การตลาด Nike ถอดรหัสเบื้องหลังสโลแกน Just Do It จากคำสั่งเสียฆาตกร สู่สโลแกนที่สามารถปลุกใจคนทั่วโลก

ถ้าให้พูดถึงสโลแกนที่ทุกคนต้องคุ้นหูสโลแกนอย่าง “Just Do It” น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ทุกคนนึกถึงใช่มั้ยครับ? แต่ทุกคนรู้มั้ยครับว่า ประโยคที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกลุกขึ้นมาออกกำลังกายนี้ ไม่ได้มาจากนักวิเคราะห์การตลาด หรือนักกีฬาระดับโลก แต่กลับได้แรงบันดาลใจมาจากคำสั่งเสียสุดท้ายของฆาตกรก่อนถูกประหารชีวิต

สโลแกนที่พลิกประวัติศาสตร์แบรนด์นี้ มีจุดเริ่มต้นที่ชวนอึ้งและหักมุมขนาดไหน? แล้วอะไรคือกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ Nike สามารถก้าวข้ามจากการเป็นแค่แบรนด์ขายรองเท้ากีฬา สู่การสร้างแบรนด์ที่มีกลุ่มลูกค้าที่อยู่ทั่วทุกมุมโลก?

วันนี้ผมจะพาไปถอดรหัสเบื้องหลังความสำเร็จของสโลแกนที่เปลี่ยนแบรนด์ไปตลอดกาลกับบทความ การตลาด Nike ถอดรหัสเบื้องหลังสโลแกน Just Do It จากคำสั่งเสียฆาตกร สู่แบรนด์ลัทธิที่ชนะใจคนทั่วโลก

ย้อนเวลากลับไปในปี 1988 ตอนนั้น Nike กำลังเตรียมปล่อยแคมเปญโฆษณาทางทีวีเซ็ตใหญ่ที่มีเนื้อหาหลากหลายมาก มีทั้งคนวิ่ง เดินออกกำลังกาย ไปจนถึงแข่งบาสเกตบอล ปัญหาคือแล้วจะหาประโยคสั้น ๆ แบบไหนล่ะ ที่จะเชื่อมโฆษณาทุกตัวให้เข้ากันได้?

หน้าที่นี้ตกเป็นของ Dan Wieden เจ้าของเอเจนซีโฆษณา Wieden+Kennedy ครับ ในจังหวะที่กำลังหาทางออกอยู่นั้นเอง Dan ดันไปเจอข่าวคดีอาชญากรรมของ Gary Gilmore ฆาตกรต่อเนื่องที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 1976 รู้ไหมครับว่าคำสั่งเสียสุดท้ายก่อนที่ฆาตกรรายนี้จะถูกยิงเป้าคืออะไร? เขาพูดสั้น ๆ แค่ว่า “Let’s do it.”

ขอบคุณรูปภาพจาก: WBUR

ประโยคนั้นไปเตะตา Dan เขาหยิบมันมาแก้ไขใหม่จนกลายเป็นคำว่า “Just Do It” เพื่อสื่อว่า “เลิกกลัว เลิกหาข้ออ้าง แล้วลงมือทำซะ” แต่เรื่องมันไม่ได้ราบรื่นแบบนั้นครับ เพราะทันทีที่ผู้บริหารของ Nike ได้ยินที่มาของประโยคนี้ พวกเขาก็ปฏิเสธและสั่ง ปัดตกทันที ใครจะไปอยากเสี่ยงให้แบรนด์ของตัวเองไปมีภาพลักษณ์แง่ลบของฆาตกรล่ะครับ? แต่ Dan ไม่ยอมแพ้ เขายืนกรานให้ผู้บริหารลองเสี่ยงใช้ประโยคนี้ดู

และผลลัพธ์ก็อย่างที่เราเห็นกันครับ จากคำสั่งเสียสุดท้ายในแดนประหาร “Just Do It” กลับกลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยดันส่วนแบ่งการตลาดให้ Nike พุ่งขึ้นถึง 25% และได้รับการยอมรับให้เป็นสโลแกนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษครับ

ในแคมเปญฉลองครบรอบ 30 ปี ของสโลแกน Just Do It ทาง Nike ได้ตัดสินใจดึง Colin Kaepernick อดีตผู้เล่น NFL ที่เคยคุกเข่าเคารพธงชาติเพื่อประท้วงปัญหาการเหยียดสีผิวและความรุนแรงของตำรวจ มานั่งแท่นเป็นพรีเซ็นเตอร์หลัก พร้อมกับปล่อยก็อปปี้สุดทรงพลังที่ว่า

การตลาด Nike
ขอบคุณรูปภาพจาก: theguardian

“Believe in something. Even if it means sacrificing everything.” (จงเชื่อมั่นในบางสิ่ง แม้ว่ามันจะต้องแลกด้วยทุกสิ่งก็ตาม)

แน่นอนครับว่าการออกตัวเลือกข้างทางการเมือง หรือสังคมแบบนี้ ย่อมตามมาด้วยแรงดราม่า แคมเปญนี้โดนกระแสต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย ถึงขั้นพากันอัดคลิปเผารองเท้า Nike ตัดโลโก้ทิ้งโชว์ลงโซเชียล แถมราคาหุ้นของบริษัทยังร่วงลงไปถึง 3% ทันทีในตอนแรก แต่เชื่อไหมครับว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ Nike คาดการณ์เอาไว้แล้วครับ

พวกเขารู้ดีว่ากลุ่มลูกค้าหลักที่แท้จริงของแบรนด์คือคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เปิดกว้าง ยอมรับความหลากหลาย และมักจะให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่มีจุดยืนทางสังคมมากกว่าแบรนด์ที่ทำตัวเป็นกลาง และผลลัพธ์ของการกล้าเสี่ยงก็คุ้มค่าครับ เพราะหลังจากนั้น ยอดขายออนไลน์ของ Nike ก็เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 31% ทันทีครับ

ตลอดระยะเวลาการเป็นสปอนเซอร์ที่ยาวนานกว่า 20 ปี ให้กับ Tiger Woods มีช่วงเวลาถึง 11 ปีเต็มที่ Tiger Woods ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ ทั้งปัญหาเรื่องอื้อฉาว อาการบาดเจ็บเรื้อรัง และฟอร์มการเล่นที่ตกต่ำ จนสปอนเซอร์รายอื่นพากันถอนไปจนเกือบหมด แต่รู้ไหมครับว่า Nike เป็นเพียงแบรนด์เดียวที่ยังคงเชื่อมั่น และเลือกที่จะยืนเคียงข้างเขาในวันที่แย่ที่สุด

และแล้ววันแห่งการรอคอยก็มาถึงเมื่อ Tiger Woods สามารถสร้างปาฏิหาริย์ พลิกนรกกลับมาคว้าแชมป์รายการเมเจอร์อย่าง The Masters ในปี 2019 ได้สำเร็จ ทันทีที่เขากลับมาผงาด Nike ไม่รอช้าที่จะปล่อยคลิปวิดีโอฉลองชัยชนะที่เรียกน้ำตาแฟนกีฬาได้ทั่วโลก โดยใช้การเล่าเรื่องแบบตัดสลับภาพความยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน เข้ากับภาพวิดีโอในวัยเด็กของเขาที่เพิ่งเริ่มหัดจับไม้กอล์ฟและประกาศความฝันของตัวเอง

แคมเปญสุดนี้ตอกย้ำให้คนทั้งโลกได้เห็นว่า Nike ไม่ใช่แบรนด์ที่เข้ามาหาคุณแค่ในวันที่คุณสำเร็จ แต่คือแบรนด์ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างความฝัน และร่วมฝ่าฟันอุปสรรคไปกับทุกคน ซึ่งนี่แหละครับคือบทพิสูจน์ของการทำตามปรัชญา Just Do It ครับ

ผู้บริหารของ Nike เคยกล่าวว่า สำหรับพวกเขาแล้ว Just Do It ไม่ใช่แค่แคมเปญหรือสโลแกนเท่ ๆ เอาไว้แปะท้ายโฆษณา แต่มันคือปรัชญาของแบรนด์ มันเป็นเหมือนคำเชิญชวนที่ดึงดูดให้ผู้คนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาร่วมเชื่อและศรัทธาในสิ่งเดียวกัน

สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้ทำงานได้ คือการที่ Nike ไม่ได้ตีกรอบการสื่อสารเอาไว้แค่ในโลกของนักกีฬาอาชีพ หรือ การแข่งขันเท่านั้น แต่มันคือแมสเสจที่สามารถไปถึงคนธรรมดาทั่วไปทุกคนครับ เพื่อเป็นการบอกว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือมีอุปสรรคอะไรขวางหน้าอยู่ ขอแค่คุณมีความกล้าที่จะก้าวข้ามความกลัวและขีดจำกัดของตัวเอง คุณก็สามารถทำมันให้สำเร็จได้ครับ

การตลาด Nike
ขอบคุณรูปภาพจาก: News.com.au

และจุดนี้แหละครับ คือคีย์สำคัญที่ยกระดับ Nike จากการเป็นเพียงแบรนด์ขายรองเท้าและอุปกรณ์กีฬาให้ก้าวกระโดดกลายมาเป็นเจ้าของลัทธิที่เข้าไปนั่งในใจของผู้บริโภคได้ครับ จริง ๆ ถ้าพูดถึงลัทธิก็จะมีอีกแบรนด์นึงที่น่าสนใจนั่นคือแบรนด์ APPLE ครับถ้าทุกคนสนใจเดี๋ยวผมจะหาโอกาสมาเล่าให้ฟังนะครับ

เรื่องราวเบื้องหลังสโลแกน “Just Do It” ของ Nike พิสูจน์ให้เราเห็นครับว่า แบรนด์ที่จะยิ่งใหญ่และกลายเป็นตำนานได้นั้น คือแบรนด์ที่กล้าประกาศ “จุดยืน” และสร้าง “คุณค่า” ที่ทำให้ผู้บริโถครู้สุกเชื่อและอินไปกับมัน จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงคำสั่งเสียสุดท้ายในแดนประหาร สู่การเป็นแบรนด์ที่กล้าท้าทายสังคมด้วยการเลือกข้าง และการเป็นเพื่อนแท้ที่ยืนหยัดเคียงข้างความฝันในวันที่แสนมืดหม่น ทุกองค์ประกอบเหล่านี้ถูกหลอมจนกลายเป็นปรัชญาที่ทำให้ Nike แตกต่าง ครองใจผู้คน และไม่มีคู่แข่งรายไหนสามารถก็อปปี้ไปได้ครับ

ถ้าวันนี้คุณกำลังสร้างแบรนด์ลองกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองดูนะครับว่าแบรนด์ของคุณมีความเชื่ออะไรที่พร้อมจะส่งต่อให้ผู้คนบ้าง?และถ้าคุณเจอคำตอบนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องหาข้ออ้าง Just Do It ลงมือทำเลยครับ

เป็นยังไงกันบ้างครับกับอินไซต์เบื้องหลังของคำว่า Just Do It ที่หยิบมาฝากกันในวันนี้? สำหรับผม เคสนี้พิสูจน์ให้เห็นเลยว่า จุดยืนที่แข็งแกร่งสำคัญไม่แพ้กับโปรดักต์ที่ยอดเยี่ยม แล้วในมุมมองของคุณล่ะครับมีแบรนด์ไหนอีกบ้างที่คุณรู้สึกว่าเขามี จุดยืนชัดเจน จนกลายเป็นแบรนด์ที่คนรักและศรัทธาเหมือนแบบนี้อีก? ลองคอมเมนต์แชร์เคสสนุกๆ หรือมาพูดคุยแลกเปลี่ยนอินไซต์กันได้เลยนะครับ

Source Source Source Source

บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *