การตลาดสายการบิน flynas เปลี่ยนการจองที่นั่ง ให้เป็นตั๋วชมวิวหลักล้าน ด้วยแคมเปญ AI Find My View

เคยไหมครับเวลาจองตั๋วเครื่องบินริมหน้าต่าง แล้วต้องมานั่งลุ้นว่าบินขึ้นไปจะได้เห็นวิวภูเขาสวย ๆ ทะเลสีฟ้าโพลน หรือจะดวงซวยโดนปีกเครื่องบินบังจนมิด แต่วันนี้ การชมวิวนอกหน้าต่างจะไม่ต้องพึ่งดวงอีกต่อไปครับ เมื่อ flynas สายการบิน Low-cost ชั้นนำจากซาอุดีอาระเบีย ขอพลิกโฉมวงการด้วยการเปิดตัวแคมเปญ Find My View นวัตกรรมระบบเลือกที่นั่งอัจฉริยะที่ใช้ AI ตัวแรกของโลก ที่เปลี่ยนแผนผังจองที่นั่งแสนน่าเบื่อ ให้กลายเป็นแคตตาล็อกเลือกวิวล่วงหน้าตั้งแต่เครื่องยังไม่เทคออฟ แคมเปญนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร วันนี้ผมจะพามาเจาะลึกครับกับ การตลาดสายการบิน flynas เปลี่ยนการจองที่นั่งริมหน้าต่าง ให้เป็นตั๋วชมวิวหลักล้าน ด้วยแคมเปญ AI Find My View

เมื่อสายการบิน Flynas ไม่อยากแข่งที่ราคาอีกต่อไป

ในตลาดสายการบิน Low-cost ผู้บริโภคมักมองหาสายการบินที่ Offer ราคาให้ถูกที่สุดแต่ flynas ต้องการยกระดับแบรนด์ให้มีคุณค่ามากขึ้น

พวกเขาจึงหันมาโฟกัสกลุ่ม “Smart Travelers” หรือนักเดินทางยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองหาแค่ตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุด แต่ต้องการ “ประสบการณ์ที่คุ้มค่าที่สุด” สำหรับคนกลุ่มนี้ การเดินทางไม่ได้เริ่มต้นเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง แต่มันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนที่เครื่องเทคออฟ และพวกเขาชอบแชร์โมเมนต์สวย ๆ ลงบนโซเชียลมีเดีย

การตลาด flynas

สู่ Execution ฟีเจอร์ Find My View ให้ AI ทำนายวิว และให้ผู้โดยสารตัวจริงเล่าเรื่อง

flynas จับมือกับ VML Riyadh สร้างฟีเจอร์ Find My View ขึ้นมา เบื้องหลังของระบบนี้คือการใช้ Advanced Machine Learning และ AI วิเคราะห์เส้นทางการบินทั้งหมด ระบบจะคำนวณตัวแปรต่าง ๆ ทั้ง เวลาบิน ทิศทางของเครื่องบิน และสภาพอากาศ เพื่อระบุว่าที่นั่งฝั่งไหนจะมองเห็นวิวที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น วิวเทือกเขา, เส้นขอบชายฝั่งทะเล, แสงสวย ๆ ท้องฟ้าช่วง Golden hour หรือแลนด์มาร์กสำคัญระดับโลก

นอกจากระบบ AI แล้ว อีกหนึ่งไฮไลท์คือการมี “Living Gallery” หรือคลังภาพถ่ายจริง ๆ ที่ถ่ายโดยผู้โดยสารคนก่อนหน้าในเส้นทางเดียวกัน เพื่อให้ผู้โดยสารคนใหม่สามารถเลื่อนดูภาพประกอบการตัดสินใจได้เลยว่า มุมจากที่นั่งนี้จะเห็นวิวแบบไหน ถือเป็นการมอบประสบการณ์ให้ผู้โดยสารได้เลือกวิวของตัวเอง

เจาะลึกกลยุทธ์การตลาด

From Functional to Emotional เปลี่ยนฟังก์ชันให้เป็นอารมณ์

เวลาเรากดจองตั๋วเครื่องบิน หน้าจอที่เราคุ้นเคยคือแผนผังที่นั่งสี่เหลี่ยม มีแค่รหัสอย่าง 22A, 22B, หรือ 22F…สำหรับผู้โดยสาร อาจจะไม่ได้สนใจขนาดนั้นและเลือกจุดนั่งเพื่อให้ถึงที่หมายเท่านั้น

แต่ Firas Ghannam (Executive Creative Director ของ VML Riyadh) บอกว่า เป้าหมายสูงสุดของเรา คือการเปลี่ยนทางเลือกเชิงฟังก์ชัน ให้กลายเป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์

แคมเปญ Find My View แล้วเปลี่ยนที่นั่ง 22A ที่ดูธรรมดาให้กลายเป็น “ตั๋วสำหรับชมวิวเทือกเขาที่สวยที่สุด” หรือเปลี่ยนที่นั่ง 22F ให้กลายเป็น “จุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่เพอร์เฟกต์ที่สุด” ในมุมการตลาด นี่คือการยกระดับมูลค่า ที่ไม่ต้องลงทุนสร้างอะไรใหม่เลยครับ แค่บิดมุมมองการนำเสนอ แบรนด์ก็สามารถดึงอารมณ์ร่วม และสร้างความตื่นเต้น ให้ผู้โดยสารได้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้แพ็กกระเป๋าด้วยซ้ำ จากที่เคยรู้สึกว่าการซื้อตั๋วโลว์คอสต์คือความประหยัด ตอนนี้ผู้โดยสารกลับรู้สึกว่าพวกเขากำลังจ่ายเงินเพื่อซื้อประสบการณ์และโมเมนต์พิเศษที่หาไม่ได้จากสายการบินอื่นครับ

Outthinking the Category ฉีกกรอบโลว์คอสต์ด้วยเทคโนโลยี

ปกติทุกแบรนด์สิ่งที่ทำตามๆ กันมาคือการพยายามตัดบริการทุกอย่างออกเพื่อให้ราคาต่ำที่สุดครับ และถ้าอยากจะได้ความสะดวกสบายเพิ่ม คุณก็ต้องยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อไปบินกับสายการบินพรีเมียม

แต่ flynas เลือกที่จะคิดนอกกรอบครับ ทีมงานรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีทางชนะหากพยายามจะไปสร้างเลานจ์หรู ๆ หรือทำเบาะให้กว้างขึ้นเพื่อแข่งกับสายการบินพรีเมียม พวกเขาจึงเลือกที่จะหา จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาจับสิ่งที่มีอยู่แล้วอย่าง “วิวหน้าต่าง” ให้กลายเป็น “สินค้าที่มีมูลค่า” ครับ

การตลาด flynas

สำหรับวงการสายการบิน Low-cost แคมเปญนี้ทำให้เห็นว่า “ประสบการณ์ระดับพรีเมียม” ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงเสมอไป เพียงแค่แบรนด์รู้จักใช้ความสร้างสรรค์บวกกับเทคโนโลยีเพื่อแก้ Pain point เล็ก ๆ น้อย ๆ สายการบินต้นทุนต่ำก็สามารถส่งมอบความรู้สึกที่พิเศษ และสร้างความคุ้มค่าที่เอาชนะใจผู้โดยสารได้ครับ

User Generated Content เปลี่ยนผู้โดยสารเป็น Storytellers

แคมเปญนี้ไม่ได้จบแค่การให้ AI มานั่งทำนายวิวทิวทัศน์เฉย ๆ ครับ แต่ flynas ดึงเอาฟีเจอร์ “Living Gallery” หรือภาพถ่ายจริงจากผู้โดยสารคนก่อนหน้าในเส้นทางเดียวกัน เข้ามาเป็นตัวอย่าง ให้กับผู้โดยสารคนใหม่

การตลาด flynas

การทำแบบนี้คือการเปลี่ยนสถานะของผู้โดยสาร จากที่เคยเป็นแค่ “คนเดินทาง” ที่นั่งหลับไปจนถึงที่หมาย ให้กลายเป็น “นักเล่าเรื่อง” ครับ เมื่อผู้โดยสารรู้ว่าภาพวิวหน้าต่างของตัวเองสามารถนำไปโชว์ในระบบให้คนที่มานั่งต่อดูได้ มันจะเป็นการกระตุ้นให้อยากจะถ่ายภาพให้สวยที่สุดเพื่อนำไปแชร์ต่อ ถ้าจะให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายสุดๆ ให้นึกถึงโต๊ะเรียนสมัยมัธยม นั่นแหละครับ! โต๊ะที่เต็มไปด้วยอารยธรรม ข้อความ และรอยลิควิดจากรุ่นพี่ ที่ทิ้งไว้ให้รุ่นน้องได้อ่านและเขียนตอบโต้กันส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นครับ555

ผู้คนในยุคนี้ชอบที่จะแสดงให้เห็นว่าตนเองมีไลฟ์สไตล์ที่ดี ได้เห็นวิวที่สวยงาม แคมเปญนี้จึงก่อให้เกิดการแชร์ภาพลงโซเชียลมีเดียอย่างมหาศาล กลายเป็นการตลาดแบบปากต่อปาก ที่ขับเคลื่อนไปได้ด้วยผู้ใช้งานจริง โดยที่แบรนด์แทบไม่ต้องเสียเงินซื้อสื่อโฆษณาเพิ่มเลยครับ

บทสรุป

เป็นยังไงกันบ้างครับกับบทความ การตลาดสายการบิน flynas เปลี่ยนการจองที่นั่งริมหน้าต่าง ให้เป็นตั๋วชมวิวหลักล้าน ด้วยแคมเปญ AI ‘Find My View’ ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ AI มาเป็นเครื่องมือในการทำการตลาด ที่ผ่านมาเวลาเราพูดถึงนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวแบรนด์ส่วนใหญ่มักจะไปโฟกัสที่ฮาร์ดแวร์ หรือประสิทธิภาพ เช่น เครื่องบินต้องบินเร็วขึ้น ตรงเวลามากขึ้น หรือระบบเช็กอินต้องไวขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นต้องใช้ต้นทุนมหาศาลในการพัฒนา

แต่ flynas พิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมที่เอาชนะใจลูกค้าได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเชิงวิศวกรรมที่ซับซ้อน แต่มันคือการ “ออกแบบช่วงเวลาที่ควรค่าแก่การบันทึกและแบ่งปัน”

การนำเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เข้ามาใช้ในแคมเปญนี้ แบรนด์ไม่ได้ทำไปเพื่อแค่โชว์ความล้ำยุคแบบผิวเผิน แต่เป็นการเอาเทคโนโลยีมาแก้ปัญหา และยกระดับ User Experience ได้อย่างตรงจุดที่สุดครับ

ผลลัพธ์ที่ได้คือการยกระดับคุณค่า ที่เปลี่ยนตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นตั๋วแห่งประสบการณ์ ที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าเกินราคาไปมากทีเดียวครับ

ในมุมมองของผม สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดของเคสนี้ไม่ใช่ AI หรอกครับ แต่เป็นความฉลาดในการตั้งคำถามของนักการตลาดในยุคที่ AI กำลังบูม หลายแบรนด์มักจะเริ่มตั้งคำถามจากฝั่งเทคโนโลยีว่า “เราจะเอา AI มาทำอะไรในแคมเปญได้บ้าง เพื่อให้แบรนด์ดูทันสมัย?” ซึ่งส่วนใหญ่มักจะจบลงด้วยการทำแชทบอทตอบคำถามลูกค้า หรือไม่ก็เจนรูปภาพแบนเนอร์สวย ๆ แล้วก็จบไป

แต่ flynas เริ่มต้นกระบวนการคิดจากฝั่งของมนุษย์ พวกเขาถามว่า “ลูกค้ามีความกังวลเรื่องอะไรในระหว่างที่บินกับเรา? และเราจะเปลี่ยนความกังวลที่ว่านี้ ให้กลายเป็นความตื่นเต้นได้อย่างไร?”

เคสนี้สอนให้คนทำธุรกิจรู้ว่าลูกค้าต้องการ เทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกับความเข้าใจความเป็นมนุษย์ ได้ดีที่สุดต่างหากครับ สำหรับใครที่กำลังทำแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมไหน ลองกลับไปมองหาช่องว่างเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ใน Customer Journey ของคุณดูนะครับ บางทีเราอาจจะไม่ต้องลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างของใหม่เสมอไป แค่หยิบบางอย่างมาตีความใหม่ แล้วส่งมอบมันด้วยวิธีที่ตอบสนองต่อลูกค้า เพียงแค่นี้คุณก็สามารถสร้างประสบการณ์ที่คู่แข่งลอกเลียนแบบไม่ได้แล้วครับ

บทความที่แนะนำเพิ่มเติม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *