ในยุคที่ข่าวสารและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของ Digital Marketing 2025 อาจไม่ใช่แค่การไล่ตามเทรนด์ให้ทัน แต่คือการกลับไปตอบคำถามพื้นฐานที่ว่า ท่ามกลางข้อมูลมหาศาลนี้… ลูกค้าของเราใช้ช่องทางไหนในการค้นหาข้อมูลและตัดสินใจซื้อกันแน่?
ล่าสุด ผมได้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงาน Digital 2025: Thailand ซึ่งได้แสดงให้เห็นพฤติกรรมของคนไทยไว้อย่างชัดเจน โดยได้เปิดเผยช่องทางออนไลน์หลักที่คนไทยนิยมใช้ในการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับแบรนด์มากและเป็นช่องทางที่มีโอกาสจะนำไปสู่ Conversion ได้ โดยผมได้เลือก 7 ช่องทางที่นิยมมาซึ่งประกอบไปด้วย:
Search Engines
Mobile Apps
Social Networks
Product & Brand Websites
Consumer Reviews
Price Comparison Sites
Discount Voucher Sites
ในบทความนี้ ผมจะพาทุกคนไปเจาะลึกในแต่ละช่องทาง เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซ่อนอยู่ และสำรวจทิศทางที่แบรนด์ควรปรับตัวอย่างไร ในการทำ Digital Marketing 2025 นี้ เพื่อเปลี่ยนคนที่แค่ ‘สนใจ’ ให้กลายเป็น ‘ลูกค้า’ ให้ได้ในท้ายที่สุดครับ
1. Search Engines: เข้าสู่ยุค Social Discovery และ AI Search
ต้องยอมรับว่า Search Engines ยังคงเป็นประตูบานแรกที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกใช้ แต่พฤติกรรมการ “ค้นหา” ได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงครับ ปัจจุบันช่องการ Search ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บน Google แต่ยังขยายไปยัง Social Media และได้รับอิทธิพลอย่างสูงจาก AI ทำให้แบรนด์ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับพฤติกรรมใหม่ ๆ เหล่านี้ด้วย
หัวใจของการเปลี่ยนแปลงที่ผมมองว่าสำคัญมาก คือการที่ผู้คนไม่ได้ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดสั้น ๆ อีกต่อไป แต่หันมาใช้ประโยคที่เป็นธรรมชาติเหมือนการพูดคุยมากขึ้น ขณะเดียวกัน การมาของ AI Overviews ที่ให้คำตอบโดยตรงบนหน้าผลการค้นหา ก็ได้เข้ามาท้าทายการทำ SEO แบบดั้งเดิมอย่างจัง
Social Search แซงหน้า: ในกลุ่ม Gen Z ของไทย 55% เริ่มต้นการค้นหาข้อมูลบน Social Media ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าการใช้ Search Engine แบบเดิม 49% (จาก dataxet:infoquest)
Voice Search เติบโต: 15.5% ของคนไทย เริ่มคุ้นชินกับการใช้คำสั่งเสียงในการค้นหา ซึ่งผลักดันให้รูปแบบการค้นหากลายเป็นประโยคยาวและเป็นธรรมชาติขึ้น (จาก DataReportal)
ยุคแห่ง Zero-Click: การค้นหาแบบไม่คลิกเข้าเว็บไซต์ (Zero-Click Searches) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 27.2% ทั่วโลก ทำให้การปรากฏตัวในคำตอบของ AI กลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่สำคัญอย่างยิ่ง (จาก Search Engine Land)
ดังนั้น การทำ SEO จึงไม่ใช่แค่การทำเพื่อติดอันดับบน Google เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการสร้าง “Helpful Content” ที่มีคุณภาพสูงและตอบโจทย์ผู้ใช้จริง ๆ พร้อมปรับกลยุทธ์ให้เป็นแบบ Omni-Channel SEO นั่นคือการทำให้แบรนด์ของเราถูกค้นพบได้ในทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย, YouTube, หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้พร้อมรับมือกับยุคที่ AI กลายเป็นผู้ให้คำตอบครับ
แอปพลิเคชันบนมือถือคืออีกหนึ่งช่องทางที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดของแบรนด์เลยก็ว่าได้ ซึ่งผมมองว่าแบ่งออกเป็นสองสมรภูมิหลักที่แบรนด์ต้องทำความเข้าใจให้ดี คือ แอป E-commerce ที่เปรียบเสมือน ‘ห้างสรรพสินค้าดิจิทัล’ และแอปของแบรนด์เอง (Brand-owned App) ที่ทำหน้าที่เหมือน ‘ร้านประจำ’ ที่คอยสร้างความภักดีในระยะยาว
2.1 E-commerce Apps สมรภูมิแห่งการเข้าถึงและเปรียบเทียบ
สำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก ช่องค้นหาในแอป E-commerce คือจุดเริ่มต้นแรกเมื่อต้องการซื้อสินค้า พวกเขาใช้มันเพื่อค้นหา เปรียบเทียบราคา อ่านรีวิว และเข้าไปยังหน้าร้านของแบรนด์โดยตรง (Official Store) เพื่อสร้างความมั่นใจ นี่คือสนามที่เน้นการมองเห็น (Visibility) และการแข่งขันด้านราคาและโปรโมชันเป็นหลัก
E-commerce คือสนามหลัก: ในปี 2567-2568 ผู้บริโภคชาวไทยยังคงนิยมใช้ Shopee 75% และ Lazada 67% อย่างแพร่หลาย และที่น่าจับตาก็คือ TikTok 51% ที่กำลังไล่ตามมาติด ๆ (จาก Nation Thailand)
พฤติกรรมชัดเจน: พฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ในปัจจุบัน 85% เกิดขึ้นผ่านโทรศัพท์มือถือ และผู้บริโภคกว่า 48% มีความถี่ในการช้อปออนไลน์ 2-3 ครั้งต่อเดือน (จาก Deeboon)
2.2 Brand-owned Apps จากลูกค้าขาจรสู่ Brand Loyalist
ในทางกลับกัน การมีแอปพลิเคชันของแบรนด์ตัวเอง เปรียบเสมือนการสร้าง “Flagship Store” ที่แบรนด์เป็นเจ้าของ 100% เพื่อเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำผู้ภักดี โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์โดยตรงและมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าผ่านระบบสมาชิก , ข้อเสนอสุดพิเศษ , และการสั่งซื้อโดยตรง ซึ่งเหมาะมากสำหรับแบรนด์ที่มีความถี่ในการซื้อซ้ำสูง เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือร้านค้าปลีกครับ
จุดนี้คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์แล้วครับว่าเราจะ “เช่าพื้นที่” หรือ “สร้างบ้านของตัวเอง” แบรนด์จำเป็นต้องยึดหัวหาดบน E-commerce Marketplace เพื่อสร้างการเข้าถึงในวงกว้าง ควบคู่ไปกับการพิจารณาสร้างแอปของตนเองเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว, เก็บข้อมูลลูกค้าโดยตรง (First-party data) และมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าคนสำคัญ
3. Social Media: จาก Content Discovery สู่ Social Commerce
โซเชียลมิเดียหรือ เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทรงพลังมากครับ เพราะมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากการค้นหาแบบอื่นโดยสิ้นเชิงครับ คือผู้บริโภคไม่ได้ “ตั้งใจ” เข้ามาเพื่อค้นหาข้อมูลแบรนด์โดยตรง แต่แบรนด์ต่างหากที่ “ปรากฏ” ขึ้นมาระหว่างที่พวกเขาใช้ชีวิตประจำวัน
การค้นหาบนโซเชียลมีเดียจึงเป็นเรื่องของ “การค้นพบโดยบังเอิญ” (Accidental Discovery) ที่เกิดขึ้นจากการไถฟีด, ดูสตอรี่, หรือติดตามชีวิตของ Influencer ที่พวกเขาชื่นชอบ
หัวใจสำคัญที่ผมอยากเน้นคือการเติบโตของ Social Commerce ที่เส้นแบ่งระหว่างการเสพคอนเทนต์และการช้อปปิ้งได้เลือนหายไปโดยสิ้นเชิง แพลตฟอร์มอย่าง TikTok Shop หรือ Instagram Shopping ได้เปลี่ยนแอปโซเชียลให้กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ผู้ใช้สามารถกดซื้อสินค้าที่เพิ่งค้นพบได้ทันที
แพลตฟอร์มยอดนิยม: ข้อมูลล่าสุดในปี 2567-2568 บอกว่าคนไทยยังคงใช้งาน Facebook 91.5% และ LINE 90.7% ตามมาด้วย TikTok 83.5% และ Instagram 76% (จาก DataReportal)
อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์: 74% ของนักการตลาดในไทย มองว่า Influencer Marketing มีประสิทธิภาพในการสร้างยอดขาย (จาก AnyMind Group)
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงบนโซเชียลมิเดีย ก็ทำให้แบรนด์ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “ผู้โฆษณา” มาเป็น “ผู้สร้างสรรค์” (Creator) ที่เน้นการทำคอนเทนต์ที่มีคุณค่าและเข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละแพลตฟอร์ม แบรนด์ต้องหันมาโอบรับเศรษฐกิจของเหล่าครีเอเตอร์ (Creator Economy) และสร้างประสบการณ์ Social Commerce ที่ไร้รอยต่อ เพื่อเปลี่ยนผู้ที่ค้นพบเราโดยบังเอิญให้กลายเป็นลูกค้าได้อย่างรวดเร็วที่สุดครับ
4. Brand Websites: Digital Flagship Store ยุค Direct-to-Consumer
ผมมองว่าเว็บไซต์เปรียบเสมือน ‘บ้านหลัก’ ที่เป็นรากฐานสำคัญและเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคจำนวนมากใช้เพื่อยืนยันข้อมูลให้มั่นใจเป็นครั้งสุดท้าย ในยุคที่ข้อมูลล้น เว็บไซต์ทางการคือแหล่งข้อมูลที่จริงแท้และน่าเชื่อถือที่สุด (Single Source of Truth) ที่แบรนด์สามารถควบคุมได้ 100%
เว็บไซต์ยังเป็นพื้นที่เดียวที่แบรนด์สามารถบอกเล่าเรื่องราวและควบคุมประสบการณ์ได้ทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบ, การใช้ภาษา, ไปจนถึงการนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านหน้า “เกี่ยวกับเรา” (About Us) ซึ่งช่วยสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่า อีกทั้งยังเป็นช่องทางหลักของกลยุทธ์ Direct-to-Consumer (D2C) ที่มาแรงมากในยุคนี้ด้วยครับ
ความไว้วางใจคือหัวใจสำคัญ: ผลสำรวจทั่วโลก บกว่าว่า ความสามารถในการไว้วางใจแบรนด์ (Brand Trust) เป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ในการตัดสินใจซื้อ (จาก Edelman Trust Barometer)
ความคาดหวังของผู้บริโภค: ผู้บริโภคในปัจจุบันคาดหวังว่าเว็บไซต์ที่ดีต้อง ใช้งานง่าย 88%, โหลดเร็ว 85%, และ ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ละเอียด 85% (จาก HubSpot)
ดังนั้น แบรนด์ไหนที่อยากจะมีเว็บไซต์ก็ต้องต้องลงทุนทำให้ดีครับ เพราะเว็บไซต์ต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์ และมอบประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยม เพื่อตอกย้ำความเป็นมืออาชีพและสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาวนั่นเอง
5. Consumer Reviews: Social Proof Engine ที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจ
ถ้า Social Media คือการทำให้คนที่ไม่รู้จักได้มารู้จัก Consumer Reviews ก็คือการทำให้คนที่รู้จักแล้วตัดสินใจซื้อได้อย่างมั่นใจครับ ช่องทางนี้ขับเคลื่อนด้วย Social Proof ที่ทรงพลัง มันdHช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจซื้อที่ผิดพลาด และมักจะตอบคำถามในความเป็นจริงที่แบรนด์อาจไม่ได้บอกไว้
ทุกวันนี้ การรีวิวได้แทรกซึมอยู่ในทุกขั้นตอนการเดินทางของลูกค้า ตั้งแต่รีวิวบน E-commerce, รีวิวบนแพลตฟอร์มเฉพาะทางอย่าง Wongnai หรือ Agoda, ไปจนถึงรีวิวบน Google Maps และคอมเมนต์ต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย
ความไว้วางใจคือกุญแจสำคัญ: สถิติทั่วโลกยืนยันว่า 49% ของผู้บริโภค เชื่อรีวิวออนไลน์มากเท่ากับคำแนะนำจากเพื่อนหรือคนในครอบครัว (จาก BusinessDasher)
รีวิวมีผลต่อการตัดสินใจโดยตรง: ผลสำรวจพบว่า เกือบทุกคน 93% ยอมรับว่ารีวิวออนไลน์มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของพวกเขา (จาก Exploding Topics)
การตอบกลับคือสิ่งสำคัญ: 89% ของผู้บริโภค อ่านการตอบกลับของแบรนด์ต่อรีวิวต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ (จาก gominga)
แบรนด์ จึงไม่ควรหลีกเลี่ยงเสียงวิจารณ์ แต่ต้องบริหารจัดการชื่อเสียง (Reputation Management) อย่างโปร่งใส ผมมองว่าทุกเสียงสะท้อนจากลูกค้าคือข้อมูลเชิงลึกทางการตลาดที่ประเมินค่าไม่ได้ และการเข้าไปตอบสนองต่อรีวิวต่าง ๆ (โดยเฉพาะเชิงลบ) อย่างมืออาชีพ คือโอกาสในการสร้างความไว้วางใจและแสดงความใส่ใจที่ทรงพลังที่สุดครับ
6. Price Comparison Sites: ศึกแห่งความคุ้มค่าและ Value Positioning
เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการจับจ่ายแบบ “ฉลาดซื้อ” และความอ่อนไหวต่อราคา (Price-Sensitive) ของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดีเลยครับ ช่องทางนี้เปรียบเสมือน “ที่ปรึกษาส่วนตัว” ที่ช่วยให้พวกเขาประหยัดทั้งเงินและเวลา แถมยังช่วยให้ค้นพบร้านค้าใหม่ ๆ ได้อีกด้วย
ราคาคือปัจจัยสำคัญ: ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในปี 2567-2568 ชี้ว่า ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาใส่ใจเรื่อง ความคุ้มค่า (Value for Money) มากขึ้น (จาก NIQ)
หมวดหมู่ยอดนิยม: สินค้าที่คนนิยมเปรียบเทียบราคาสูงสุดมักเป็นกลุ่มสินค้าที่มีราคาสูงและมีคุณสมบัติชัดเจน เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์, โทรศัพท์มือถือ, และเครื่องใช้ไฟฟ้า
แนวทางในช่องทางนี้จึงไม่ใช่การลงไปแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบริหารจัดการการรับรู้ด้านราคาและคุณค่าโดยรวม แบรนด์จำเป็นต้องตรวจสอบภาพรวมราคาของตนในตลาดอยู่เสมอ และในขณะเดียวกันก็ต้องชูจุดขายอื่นที่ไม่ใช่ราคาขึ้นมาสื่อสารให้ชัดเจน เช่น การรับประกัน, บริการหลังการขาย, หรือความน่าเชื่อถือของร้านค้าทางการ เพื่อสร้างเหตุผลให้ลูกค้ายอมจ่ายในราคาที่อาจสูงกว่าเล็กน้อยเพื่อแลกกับความสบายใจครับ
7. Discount Voucher Sites: Psychology of Deals ที่เร่งการปิดขายDiscount Voucher Sites ‘ตัวเร่ง’ ที่เปลี่ยนคนลังเลให้เป็นลูกค้า
ช่องทางสุดท้ายคือการตามล่าหาส่วนลดและดีลพิเศษต่าง ๆ ครับ ผมมองว่าช่องทางนี้คือ ‘ตัวเร่ง’ ปฏิกิริยาทางจิตวิทยาที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกของการ “ได้ดีล” ที่ดีกว่าคนอื่น และความกลัวที่จะพลาดโอกาส (FOMO) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเร่งสำคัญในการปิดการขาย
ทุกวันนี้ “Voucher” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนเว็บไซต์รวมดีลแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ได้กระจายตัวและผสมผสานอยู่ในช่องทางต่าง ๆ ที่เราใช้กันทุกวัน ตั้งแต่หน้า “เก็บโค้ด” ในแอป E-commerce, โปรโมชันที่ผูกกับการชำระเงินผ่าน E-wallets และบัตรเครดิต, ไปจนถึงส่วนลดที่แบรนด์มอบให้โดยตรง
แบรนด์ ควรมอง “ส่วนลด” เป็นเครื่องมือทางการตลาดเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่การลดราคาไปวัน ๆ แต่ต้องใช้อย่างมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงเวลาที่ต้องการ, ดึงดูดลูกค้าใหม่, หรือสร้างความภักดีผ่านข้อเสนอสุดพิเศษ แบรนด์ที่สามารถผสานกลยุทธ์ส่วนลดเข้ากับแคมเปญใหญ่ของแพลตฟอร์มและพันธมิตรต่างๆ ได้อย่างลงตัว จะสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้เพื่อปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ
สรุป
พอเราเจาะลึกทั้ง 7 ช่องทางนี้แล้ว จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นมากเลยครับว่าหัวใจของ Digital Marketing 2025 คือการทำความเข้าใจเส้นทางการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่ไม่ได้เป็นเส้นตรงอีกต่อไป แต่เป็นเครือข่ายที่ซับซ้อนของ Digital Touchpoints
AI-Generated by Shutterstock (Prompt: retro-futuristic synthwave scene, a shopper running with multiple shopping bags, leaping from a giant smartphone on the left (yellow screen) toward another giant smartphone on the right (magenta screen); teal background with subtle neon gradient and thin wireframe grid; chrome and translucent Y2K accents; low-angle wide shot; commercial lighting; sharp focus with motion blur on legs and bags)
แม้ทุกช่องทางจะมีเป้าหมายปลายทางร่วมกันคือการเปลี่ยนผู้สนใจให้เป็นลูกค้า (Conversion) แต่บทบาทและหน้าที่หลักของแต่ละช่องทางนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมกันในแต่ละช่วงของการตัดสินใจ ดังนี้ครับ
กลุ่มสร้างการค้นพบและแรงบันดาลใจ: Social Networks, Search Engines
กลุ่มสร้างความน่าเชื่อถือและใช้ยืนยันข้อมูล: Brand Websites, Consumer Reviews
กลุ่มพิจารณาด้านความคุ้มค่าและปิดการขาย: Mobile Apps, Price Comparison Sites, Discount Vouchers
ดังนั้น ทิศทางของแบรนด์ที่ต้องการประสบความสำเร็จในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่การมีตัวตนในทุกช่องทาง แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) และสอดคล้องกันในทุก ๆ ที่ที่ลูกค้าไปเยือน
แบรนด์ที่เข้าใจว่าลูกค้าใช้แต่ละช่องทางเพื่ออะไร และสามารถนำเสนอคุณค่าที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม พร้อมทั้งสร้างความไว้วางใจในทุกย่างก้าวของการเดินทางได้นั้น คือแบรนด์ที่จะสามารถเปลี่ยนผู้ที่สนใจให้กลายเป็นลูกค้าตัวจริงได้ในท้ายที่สุดครับ
Source , Source , Source , Source , Source , Source , Source , Source , Source , Source , Source , Source , Source , Source