วันนี้ผมจะพาไปถอดรหัสเบื้องหลังความสำเร็จของสโลแกนที่เปลี่ยนแบรนด์ไปตลอดกาลกับบทความ การตลาด Nike ถอดรหัสเบื้องหลังสโลแกน Just Do It จากคำสั่งเสียฆาตกร สู่แบรนด์ลัทธิที่ชนะใจคนทั่วโลก
หน้าที่นี้ตกเป็นของ Dan Wieden เจ้าของเอเจนซีโฆษณา Wieden+Kennedy ครับ ในจังหวะที่กำลังหาทางออกอยู่นั้นเอง Dan ดันไปเจอข่าวคดีอาชญากรรมของ Gary Gilmore ฆาตกรต่อเนื่องที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 1976 รู้ไหมครับว่าคำสั่งเสียสุดท้ายก่อนที่ฆาตกรรายนี้จะถูกยิงเป้าคืออะไร? เขาพูดสั้น ๆ แค่ว่า “Let’s do it.”
ประโยคนั้นไปเตะตา Dan เขาหยิบมันมาแก้ไขใหม่จนกลายเป็นคำว่า “Just Do It” เพื่อสื่อว่า “เลิกกลัว เลิกหาข้ออ้าง แล้วลงมือทำซะ” แต่เรื่องมันไม่ได้ราบรื่นแบบนั้นครับ เพราะทันทีที่ผู้บริหารของ Nike ได้ยินที่มาของประโยคนี้ พวกเขาก็ปฏิเสธและสั่ง ปัดตกทันที ใครจะไปอยากเสี่ยงให้แบรนด์ของตัวเองไปมีภาพลักษณ์แง่ลบของฆาตกรล่ะครับ? แต่ Dan ไม่ยอมแพ้ เขายืนกรานให้ผู้บริหารลองเสี่ยงใช้ประโยคนี้ดู
และผลลัพธ์ก็อย่างที่เราเห็นกันครับ จากคำสั่งเสียสุดท้ายในแดนประหาร “Just Do It” กลับกลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยดันส่วนแบ่งการตลาดให้ Nike พุ่งขึ้นถึง 25% และได้รับการยอมรับให้เป็นสโลแกนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษครับ
Believe in somethingยืนหยัดในความถูกต้อง
ในแคมเปญฉลองครบรอบ 30 ปี ของสโลแกน Just Do It ทาง Nike ได้ตัดสินใจดึง Colin Kaepernick อดีตผู้เล่น NFL ที่เคยคุกเข่าเคารพธงชาติเพื่อประท้วงปัญหาการเหยียดสีผิวและความรุนแรงของตำรวจ มานั่งแท่นเป็นพรีเซ็นเตอร์หลัก พร้อมกับปล่อยก็อปปี้สุดทรงพลังที่ว่า
แคมเปญสุดนี้ตอกย้ำให้คนทั้งโลกได้เห็นว่า Nike ไม่ใช่แบรนด์ที่เข้ามาหาคุณแค่ในวันที่คุณสำเร็จ แต่คือแบรนด์ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างความฝัน และร่วมฝ่าฟันอุปสรรคไปกับทุกคน ซึ่งนี่แหละครับคือบทพิสูจน์ของการทำตามปรัชญา Just Do It ครับ
From Slogan to Brand Philosophy
ผู้บริหารของ Nike เคยกล่าวว่า สำหรับพวกเขาแล้ว Just Do It ไม่ใช่แค่แคมเปญหรือสโลแกนเท่ ๆ เอาไว้แปะท้ายโฆษณา แต่มันคือปรัชญาของแบรนด์ มันเป็นเหมือนคำเชิญชวนที่ดึงดูดให้ผู้คนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาร่วมเชื่อและศรัทธาในสิ่งเดียวกัน
ถ้าวันนี้คุณกำลังสร้างแบรนด์ลองกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองดูนะครับว่าแบรนด์ของคุณมีความเชื่ออะไรที่พร้อมจะส่งต่อให้ผู้คนบ้าง?และถ้าคุณเจอคำตอบนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องหาข้ออ้าง Just Do It ลงมือทำเลยครับ
เป็นยังไงกันบ้างครับกับอินไซต์เบื้องหลังของคำว่า Just Do It ที่หยิบมาฝากกันในวันนี้? สำหรับผม เคสนี้พิสูจน์ให้เห็นเลยว่า จุดยืนที่แข็งแกร่งสำคัญไม่แพ้กับโปรดักต์ที่ยอดเยี่ยม แล้วในมุมมองของคุณล่ะครับมีแบรนด์ไหนอีกบ้างที่คุณรู้สึกว่าเขามี จุดยืนชัดเจน จนกลายเป็นแบรนด์ที่คนรักและศรัทธาเหมือนแบบนี้อีก? ลองคอมเมนต์แชร์เคสสนุกๆ หรือมาพูดคุยแลกเปลี่ยนอินไซต์กันได้เลยนะครับ