Business Model Innovation จุดเปลี่ยนที่พา Poltrona Frau ออกจากห้องนั่งเล่นไปอยู่ในรถ Ferrari
หัวใจของเรื่องนี้อยู่ตรงกลางทศวรรษ 1980 ครับ ตอนนั้น Poltrona Frau เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์หนังที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่ก็ยังเป็นแค่แบรนด์ที่ขายโซฟาและเก้าอี้ให้บ้านคนรวย จนกระทั่งค่ายรถ Lancia เดินเข้ามาขอให้ช่วยทำภายในหนังให้กับรถรุ่น Thema 8.32 ซึ่งเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ของ Ferrari
การตัดสินใจรับงานชิ้นนั้นดูเผินๆ เหมือนเป็นแค่งานพิเศษงานหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วมันคือการเดิมพันเชิงกลยุทธ์ที่เปลี่ยนโฉมทั้งบริษัท เพราะแทนที่จะมองตัวเองเป็นแค่ “แบรนด์เฟอร์นิเจอร์” Poltrona Frau เลือกที่จะมองตัวเองใหม่ว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนัง” ที่จะเอาความรู้ 70 กว่าปีของตัวเองไปฝังไว้ในสินค้าของแบรนด์อื่นได้ พวกเขาตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ขึ้นมาชื่อ Interiors in Motion เพื่อรับงานทำภายในหนังให้อุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะ
ผลลัพธ์ของการเดิมพันครั้งนั้นชัดเจนมากในวันนี้ครับ เพราะ Poltrona Frau กลายเป็นผู้จัดหาหนังภายในให้ Ferrari แต่เพียงผู้เดียว และเป็นผู้จัดหาหนังรายเดียวของ Maserati ตามบทความของ Ferrari งานฝั่งยานยนต์เติบโตจนกลายเป็นเสาหลักของธุรกิจ และกินสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของหนังทั้งหมดที่บริษัทซื้อเข้ามาต่อปี ไม่ใช่แค่สองแบรนด์นี้ รายชื่อลูกค้ายังยาวเหยียดตั้งแต่ Alfa Romeo, Audi และ Bugatti ไปจนถึง Jaguar และ Bentley
นั่นหมายความว่า Poltrona Frau ไม่ได้แค่ขายเฟอร์นิเจอร์แข่งกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ด้วยกันอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น “ส่วนประกอบ” ที่ทำให้แบรนด์รถหรูระดับโลกดูหรูขึ้นไปอีก โดยที่ตัวเองไม่ต้องลงไปแข่งในตลาดรถยนต์เลยสักนิด
Why It Worked ทำไมกลยุทธ์ Ingredient Brand ของ Poltrona Frau ถึงได้ผล
คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไม Ferrari ถึงยอมให้แบรนด์ภายนอกเข้ามาทำส่วนที่ลูกค้าได้สัมผัสโดยตรงอย่างเบาะและแผงหน้าปัด คำตอบอยู่ที่คำว่า Ingredient Brand หรือแบรนด์ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในสินค้าของแบรนด์อื่นครับ
Ingredient Brand ที่ดีจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมันมีของจริงที่คู่ค้าลอกเลียนเองไม่ได้ และนี่คือจุดที่ความเป็นช่างฝีมือของ Poltrona Frau เข้ามามีบทบาท เพราะแบรนด์ใช้กระบวนการฟอกหนังที่เรียกว่า Pelle Frau ถึง 21 ขั้นตอน ในขณะที่มาตรฐานทั่วไปของอุตสาหกรรมอยู่ที่ราว 12 ถึง 15 ขั้นตอนเท่านั้น ตามข้อมูลที่รวบรวมใน Wikipedia หนังของแบรนด์ถูกย้อมสีทะลุถึงเนื้อใน ทำให้แม้จะมีรอยขีดข่วนที่ผิวก็จะไม่เห็นเนื้อหนังสีอื่นโผล่ออกมา และกว่า 95% ของงานยังทำด้วยมือ
ลองคิดในมุมของ Ferrari ดูครับว่า ถ้าจะสร้างทีมทำหนังระดับนี้ขึ้นมาเองตั้งแต่ศูนย์ ต้องใช้เวลากี่สิบปีกว่าจะได้ฝีมือเทียบเท่าคนที่ทำหนังมาตั้งแต่ปี 1912 การซื้อความเชี่ยวชาญสำเร็จรูปจาก Poltrona Frau จึงคุ้มกว่ามาก และในทางกลับกัน การได้เป็นคู่ค้ากับ Ferrari ก็ยกระดับ Poltrona Frau ให้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์หนังที่ทรงพลังที่สุดของโลกไปโดยปริยาย นี่คือความสัมพันธ์แบบที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
สิ่งที่ทำให้กลยุทธ์นี้แข็งแรงยิ่งขึ้นคือ Poltrona Frau ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองเป็นแค่ซัพพลายเออร์ไร้ชื่อ แต่ตั้งชื่อหนังของตัวเองว่า Pelle Frau และจดทะเบียนไว้ เหมือนกับที่ Intel ทำให้ชิปในคอมพิวเตอร์มีชื่อว่า Intel Inside การมีชื่อของตัวเองทำให้ Poltrona Frau ยังคงเป็นแบรนด์ในสายตาผู้บริโภค ไม่ใช่แค่โรงงานที่มองไม่เห็น และช่วยให้แบรนด์สะสมสิ่งที่เรียกว่า Brand Equity หรือคุณค่าแบรนด์ในใจคนได้ต่อเนื่อง
เมื่อรวมกับตราประทับความน่าเชื่อถือที่แบรนด์สะสมมากว่าร้อยปี ตั้งแต่ราชวงศ์ Savoy รัฐสภาอิตาลี เรือเดินสมุทร Rex ไปจนถึงโรงโอเปร่าและคอนเสิร์ตฮอลล์ระดับโลกอย่าง Walt Disney Concert Hall ก็ยิ่งทำให้คู่ค้ารายใหม่มั่นใจได้ทันทีว่ากำลังทำงานกับใคร กำแพงที่คู่แข่งลอกเลียนได้ยากของ Poltrona Frau จึงไม่ใช่เครื่องจักร แต่คือเวลาและชื่อเสียงที่เงินซื้อไม่ได้
Core Competency over Category โฟกัสที่ความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่แค่หมวดสินค้า Poltrona Frau ไม่ได้ผูกตัวเองไว้กับคำว่าเฟอร์นิเจอร์ แต่มองว่าแก่นของตัวเองคือความเชี่ยวชาญเรื่องหนัง ทำให้มันเอาความรู้เดียวกันไปขายได้ทั้งในโซฟา รถยนต์ เครื่องบิน และโรงละคร ลองนึกถึงแบรนด์ที่ขายกาแฟ ถ้ามองว่าแก่นของตัวเองคือความเชี่ยวชาญเรื่องการคั่วเมล็ด ไม่ใช่แค่การเปิดร้าน ก็อาจต่อยอดไปขายเมล็ดคั่วให้โรงแรมหรือสายการบินได้อีกทาง
Named Ingredient ตั้งชื่อให้ส่วนประกอบจนกลายเป็นแบรนด์ การที่ Poltrona Frau ตั้งชื่อหนังของตัวเองว่า Pelle Frau ทำให้มันไม่ใช่แค่วัตถุดิบ แต่เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคจดจำและตามหาได้ ลองนึกถึงแบรนด์อาหารไทยที่ใช้พริกแกงสูตรเฉพาะ ถ้าตั้งชื่อและเล่าเรื่องสูตรนั้นให้ชัด แทนที่จะบอกแค่ว่าอร่อย ก็สร้างจุดที่คู่แข่งลอกเลียนได้ยากขึ้นมาทันที
Prestige by Association ยืมความน่าเชื่อถือจากคู่ค้าที่ใช่ ทุกครั้งที่ Poltrona Frau ได้ทำงานให้ Ferrari หรือราชวงศ์ ชื่อเสียงของคู่ค้าก็ไหลกลับมาเสริมแบรนด์ของตัวเอง ลองนึกถึงแบรนด์วัสดุก่อสร้างไทยที่ได้เป็นผู้จัดหาให้โครงการระดับแลนด์มาร์ก การได้ประกาศว่าเคยทำงานให้โครงการนั้น มีค่ามากกว่าโฆษณาราคาแพงหลายเท่า
Indispensable สรุปบทเรียน Poltrona Frau ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้
บทเรียนการตลาดจาก Poltrona Frau คือ บางครั้งการเป็น “ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้” ในความสำเร็จของคนอื่น อาจทรงพลังกว่าการดิ้นรนเป็นพระเอกในตลาดที่แข่งกันเลือดสาด
เคสแบบ Poltrona Frau ในเชิงกลยุทธ์ เราเรียกว่า The Disruptor หรือแบรนด์ที่ชนะด้วยโมเดลธุรกิจ ไม่ใช่แค่ตัวสินค้า เพราะสิ่งที่เปลี่ยนชะตาของแบรนด์นี้ไม่ใช่การออกแบบโซฟาที่สวยขึ้น แต่คือการตัดสินใจเปลี่ยนวิธีมองตัวเองจากผู้ขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นผู้ขายความเชี่ยวชาญเรื่องหนังให้ใครก็ได้ที่ต้องการความหรู จุดร่วมของแบรนด์กลุ่มนี้คือ พวกเขาไม่ได้ถามว่าจะขายสินค้าให้ดีขึ้นได้อย่างไร แต่ถามว่าจะเปลี่ยนเกมด้วยวิธีทำธุรกิจแบบไหน