ถ้าพูดถึงตลาดเครื่องดื่มสุขภาพในช่วงหลัง เราจะเห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่ของที่ดีต่อร่างกายอย่างเดียวค่ะ แต่ยังมองหาสินค้าที่อร่อย และเป็นราคาที่สามารถทดลองซื้อได้ไม่ยาก เพราะในชีวิตประจำวัน การดูแลสุขภาพของใครหลายคน อาจเริ่มจากการเลือกของกินหรือเครื่องดื่มที่ดีขึ้นในแต่ละวัน โดยยังต้องตอบโจทย์เรื่องรสชาติ และความรู้สึกคุ้มค่าควบคู่กันไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่เบลล์หยิบแบรนด์ YoPPa Yogurt มาวิเคราะห์ กลยุทธ์ ในบทความนี้ค่ะ ทีนี้มาดูกันค่ะว่าแบรนใช้กลยุทธ์อะไรบ้าง ในการสร้างภาพจำให้โยเกิร์ตสุขภาพกลายเป็นของกินที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้นค่ะ
รู้จัก YoPPa แบรนด์โยเกิร์ตสุขภาพ ที่อยากทำให้การดูแลตัวเองง่ายและสนุกขึ้น
ก่อนจะไปดูว่าแบรนด์ใช้กลยุทธ์อะไรบ้าง เบลล์อยากพามารู้จักที่มาของแบรนด์นี้กันก่อนค่ะ YoPPa Yogurt เริ่มต้นจาก คุณญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร ที่เป็นคนชอบกินโยเกิร์ตอยู่แล้วเป็นทุนเดิม และเธอยังเคยลองทำโยเกิร์ตกินเองที่บ้าน ระหว่างที่ทดลองทำและปรับสูตรไปเรื่อย ๆ เธอเริ่มสังเกตว่าโยเกิร์ตส่วนใหญ่มักมีรสเปรี้ยวค่อนข้างชัดค่ะ ซึ่งเป็นรสชาติที่หลายคนคุ้นเคยอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็อาจเป็นรสชาติที่ทำให้บางคนรู้สึกว่ากินยาก
ตรงนี้เลยกลายเป็นโจทย์ตั้งต้นของแบรนด์ ที่อยากทำโยเกิร์ตให้มีรสชาติละมุนขึ้น และยังให้ความรู้สึกดีต่อร่างกายไปพร้อมกันค่ะ คุณญดาจึงศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโพรไบโอติกส์ การดูแลลำไส้ รวมถึงเทรนด์ Longevity ที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในหลายประเทศ ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ที่เริ่มมองหาอาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยดูแลสุขภาพจากภายในมากขึ้น YoPPa จึงขยับจากไอเดียเล็ก ๆ ในบ้าน มาสู่แบรนด์โยเกิร์ตสุขภาพที่มีโอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น
แม้คุณญดาจะอยู่ในวงการบันเทิงมานาน แต่การเริ่มต้นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มถือเป็นอีกสนามที่ต้องเรียนรู้ใหม่แทบทั้งหมดค่ะ ทั้งเรื่องสินค้า สูตร รสชาติ ต้นทุน การวางแบรนด์ ไปจนถึงการแข่งขันในตลาดโยเกิร์ตที่มีผู้เล่นอยู่แล้วหลายราย และแต่ละแบรนด์ก็มีจุดแข็งของตัวเองค่อนข้างชัดเจน ขณะเดียวกันแรงผลักดันสำคัญยังมาจาก Pain Point สุขภาพของตัวเธอเองด้วยค่ะ
โดยเฉพาะช่วงที่ต้องทำงานหนักในวงการบันเทิง วันหนึ่งอาจใช้เวลาทำงานยาวหลายชั่วโมง จนร่างกายเริ่มส่งสัญญาณ ทั้งเรื่องความเหนื่อยล้า ระบบย่อยอาหาร และการดูแลสุขภาพจากภายใน ทำให้ญดาเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับอาหารที่กินในแต่ละวันมากขึ้น ทีนี้เรามาดูกันค่ะว่า ภายใต้แบรนด์โยเกิร์ตน้องใหม่อย่าง YoPPa มีการวางกลยุทธ์อะไรบ้าง ที่ช่วยทำให้โยเกิร์ตสุขภาพกลายเป็นสินค้าที่ดูใกล้ตัว และมีโอกาสเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น
1. Personal Brand Strategy จากตัวตน สู่ความเชื่อมั่นในแบรนด์
สำหรับ YoPPa หนึ่งในแต้มต่อสำคัญตั้งแต่ช่วงเปิดตัว คือชื่อของ คุณญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร ค่ะ เพราะในฐานะนักแสดงมากความสามารถ ที่เธอได้แสดงฝีมือให้ผู้ชมได้เห็น ผ่านผลงานภาพยนตร์และซีรีย์ชื่อดังหลายเรื่อง จึงช่วยพาแบรนด์ใหม่ให้ถูกมองเห็นได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในตลาดโยเกิร์ตสุขภาพที่มีผู้เล่นอยู่แล้วหลายรายค่ะ
แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าชื่อเสียง สิ่งที่ทำให้ Personal Brand ของคุณญดามีความน่าเชื่อถือมากขึ้น คือการเชื่อมตัวตนของเธอเข้ากับสินค้าจริง ๆ ค่ะ YoPPa ไม่ได้ถูกเล่าในฐานะแบรนด์ที่เกิดจากการตามกระแสโยเกิร์ตเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดตั้งต้นจากความชอบกินโยเกิร์ต ปัญหาสุขภาพ และความสนใจเรื่องการดูแลร่างกายจากภายใน ซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับภาพของแบรนด์สุขภาพโดยตรง
และบทบาทของญดาในฐานะเจ้าของธุรกิจที่ลงมือจริง จากข้อมูลที่เผยแพร่ออกมา คุณญดาลงทุนด้วยเงินส่วนตัว และสร้างทีมขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้าน F&B เข้ามาช่วยเสริมในส่วนที่เธอยังต้องเรียนรู้ และพยายามวางระบบให้ธุรกิจเดินต่อได้จริง
ซึ่งคุณญดาเอง ก็ไม่ได้เริ่มทำธุรกิจจากศูนย์ ในแง่ของการสร้างแบรนด์ทั้งหมดค่ะ เพราะก่อนหน้านี้เธอเคยทำแบรนด์เครื่องประดับมาก่อน ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องการทำแบรนด์ตั้งแต่โลโก้ แพ็กเกจจิ้ง การขายออนไลน์ ไปจนถึงการดูแลลูกค้าด้วยตัวเอง ประสบการณ์เหล่านี้อาจไม่ได้เหมือนธุรกิจ F&B โดยตรง แต่ช่วยให้เธอเข้าใจว่าการมีสินค้าอย่างเดียวไม่พอ แบรนด์ต้องมีภาพจำ การสื่อสาร และประสบการณ์ที่ผู้บริโภครับรู้ได้ตั้งแต่แรกเห็นด้วยค่ะ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการใช้ Personal Brand คือแบรนด์ต้องค่อย ๆ ขยับจากการที่คนสนใจเพราะ “คุณญดาเป็นคนทำ” ไปสู่การที่คนกลับมาซื้อซ้ำเพราะ “YoPPa เป็นแบรนด์ที่อร่อย มีคุณภาพ และคุ้มค่าจริง” ค่ะ เพราะในระยะยาว ชื่อเสียงของผู้ก่อตั้งอาจช่วยเปิดประตูให้คนรู้จักแบรนด์ได้เร็วขึ้น แต่สิ่งที่จะทำให้แบรนด์อยู่ต่อ คือประสบการณ์จริงที่ผู้บริโภคได้รับจากสินค้าและหน้าร้านค่ะ
2. Product Differentiation Strategy เปลี่ยนโยเกิร์ตให้มีทั้งประโยชน์และความสนุกในแก้วเดียว
หลังจาก Personal Brand ช่วยพาให้คนรู้จัก YoPPa ได้เร็วขึ้น อีกส่วนที่แบรนด์ต้องใช้พิสูจน์ตัวเองต่อ คือเรื่องของสินค้าค่ะ เพราะในตลาดโยเกิร์ตสุขภาพ ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลาย และแต่ละแบรนด์ก็ต่างพยายามชูจุดขายของตัวเอง YoPPa เลย เลือกพัฒนาโยเกิร์ตให้ตอบโจทย์มากกว่าความสดชื่นระหว่างวันค่ะ ทั้งรสชาติที่ละมุน ไม่เปรี้ยวเกินไป และคุณประโยชน์ ตอบโจทย์ทั้งของอร่อยและของกินที่ดีต่อร่างกายในเวลาเดียวกัน
หนึ่งในแกนสำคัญของแบรนด์คือการชูเรื่อง Synbiotic Yogurt หรือการรวมโพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ไว้ในสินค้าเดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงกับเรื่องการดูแลลำไส้และสุขภาพจากภายใน รวมไปถึงยังมีการเสริมโปรตีนเข้าไปในสินค้าอีกด้วย เรียกได้ว่าคุณประโยชน์จัดเต็มเลยทีเดียวค่ะ
แต่นอกจากเรื่องคุณประโยชน์ YoPPa ยังสร้างความต่างผ่านการทำให้เมนูโยเกิร์ตมีความสนุกมากขึ้น โดยเฉพาะไฮไลต์อย่าง “ชาโยเกิร์ต” และ “กาแฟโยเกิร์ต” ที่นำชาหลายสายพันธุ์ รวมถึงกาแฟที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มาผสมกับรสเปรี้ยวละมุนของโยเกิร์ต จนเกิดเป็นรสชาติใหม่ที่ไม่ได้เจอบ่อยในตลาดเครื่องดื่มสุขภาพ และแบรนด์ยังพยายามสร้างความต่างผ่านเมนูใหม่ Texture และการขยายบทบาทจากเครื่องดื่มสุขภาพไปสู่ของกินที่เข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้นค่ะ
3. Accessible Pricing Strategy ลดกำแพงราคา ให้คนกล้าลองแบรนด์ใหม่
หลังจากสินค้าเริ่มมีความแตกต่างจากแบรนด์คู่แข่งในตลาด สิ่งที่แบรนด์ใช้ลดกำแพงการทดลองซื้อ คือการวางราคาให้เข้าถึงง่ายค่ะ เพราะในตลาดเครื่องดื่มสุขภาพ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึกว่าสินค้ากลุ่มนี้มีราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อเป็นแบรนด์ที่เปิดในทำเลอย่างสยาม
YoPPa จึงเลือกใช้ราคาเริ่มต้น 49 บาท เพื่อทำให้การลองซื้อครั้งแรกไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดเยอะมากนัก ราคานี้ช่วยให้แบรนด์เข้าใกล้กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานที่อยากได้เครื่องดื่มสุขภาพในชีวิตประจำวัน พร้อมกับยังต้องการความคุ้มค่าในแต่ละแก้ว เมื่อผู้บริโภครู้สึกว่าราคาไม่สูงเกินไป โอกาสในการทดลองแบรนด์ใหม่ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยค่ะ
การมีช่วงราคาและเมนูให้เลือกหลายระดับ ยังช่วยให้แบรนด์ตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลายขึ้น คนที่อยากลองแบบเบา ๆ อาจเริ่มจากเมนูราคาเริ่มต้น ส่วนคนที่อยากได้เมนูที่มีท็อปปิ้งหรือคุณประโยชน์เพิ่มขึ้น ก็สามารถขยับไปเลือกเมนูอื่นได้ตามความต้องการ กลยุทธ์นี้ทำให้ YoPPa ไม่ได้วางตัวเป็นโยเกิร์ตสุขภาพที่ดูไกลตัวหรือซื้อได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น แบรนด์กำลังพยายามทำให้โยเกิร์ตสุขภาพกลายเป็นของกินที่คนรุ่นใหม่สามารถซื้อได้บ่อยขึ้น และมีโอกาสกลับมาซ้ำได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวันค่ะ
4. Grab & Grow Strategy จากสาขาแรกกลางสยาม สู่แผนขยายแบรนด์ระยะยาว
หลังจาก YoPPa วางสินค้าและราคาให้คนกล้าลองแล้ว อีกกลยุทธ์ที่ช่วยให้แบรนด์ถูกมองเห็นได้เร็วขึ้น คือการเลือกใช้หน้าร้านเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และกระแสตั้งแต่ช่วงแรกค่ะ
YoPPa เปิดสาขาแรกที่สยามสแควร์ ซอย 3 ซึ่งเป็นทำเลที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่เดินผ่านจำนวนมาก ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และกลุ่มที่ชอบทดลองแบรนด์ใหม่ ๆ การเลือกสยามจึงไม่ได้ช่วยแค่เรื่องยอดขายหน้าร้านเท่านั้น แต่ยังช่วยให้แบรนด์มีโอกาสถูกเห็น และถูกพูดถึงบนโซเชียลได้ง่ายขึ้น
รูปแบบร้านที่เน้น Grab & Go ก็สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนเมืองที่ต้องการความรวดเร็ว กินระหว่างวัน หรือสั่งผ่านเดลิเวอรีได้ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มและของกินเล่นที่ต้องอาศัยความสะดวกเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อค่ะ
เมื่อแบรนด์เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น YoPPa จึงต่อยอดจากกระแสหน้าร้านไปสู่การขยายธุรกิจผ่านสาขาและแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นอีกขั้นของการเติบโตที่ต้องอาศัยระบบหลังบ้านมากขึ้น ทั้งเรื่องสูตร วัตถุดิบ การเทรนพนักงาน มาตรฐานรสชาติ และประสบการณ์ที่ลูกค้าควรได้รับใกล้เคียงกันในทุกสาขา และนี่คือโจทย์สำคัญของ YoPPa หลังจากนี้ค่ะ เพราะเมื่อกระแสช่วยพาให้คนรู้จักแบรนด์ได้เร็วขึ้น สิ่งที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาอีกครั้ง คือรสชาติ คุณภาพ และประสบการณ์ที่แบรนด์สามารถรักษาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
สรุป ถอด กลยุทธ์ YoPPa ปั้นโยเกิร์ตสุขภาพสู่ Functional Drink ที่คนรุ่นใหม่กล้าลอง
จากการถอดกลยุทธ์ YoPPa จะเห็นว่าแบรนด์นี้ไม่ได้เติบโตจากชื่อของผู้ก่อตั้งเพียงอย่างเดียวค่ะ แม้ Personal Brand ของคุณญดาจะช่วยให้คนรู้จักแบรนด์ได้เร็วขึ้นในช่วงแรก แต่สิ่งที่จะทำให้ YoPPa ไปต่อได้ในระยะยาวยังอยู่ที่ตัวสินค้า ราคา ประสบการณ์หน้าร้าน และระบบหลังบ้านที่ต้องแข็งแรงตามไปด้วยค่ะ
YoPPa เลือกสร้างความต่างด้วยการทำโยเกิร์ตกินง่ายขึ้น ทั้งรสชาติที่ละมุน ไม่เปรี้ยวเกินไป รวมถึงการพัฒนาเมนูให้มีความสนุกมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยให้โยเกิร์ตสามารถขยับเข้าใกล้ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นค่ะ และยังรวมไปถึงกลยุทธ์ราคาที่คนต่างนำมาถกเถียงกัน การตั้งราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่าย และการเลือกเปิดสาขาแรกในทำเลอย่างสยาม ยังช่วยลดกำแพงการทดลองซื้อ ทำให้คนกล้าลองแบรนด์ใหม่ได้ง่ายขึ้น ก่อนที่แบรนด์จะต่อยอดจากหน้าร้าน Grab & Go ไปสู่การขยายสาขาและแฟรนไชส์ในอนาคต
สำหรับนักการตลาด บทเรียนจากเคสนี้คือ การสร้างแบรนด์ในยุคนี้ไม่ได้จบแค่การทำให้คนรู้จักเร็วค่ะ กระแสอาจช่วยให้คนเดินเข้ามาลองครั้งแรกได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่จะทำให้แบรนด์อยู่ต่อ คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากกลับมาซื้อซ้ำด้วยตัวของแบรนด์เอง ประสบการณ์จริงจากสินค้าและหน้าร้านต่างหากที่จะเป็นตัวตัดสินว่า แบรนด์จะกลายเป็นแค่กระแสช่วงเปิดตัว หรือสามารถเติบโตต่อได้ในระยะยาวค่ะ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ