ถอดกลยุทธ์ Virtual Influencer กับบทบาทของอินฟลูยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนเกมตลาดในจีน และสร้างยอดขายได้จริง

ถ้าอินฟลูเอนเซอร์ที่คุณจ้างไม่มีวันมีดราม่า ไม่เหนื่อย และสามารถไลฟ์ขายของได้ 24 ชั่วโมง คุณจะยังเลือกใช้ “คน” อยู่ไหม? คำถามนี้อาจฟังดูเหมือนอนาคตไกลตัวใช่มั้ยคะ แต่จริง ๆ แล้วมันกำลังเกิดขึ้นที่จีนจริง ๆ กับสิ่งที่เรียกว่า Virtual Influencer เบลล์รู้สึกว่าช่วงนี้อะไรหลายอย่างมันบนโลกของเรามันเปลี่ยนไปเร็วมาก โดยเฉพาะในโลกของการตลาด แบรนด์จีนเองก็เริ่มขยับไปลองของใหม่ ๆ มากขึ้น รวมถึงการใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่ “ไม่ใช่คนจริง” จากเดิมที่เราคุ้นเคยกับการตามคน วันนี้มีตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมากลับเริ่มมีบทบาทไม่ต่างกัน และบางทีก็ดูเหมือนจะไปได้ไกลกว่าที่คิดไว้ด้วยซ้ำ

วันนี้เบลล์เลยจะพาทุกคนมาดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในตลาดจีน พร้อมมุมมองที่จะช่วยให้ทุกคนตามทันการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลกได้มากขึ้นกันค่ะ

เบลล์ว่าถ้ามองลึกลงไปจริง ๆ แล้ว เหตุผลมันไม่ใช่แค่เพราะมันเป็นเทคโนโลยีใหม่หรือดูทันสมัย แต่อาจเป็นเพราะมัน “ตอบโจทย์ธุรกิจ” ได้ตรงกว่าที่หลายคนคิดนั่นเองค่ะ อย่างแรกเลยคือเรื่อง “การควบคุม” ปกติถ้าแบรนด์ทำงานกับอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นคนจริง ต่อให้วางบรีฟดีแค่ไหน ก็ยังมีโอกาสที่คาแรกเตอร์จะหลุด หรือเกิดสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ใช่มั้ยคะ แต่พอเป็นสิ่งนี้ที่ทุกอย่างถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น ทั้งบุคลิก น้ำเสียง สไตล์การสื่อสาร ไปจนถึงภาพลักษณ์ที่อยากให้คนจำ ข้อผิดพลาดที่มันจะเกิดขึ้นจริง ๆ จึงมีน้อยมาก

และอีกจุดที่แบรนด์จีนให้ความสำคัญมากคือ “ความเสี่ยง” เบลล์ว่าหลายคนคงเคยเห็นเคสอินฟลูเอนเซอร์มีดราม่าแล้วแบรนด์โดนลูกหลง ซึ่งในตลาดจีนที่การแข่งขันสูงและภาพลักษณ์สำคัญมาก เรื่องพวกนี้คือความเสี่ยงที่แบรนด์ไม่อยากแบกรับ สิ่งนี้เลยกลายเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพราะไม่มีประวัติ ไม่มีชีวิตส่วนตัว และไม่มีโอกาสสร้างปัญหาแบบไม่คาดคิด

แต่สิ่งที่เบลล์มองว่าสำคัญที่สุดจริง ๆ คือ “การออกแบบให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย” แบรนด์สามารถสร้างตัวละครขึ้นมาให้ตรงกับภาพในหัวของลูกค้าได้เลย อยากได้สายลักชัวรี ดูแพง มีรสนิยม หรืออยากได้สาย Gen Z ที่ดูเข้าถึงง่าย ก็สามารถกำหนดได้ตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องรอหา “คนที่ใช่” เพราะสามารถสร้างขึ้นมาเองได้นั่นเอง

Virtual Influencer
รูปภาพจาก: Dao Insights

เบลล์ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นนะคะ อย่าง Ayayi ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวท็อปของจีน จุดเด่นของเธอไม่ใช่แค่ความสมจริง แต่คือการวางคาแรกเตอร์ที่ชัดมากในสาย Luxury + Gen Z ทุกอย่างตั้งแต่โทนภาพ เสื้อผ้า ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ ถูกออกแบบมาให้สื่อสารความ “ดูดี มีรสนิยม และเข้าถึงยากนิด ๆ” ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ลักชัวรีต้องการ

สิ่งที่ทำให้ Ayayi ไปได้ไกล ไม่ใช่เพราะคนดูเชื่อว่าเธอเป็นคนจริง แต่เป็นเพราะคนดู “เข้าใจ” ว่าเธอคือใคร และคาดหวังคอนเทนต์แบบไหนจากเธอได้อย่างชัดเจน ทำให้เวลาร่วมงานกับแบรนด์ต่าง ๆ มันดูสอดคล้องไปในทางเดียวกันนั่นเองค่ะ

ถ้าจะมีจุดที่เบลล์มองว่าเริ่มน่ากลัวจริง ๆ มันคือช่วงที่ถูกเอาไปใช้กับ Live Commerce ลองนึกภาพดูนะคะอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถไลฟ์ขายของได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องพัก ทุกอย่างถูกออกแบบให้ทำงานต่อเนื่องได้แบบไม่มีสะดุด ในขณะที่คนจริงยังมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและร่างกาย

Virtual Influencer
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt : split screen comparison of human vs AI influencer in live commerce, left side a tired human livestream seller in casual setting with cluttered desk and warm dim lighting, right side a flawless virtual influencer with holographic interface in futuristic neon studio, glowing screens, clean and high-tech environment, strong contrast between fatigue and perfection, cinematic lighting, ultra realistic, high detail, modern e-commerce concept

ตรงนี้แหละที่เบลล์รู้สึกว่าเริ่มเห็นความต่างได้ชัดเพราะในขณะที่คนต้องหยุดพัก ระบบยังสามารถขายของต่อได้เรื่อย ๆ แบบไม่จำกัด มันคือ “การขยายสเกล” ที่มนุษย์ทำไม่ได้ และนี่อาจเป็น moment แรก ๆ ที่เริ่มมีบางอย่างที่เหนือกว่าคนจริงอย่างชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้นเบลล์ก็ไม่ได้มองว่ามันจะมาแทนที่กันทั้งหมดนะคะ เพราะถ้ามองกันตรง ๆ อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นคนจริงก็ยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องใช้ความเชื่อใจสูง เพราะคนยังอยากเห็นความรู้สึกจากคนใช้จริงอยู่ค่ะ

เบลล์มองว่าสิ่งที่สำคัญคือการ “เลือกใช้ให้ถูกงาน” มากกว่าค่ะ และถ้ามองในมุมของธุรกิจจริง ๆ แบรนด์จะเอา ไปใช้ให้เกิดผลลัพธ์ได้ยังไงบ้าง เดี๋ยวเบลล์จะพาไปดูกลยุทธ์ที่ใช้กันอยู่จริงค่ะ

1.Awareness Strategy (สร้างภาพลักษณ์แบรนด์)

ใช้ Virtual Influencer เป็นตัวแทนของความทันสมัย ความเป็นเทคโนโลยี ถ้าแบรนด์ไหนอยากให้คนรู้สึกว่า “เฮ้ย แบรนด์นี้ดูทันสมัยขึ้น” หรืออยากขยับภาพตัวเองไปทาง tech / future มากขึ้น ตอบโจทย์มากกับแบรนด์ที่อยากรีเฟรชภาพลักษณ์ หรืออยากทำให้ตัวเองดูแตกต่างในตลาด

รูปภาพจาก: Daily Mali

เบลล์ว่าจุดสำคัญจริง ๆ คือ “การออกแบบตัวละคร” ให้มีคาแรกเตอร์ชัด และสื่อสารออกมาอย่างสม่ำเสมอ วิธีที่แบรนด์ใช้กัน เช่น เอามาเป็น Brand Ambassador ใช้เปิดตัวแคมเปญ หรือค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวละครให้มีความต่อเนื่อง เหมือนคน ๆ หนึ่งที่มีไลฟ์สไตล์ มีมุมชีวิต และมีพัฒนาการให้คนติดตาม สิ่งที่แบรนด์ต้องคิดต่อคือ จะทำยังไงให้คน “รู้สึก” กับตัวละครนี้ ไม่ใช่แค่เห็นแล้วเลื่อนผ่าน เพราะสุดท้ายแล้ว Awareness ที่ดี ไม่ได้จบแค่การมองเห็น แต่ต้องทำให้คน “จำได้” และ “อยากกลับมาติดตามอีก”

2.Control Content Strategy (คุมคุณภาพการสื่อสาร)

อันนี้เบลล์ว่าหลายแบรนด์จะเริ่มเห็นภาพชัดมาก โดยเฉพาะเวลาทำแคมเปญใหญ่ ๆ หรือโปรเจกต์ที่ต้องใช้ภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม เพราะความท้าทายคือการทำให้ทุกชิ้นงานออกมา “ตรงกัน” ทั้งโทนภาพ อารมณ์ และสารที่สื่อ Virtual Influencer จะเข้ามาช่วยตรงนี้ได้ดีมาก เพราะทุกอย่างถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น แบรนด์สามารถวาง guideline ชัดเจนได้เลยว่าตัวละครนี้ต้องพูดแบบไหน mood แบบไหน หรือใช้ visual สไตล์อะไร

Virtual Influencer
รูปภาพจาก: Branding in Asia

ในเชิงการใช้งานจริง แบรนด์สามารถเอาไปใช้ทำ Key Visual, Campaign หลัก, Social Content Series หรือแม้แต่ใช้เป็น “หน้าตา” ของแบรนด์ในหลาย platform พร้อมกัน โดยที่ยังคุม consistency ได้ และสิ่งที่เบลล์ว่าหลายคนมองข้ามคือ มันช่วยลด “cost ที่มองไม่เห็น” เช่น การแก้งานซ้ำ การ re-shoot หรือปัญหาที่เกิดจากความไม่ตรงกันของทีม

3.Hybrid Strategy (ใช้ร่วมกับ Influencer ตัวจริง)

ส่วนตัวเบลล์ชอบวิธีนี้มากที่สุด เพราะมันไม่ต้องเลือกและเป็นวิธีที่ “ต่อยอดไปสู่ยอดขาย” ได้ชัดที่สุดค่ะ วิธีคิดคือให้แต่ละฝั่งทำหน้าที่ของตัวเองให้ชัด คนจริงทำหน้าที่สร้างความน่าเชื่อถือ รีวิว เล่าประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนยังต้องการอยู่มาก ในขณะที่ Virtual Influencer เข้ามาเติมในมุมที่คนจริงทำไม่ได้ เช่น การสร้างความแปลกใหม่ การดึง attention ตั้งแต่แรกเห็น หรือการทำคอนเทนต์ที่ดู creative และแตกต่าง

รูปภาพจาก: callmewunni

ในเชิง execution แบรนด์สามารถออกแบบ flow ได้หลายแบบ เช่น

  • ใช้ Virtual เปิดแคมเปญเพื่อดึงกระแส แล้วใช้คนจริงปิดด้วยการรีวิว
  • หรือให้ Virtual เป็นตัวเล่า story แล้วให้คนจริงเป็น proof ว่าสินค้าใช้ได้จริง
  • หรือให้ทั้งสองอยู่ในแคมเปญเดียวกัน แต่สื่อสารคนละมุม เพื่อพาคนไปสู่ decision เดียวกัน

สิ่งที่ได้คือแบรนด์จะมีทั้ง “ความน่าสนใจ” และ “ความน่าเชื่อถือ” ในเวลาเดียวกัน ซึ่งในยุคที่คนทั้งอยากรู้สึกว้าว และอยากมั่นใจก่อนซื้อ แบบนี้คือการตอบโจทย์ครบกว่าใช้แค่ทางเดียว

สรุป ถอดกลยุทธ์ Virtual Influencer กับบทบาทของอินฟลูยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนเกมตลาดในจีน และสร้างยอดขายได้จริง

เบลล์มองว่า Virtual Influencer มันมีข้อดีที่ชัดมากในเรื่องของการ “ควบคุม” และ “ขยาย” แบรนด์สามารถกำหนดภาพลักษณ์ได้ทุกจุด สื่อสารได้อย่างสม่ำเสมอ และต่อยอดคอนเทนต์หรือยอดขายได้แบบไม่ติดข้อจำกัดของคน โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความเป๊ะหรือความต่อเนื่องสูง ซึ่งเบลล์มองว่ามันตอบโจทย์มากค่ะ

แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า มันอาจยังไม่เหมาะกับทุกบริบท เพราะยังมีคนบางกลุ่มที่ต้องการความรู้สึกแบบ “คนจริง” อยู่ และคอนเทนต์เองก็ต้องใส่ใจรายละเอียดให้มากขึ้น เพื่อให้คนดูรู้สึกเชื่อมโยงได้อย่างเป็นธรรมชาติ สุดท้ายแล้วเบลล์มองว่าสิ่งนี้ไม่ได้มาแทนคน แต่มาเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้แบรนด์ “ทำในสิ่งที่คนทำไม่ได้”

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *