WTF Marketting กับการคอลแลบสุดกาวแต่ผลลัพธ์ไม่กาว E.l.f. x Liquid Death เมื่อปีศาจมาขายลิปบาล์ม

การตลาดวันละตอนวันนี้พามาดูแคมเปญคอลแลบสุดกาว WTF Marketting ที่พิสูจน์ว่าความบ้าคืออาวุธการตลาดที่น่ากลัว ถ้าเพื่อน ๆ คิดว่าเครื่องสำอาง กับน้ำเปล่ากระป๋อง เป็น Category ที่อยู่คนละโลก คุณคิดถูกแล้วครับ แต่ความพีคมันอยู่ตรงที่ E.l.f. Cosmetics และ Liquid Death เลือกที่จะเอา 2 Category นี้มาชนกัน จนเกิดเป็นแรงระเบิดตูมตามบนโซเชียลฯ เมื่อต้นปี 2026 ที่ผ่านมาครับ เดี๋ยววันนี้เรามาแกะรอยแคมเปญ Lip Embalms แคมเปญคอลแลบระหว่างเครื่องสำอาง กับน้ำเปล่ากระป๋อง ไปด้วยกันครับ

ก่อนอื่นขอแนะนำแบรนด์ทั้ง 2 แบบสั้น ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้เข้าใจก่อนครับ เนื่องจากเป็นแบรนด์ต่างประเทศชื่ออาจจะไม่คุ้นหูเราสักเท่าไหร่

E.l.f. Cosmetics เจ้าแม่บิวตี้ ราคาน่ารัก ขวัญใจ Gen Z

E.l.f. (ย่อมาจาก Eyes, Lips, Face) คือแบรนด์เครื่องสำอางที่ยืนหนึ่งเรื่อง ของดีราคาถูก Affordable Luxury และเป็นลูกรักของชาว Gen Z ทั่วโลกครับ ภาพลักษณ์ของแบรนด์คือความสนุก สดใส และเข้าถึงง่าย จุดเด่นคือเป็นแบรนด์ที่ Catch up เทรนด์ไวมากบน Social Media โดยเฉพาะ TikTok แถมยังยืนหยัดเรื่อง Cruelty-free (ไม่ทดลองกับสัตว์) และ Vegan 100% ทำให้ E.l.f. เป็นตัวแทนของความงามยุคใหม่ที่ “สวยได้โดยไม่ต้องจ่ายแพง” ครับ

Liquid Death น้ำเปล่าปีศาจ ที่มาเพื่อฆ่าความกระหาย

Liquid Death คือแบรนด์น้ำดื่มกระป๋องสุดเกรียนที่นิยามตัวเองว่าเป็น “บริษัทผลิตความบันเทิงที่บังเอิญขายน้ำ” ครับ ภาพลักษณ์ของแบรนด์มาในธีม Heavy Metal ดุดัน เลือดสาด และความตาย เจ้าของสโลแกน Murder Your Thirst ดีไซน์กระป๋องดูเหมือนเบียร์หรือเครื่องดื่มชูกำลังแต่ข้างในคือน้ำแร่บริสุทธิ์ จุดยืนคือการรักษ์โลกแบบฮาร์ดคอร์ด้วยการใช้กระป๋องอลูมิเนียมเพื่อฆ่าพลาสติก ถือเป็นแบรนด์ที่ฉีกกฎการตลาดน้ำดื่มที่น่าเบื่อให้กลายเป็นเรื่องตลกร้ายและบ้าบิ่นที่สุดครับ

ต้องบอกแบบนี้ครับ ปกติแบรนด์เค้าไม่ค่อยออกมาบอกเราตรง ๆ กันหรอกครับว่า “ทำไม” ถึงทำแคมเปญนี้เพราะมันคือความลับทางธุรกิจ แต่ถ้าเราสวมหมวกนักการตลาดแล้วลองแกะรอยดูดี ๆ จะเห็นเลยว่า จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ไม่ได้เกิดจากความฟลุ๊ค หรือแค่นึกสนุกอยากทำขำ ๆ ครับ แต่มันเกิดจาก Strategic Fit ที่หาได้ยากยิ่งในโลกธุรกิจ และนี่คือ 2 เหตุผลลึกๆ ที่ผมรวบรวมมา ที่ทำให้ดีลนี้เกิดขึ้นครับ

1. ต่อยอดจาก ปรากฏการณ์ 45 นาที ต้องย้อนความทรงจำไปปี 2024 ครับ ทั้งคู่เคยสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกันมาแล้วในแคมเปญ “Corpse Paint ชุดแต่งหน้าศพ” ที่นำชุดเมคอัพลิมิเต็ดฯ ปี 2024 ที่ฉีกกฎด้วยการหยิบสไตล์แต่งหน้าผีดิบแนว Black Metal (หน้าขาวขอบตาดำ) มาบรรจุในกล่องรูปโลงศพ ผลลัพธ์ตอนนั้นคือสินค้าขายหมดเกลี้ยงใน 45 นาที และยังไปคว้ารางวัล Bronze จากเวทีระดับโลกอย่าง Cannes Lions มาครองครับ

WTF Marketting E.l.f. Liquid Death

มาในปีนี้ทำให้ทั้งสองกระหาย Rebellion และความแปลกใหม่ที่ฉีกกฎเดิม ๆ ดังนั้นโจทย์ของปี 2026 จึงเป็นการกลับมาเพื่อ Sustain Momentum หรือรักษาแรงส่งนี้ไว้ เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าพวกเขาคือ “คู่หูคู่ฮา” ที่ทำอะไรก็เป็นกระแส ไม่ใช่แค่ One-hit wonder ครับ

2. แก้ปม Brand Perception ของแต่ละฝ่าย ลึกๆ แล้ว ทั้งสองแบรนด์มีโจทย์ในใจที่ต้องการแก้อยู่ครับ และการคอลแลบฯ คือคำตอบ

  • ฝั่ง E.l.f. (Beauty): มักถูกมองว่าเป็นแบรนด์ Dupe หรือแบรนด์แมสๆ  ทั่วไป การจับมือกับ Liquid Death ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็น Cult Brand ที่โคตรเท่และอินดี้ ช่วยชุบตัวให้ E.l.f. ดูมี “คาแรคเตอร์” และดู “แพงในเชิงวัฒนธรรม” ขึ้นมาทันทีครับ
  • ฝั่ง Liquid Death (Beverage): โจทย์ของพวกเค้าคือ “ทำยังไงให้คนไม่ลืม” เพราะสินค้าคือน้ำเปล่า ซึ่งเป็นสินค้าที่คล้าย ๆ กัน พวกเค้าจึงต้องพาแบรนด์ตัวเองออกไปซิ่งนอกตู้แช่เซเว่นฯ ไปอยู่บนหน้า, บนปาก, หรือในกระเป๋าเครื่องสำอาง เพื่อพิสูจน์ว่า Liquid Death คือ “Entertainment Company” ที่บังเอิญขายน้ำ ไม่ใช่บริษัทน้ำดื่มธรรมดา

สิ่งที่ทั้ง 2 ทำรอบนี้คือ Liquid Death เข้ามายึดครองธีมสินค้าของ E.l.f. จนกลายเป็นความกวนขั้นสุด เริ่มจากชื่อสินค้าที่เล่นตลกกับความตาย โดยเปลี่ยนจาก “Lip Balm”เป็น “Lip Embalms” ซึ่งคำว่า Embalm แปลว่า “การฉีดน้ำยาดองศพ” สรุปคือคุณกำลังซื้อน้ำยาดองศพมาทาปากให้นุ่มชุ่มชื้นนั่นเอง

WTF Marketting E.l.f. Liquid Death

ตัวแพ็กเกจจิ้งก็ทำเลียนแบบกระป๋องเครื่องดื่ม Liquid Death เป๊ะ ๆ แต่ย่อส่วนลงมาเหลือไซส์จิ๋ว ส่วนคำถามที่ว่า “น้ำมาเกี่ยวอะไร?” คำตอบอยู่ที่รสชาติ ครับ เพราะลิปทุกแท่งถูกปรุงแต่งกลิ่นตามรสชาติน้ำแต่งกลิ่นตัวดังของ Liquid Death จริงๆ เช่น Severed Lime หรือ Killer Cola เป็นการเอารสชาติเครื่องดื่มมาใส่ในลิปครับ

WTF Marketting E.l.f. Liquid Death

ในพาร์ทการสื่อสาร แบรนด์ฉีกกฎวงการบิวตี้ที่ต้องใช้คนสวย ๆ มาขายของ ด้วยการดึง Glothar มาสคอตประจำแบรนด์ Liquid Death ที่เป็นปีศาจนักดนตรี Black Metal มาเป็นพรีเซนเตอร์หลัก ภาพที่ออกมาคือปีศาจหน้าโหดกำลังนั่งทาลิปจีบปากจีบคอ ซึ่งดูขัดแย้งและตลกมาก เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการดึงดาราดังอย่าง Nina Dobrev นางเอกซีรีส์ The Vampire Diaries มาถ่ายภาพ PR คู่กับเจ้าปีศาจ Glothar ในคาเฟ่ โดยจัดฉากให้เหมือนภาพหลุดปาปารัสซี่ว่าดาราสาวกำลังเดทกับปีศาจ เป็นการเล่นมุก Inside Joke เชื่อมโยงธีมแวมไพร์กับความตายได้อย่างเจ็บแสบครับ

Source, Source

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือการวางหมากที่แยบยลโดยใช้ความขัดแย้งเป็นตัวเดินเรื่องหลักครับ เริ่มจากการใช้กลยุทธ์ Deliberate Dissonance หรือการจงใจจับคู่สิ่งที่ดูไม่เข้ากันเลยอย่าง “ความงาม” กับ “ความตาย” เพื่อสร้างแรงเสียดทานทางความรู้สึกที่เรียกว่า The WTF Factor ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำหน้าที่เป็นตัวหยุดนิ้วโป้งชั้นดีในโลกโซเชียล เปลี่ยนสถานะจากสินค้าธรรมดาให้กลายเป็นคอนเทนต์ ที่ใครเห็นก็ต้องแชร์เพื่อแสดงความทันโลก

WTF Marketting E.l.f. Liquid Death

เมื่อดึงความสนใจได้แล้ว แบรนด์ก็ฉลาดพอที่จะไม่ยัดเยียดการขาย Hard Sell ใส่คนรุ่นใหม่ที่เกลียดโฆษณา แต่เลือกใช้แนวคิด Viral by Design ที่วางตัวเองเป็น Entertainment Company มากกว่าผู้ผลิตสินค้า กลายเป็นการตลาดแบบปากต่อปากที่ทรงพลังและจริงใจกว่าการจ้างดาราพูดตามสคริปต์ครับ

และสุดท้าย ทุกอย่างถูกขมวดปมด้วยจิตวิทยา Weaponized FOMO หรือการใช้ความกลัวตกกระแสเป็นอาวุธ ผ่านการประทับตรา Limited Edition บนสินค้าที่มีประวัติ “ขายหมดใน 45 นาที” ซึ่งมันไปกระตุ้นสัญชาตญาณนักสะสม ทำให้ลิปบาล์มแท่งเล็กๆ กลายเป็น “Rare Item” ที่ต้องแย่งชิงทันทีที่วางขาย ไม่ใช่ซื้อเพราะปากแห้ง แต่ซื้อเพราะไม่อยากพลาดประวัติศาสตร์ความกวนครั้งนี้ครับ

สรุป WTF Marketting กับการคอลแลบสุดกาวแต่ผลลัพธ์ไม่กาว E.l.f. x Liquid Death เมื่อปีศาจมาขายลิปบาล์ม

บทสรุปของ WTF Marketing ในเคส E.l.f. x Liquid Death นี้ เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีเลยครับว่า ในยุคที่คอนเทนต์ล้นโลก ดังนั้น Safe is Risky การที่ปีศาจลุกขึ้นมาขายลิปบาล์มไม่ได้เป็นแค่เรื่องตลก แต่มันคือการหา Strategic Partner ที่ไม่ได้มองแค่ “สินค้าที่เหมือนกัน” แต่มองหา “ทัศนคติที่บ้าพอๆ กัน” ครับ ความกาวในครั้งนี้เปลี่ยนความขัดแย้ง ให้กลายเป็นโอกาสที่กวาดทั้งพื้นที่สื่อและเงินในกระเป๋า Gen Z ไปแบบถล่มทลาย ดังนั้นถ้านักการตลาดคนไหนกำลังมองหาไอเดีย Collab ครั้งหน้า ลองถามตัวเองดูครับว่า “เรากล้าบ้าให้สุดทางหรือยัง?” เพราะบางทีไอเดียที่ฟังดูไร้สาระที่สุด อาจจะเป็นไอเดียที่ทำเงินมากที่สุดก็ได้ครับ

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

ชื่อเติ้ลครับ เป็น Senior Data Insight Researcher & Marketing Content Creator แห่งการตลาดวันละตอนครับ ^^ มีงานอดิเรกเป็น ผู้ช่วยนักวิจัยฝั่ง Consumer Insights ที่คณะวิทยาศาตร์การกีฬา ที่จุฬาครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *