?

ลองตอบคำถามพวกนี้ให้ได้ครบ คุณจะเริ่มเห็น Personal Value Proposition ของตัวเองค่ะ ไม่ใช่แค่ “ฉันเก่งอะไร” แต่คือ “คุณค่าที่เราส่งต่อได้ในแบบที่ไม่มีใครเหมือน และไม่มี AI ตัวไหนแทนได้”

ดังนั้น อย่าหยุดแค่การรู้คุณค่าของตัวเอง แต่ให้ “ขยาย Value” นั้นออกไป เพื่อส่งต่อให้คนอื่นได้รู้สึกถึงมันด้วย เพราะการมีอยู่ของเราจะมีพลังที่สุด ก็ต่อเมื่อมันไม่ได้หยุดแค่ที่ตัวเราเท่านั้นค่ะ

คุณรวิศเล่าเรื่องของ Robert J. Lang ที่โอปอว่าสร้างแรงบันดาลใจได้ดีมากค่ะ ผู้ชายคนนี้เรียนจบปริญญาเอกฟิสิกส์จาก Stanford เชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์ ทำงานในห้องแล็บ ยิงเลเซอร์ วิจัยหนักมาตลอดชีวิต แต่ในอีกด้านนึง เขาหลงใหลการพับกระดาษโอริกามิมาก

วันหนึ่ง เขาถามตัวเองว่า “ฉันจะเป็นนักฟิสิกส์ไปตลอดชีวิตนี้เหรอ?” เพราะถึงจะเก่งแค่ไหน เขาก็รู้ดีว่านักฟิสิกส์เก่ง ๆ บนโลกนี้มีอีกเพียบ ส่วนถ้าจะไปเป็นคนพับกระดาษ ก็ใช่ว่าจะโดดเด่น เพราะมีคนพับเก่งกว่าเขาอีกเยอะ

แต่เขาคิดได้ว่า… “นักฟิสิกส์เก่ง ๆ มีเยอะ คนพับกระดาษเก่ง ๆ ก็มีเยอะ แต่นักฟิสิกส์ที่พับกระดาษเก่งเท่าเรา มีคนเดียวในโลก

เขาเลยตัดสินใจลาออกจากงาน และเริ่มต้นใหม่ด้วยการผสานสองสิ่งที่เขาทั้งเก่งและรัก กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพับ ขนาดที่ Bosch ต้องจ้างเขาไปดีไซน์การพับถุงลม Airbag เพราะพอเทคโนโลยีแอร์แบ็กพัฒนาไปอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น เสา หรือเบาะ พับยังไงก็ไม่ลง จนต้องไปพึ่ง Robert เพราะ “เขาพับอะไรก็ได้หมด” หรือขนาด NASA ก็ยังต้องพึ่งเขาเพื่อพับกล้องโทรทรรศน์ขนาดเท่าสนามฟุตบอล 6 สนาม ให้พับลงในจรวดอวกาศได้

สุดท้ายเขากลายเป็น ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่มีใครแทนได้ เพราะเขาคือคนที่อยู่ตรงจุดตัดของ 3 สิ่งสำคัญ ก็คือ

  • สิ่งที่ทำได้ดี (เก่งจริง)
  • สิ่งที่หลงใหล (แพชชั่น)
  • สิ่งที่คนอื่นต้องการ (มีคุณค่าในตลาด)

และนี่แหละค่ะ คือ PVP (Personal Value Proposition) ที่คุณรวิศพูดย้ำในสไลด์สุดท้าย ว่าอนาคตของเรา ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราต้องเก่งกว่าใคร แต่อยู่ที่ว่า เราเข้าใจจุดตัดของ “เก่ง – อิน – เป็นประโยชน์” ของตัวเองมากแค่ไหนนั่นเอง

สุดท้ายนี้ โอปออยากชวนทุกคนกลับมานั่งเงียบ ๆ แล้วถามตัวเองดูอีกครั้งว่า… “อะไรคือจุดตัดของความเก่ง ความอิน และสิ่งที่โลกต้องการ” ในแบบของเราเอง? บางคนอาจยังไม่เห็นมันชัดตอนนี้ก็ไม่เป็นไรเลยค่ะ เพราะแค่กล้าเริ่มถาม แค่นั้นก็คือการเดินเข้าใกล้คำตอบแล้ว

ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีฉลาดขึ้นทุกวัน และตัวเปรียบเทียบมีอยู่เต็มหน้าจอ การรักษา “คุณค่าในตัวเอง” ให้อยู่กับเราตลอด อาจจะไม่ใช่การพยายามเก่งให้ทันทุกอย่าง แต่อาจเป็นการกลับมา “ซื่อสัตย์กับตัวตน” ให้มากขึ้น รู้ว่าเราเชื่อในอะไร อินกับอะไร และอยากส่งพลังอะไรออกไปในโลกนี้

โอปอเชื่อว่า เราไม่จำเป็นต้องเก่งกว่า AI หรือเก่งกว่าใครเลย แค่กลายเป็น “ตัวเรา” ในเวอร์ชันที่ชัดเจนที่สุดก็พอ เพราะในโลกที่ทุกอย่างถูกแทนที่ได้เร็วขนาดนี้ สิ่งที่แทนไม่ได้ที่สุด ก็คือ “ความเป็นเรา” นั่นเองค่ะ แล้วพบกันใหม่บทความหน้านะคะ :0)

อ่านบทความเพิ่มเติมที่นี่

โอปอ Marketing Content Creator และ Data Insight Researcher ของการตลาดวันละตอน ⋆˚✿˖° ดีใจที่ได้แชร์เรื่องราวกับทุกคนค่ะ อย่าลืมยิ้มให้ตัวเองทุกวัน และฝากติดตามบทความต่อไปด้วยนะคะ ( 。•ㅅ•。)~✧

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *