บทความนี้เบลล์กำลังชวนทุกคนตั้งคำถามกับ “ความน่ารัก” ที่เราเคยเชื่อโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในโลกของสัตว์เลี้ยง ที่ภาพจำบางอย่างอาจถูกสร้างและตอกย้ำซ้ำ ๆ จนกลายเป็นมาตรฐานเงียบ ๆ แต่ที่ผ่านมาเราอาจไม่เคยตั้งคำถามกับสิ่งนี้เลยด้วยซ้ำ เวลาเดินผ่านชั้นวางอาหารสัตว์เลี้ยง หรือเลื่อนดูฟีดแล้วเห็นภาพน้องหมาน้องแมวในโฆษณา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมักเป็นเพียงคำสั้น ๆ ว่า “น่ารักจังเลย” แต่ถ้าหยุดคิดอีกนิด ความน่ารักที่เราคุ้นตานั้น อาจไม่ได้เป็นเพียงความบังเอิญ บทความนี้เบลล์จึงจะพาทุกคนไป ถอดกลยุทธ์ KANIVA ที่เลือกที่จะสร้างความแตกต่าง โดยสร้างภาพจำใหม่ให้กับแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง
“ภาพจำ” ที่ถูกปลูกฝังมาตลอด น้องหมาขนนุ่มฟู ฟันเรียงสวย รูปร่างสมส่วน แมวตากลมโต ขนเงาเรียบ ลักษณะตรงตามสายพันธุ์ยอดนิยม ภาพเหล่านี้ปรากฏซ้ำ ๆ บนแพ็กเกจจิ้ง บิลบอร์ด และโฆษณาดิจิทัล จนค่อย ๆ หล่อหลอมให้เกิดนิยามบางอย่างที่ไม่เคยถูกพูดตรง ๆ แต่ทุกคนรับรู้ร่วมกันว่า นี่คือ “ความน่ารักในอุดมคติ” หรือที่อาจเรียกได้ว่าเป็น Pet Beauty Standard ความน่ารักจึงถูกผูกโยงไว้กับรูปลักษณ์ภายนอก มากกว่าบุคลิก ความซน หรือความเป็นธรรมชาติของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว
ในวันที่สังคมพูดถึง Inclusivity และการโอบรับความหลากหลายอย่างจริงจัง คำถามที่น่าสนใจคือ เหตุใดบทสนทนาเรื่องการทลาย Beauty Standard จึงมักจำกัดอยู่แค่กับมนุษย์ ทั้งที่สัตว์เลี้ยงเองก็ถูกวางกรอบความน่ารักไว้ไม่ต่างกัน และนี่คือจุดตั้งต้นของบทสนทนาใหม่ในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไทย
แคมเปญ “KANIVA No Pet Beauty Standard” เมื่อความรักไม่ควรถูกกำหนดด้วยรูปลักษณ์
ในวันที่สังคมตั้งคำถามกับ Beauty Standard ของมนุษย์มากขึ้น แบรนด์อาหารสัตว์อย่าง KANIVA กลับเลือกตั้งคำถามในอีกมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง สัตว์เลี้ยงเองก็มี “มาตรฐานความน่ารัก” ที่ตลาดสร้างขึ้นเช่นกัน
แคมเปญ “KANIVA No Pet Beauty Standard” จึงไม่ได้เป็นเพียงการสื่อสารเรื่องคุณค่าของสินค้า แต่คือการเปิดบทสนทนาใหม่ในหมวดหมู่อาหารสัตว์เลี้ยง ว่า “ความรักที่เจ้าของมีให้สัตว์เลี้ยง ไม่เคยมีเกณฑ์วัดความสวยงาม” ถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์อาหารสัตว์ในตลาดไทยหยิบประเด็นนี้มาสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา โดยยืนอยู่บนแนวคิดว่า สัตว์เลี้ยงทุกตัวมีคุณค่าและความน่ารักในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะขนไม่ฟู หน้าตาไม่ตรงสายพันธุ์ หรือมีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากภาพจำในโฆษณา
สิ่งที่ทำให้แคมเปญนี้มีพลังมากขึ้น คือการต่อยอดแนวคิดไปสู่ “ตัวสินค้า” อย่างชัดเจน KANIVA ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสื่อสารผ่านโฆษณา แต่พัฒนาแพ็กเกจจิ้งรุ่นพิเศษที่สะท้อนแนวคิด No Pet Beauty Standard คาแรกเตอร์สัตว์เลี้ยงที่มีความแตกต่างหลากหลายถูกนำมาอยู่บนหน้าถุงจริง ทำให้พื้นที่แพ็กเกจกลายเป็นสื่ออีกชิ้นหนึ่งของแคมเปญ
VIDEO
ในด้าน “ภาพยนตร์โฆษณา” แบรนด์เลือกเล่าเรื่องผ่านช่วงเวลาธรรมดา ๆ ระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง ถ่ายทอดเสน่ห์เฉพาะตัวที่อาจไม่ตรงกับภาพจำในตลาด แต่เต็มไปด้วยความหมายในสายตาของคนที่รักมันจริง ๆ แกนกลางของเรื่องไม่ได้พูดถึงความสมบูรณ์แบบ หากแต่สะท้อนว่าความรักของเจ้าของไม่เคยตั้งอยู่บนมาตรฐานความสวยงามใด ๆ อารมณ์ของหนังจึงอบอุ่น เรียบง่าย และจริงใจ ทำให้ประเด็นเรื่อง Beauty Standard ถูกเล่าผ่านความรู้สึก มากกว่าการประกาศจุดยืนแบบแข็งแรงเชิงโฆษณา
และอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของแคมเปญจาก KANIVA คือการ “ติดตั้งสื่อนอกบ้าน (Out-of-Home)” จำนวน 6 จุดในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้แคมเปญถูกพูดถึงบน TikTok อย่างมาก โดยแต่ละป้ายเลือกใช้ภาพสัตว์เลี้ยงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างจากภาพจำความน่ารักแบบเดิมอย่างชัดเจน เมื่อภาพเหล่านี้ไปปรากฏอยู่บนป้ายกลางเมือง มันจึงเกิดความรู้สึกสะดุดตา จุดนี้เองที่ทำให้คนเริ่มหยิบมือถือขึ้นมาถ่าย และถูกพูดถึงบน TikTok จนกลายเป็นกระแส Organic Conversation ที่เกิดจากความรู้สึกว่า “นี่มันต่างจากที่เคยเห็น” มากกว่าการบอกให้เชื่อผ่านข้อความโฆษณาโดยตรง
เมื่อเห็นทิศทางการสื่อสารของแคมเปญแล้ว ขั้นต่อไปเบลล์จะพาไปวิเคราะห์ว่า “แก่นความคิด” ที่แบรนด์เลือกหยิบมาสื่อสารนั้นมีนัยสำคัญอย่างไรต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์
วิเคราะห์แนวคิดหลักของแคมเปญ “KANIVA No Pet Beauty Standard” เมื่อแบรนด์เลือกสร้างคุณค่า แทนการขายความสมบูรณ์แบบ
1.เมื่อแบรนด์ไม่ขายความสมบูรณ์แบบ แต่ขายการยอมรับ
แคมเปญ “KANIVA No Pet Beauty Standard” จาก KANIVA กำลังสะท้อนให้ทุกคนเห็นว่า การเปลี่ยนแกนการสื่อสารของตลาด จาก “ภาพลักษณ์ภายนอก” ไปสู่ “คุณค่าภายใน” ที่ผ่านมา แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงจำนวนมากสื่อสารผ่านผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับภาพสัตว์เลี้ยงที่ดูสมบูรณ์แบบ ซึ่งการสื่อสารแบบนี้ไม่ได้ผิดเสมอไป
ในมุมมองของเบลล์ KANIVA เลือกตั้งคำถามกับสมมติฐานนี้ได้อย่างน่าสนใจ แบรนด์ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องโภชนาการหรือสุขภาพ แต่กำลังบอกว่า สุขภาพที่ดีไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการทำให้สัตว์เลี้ยงเข้าใกล้มาตรฐานความงามใดมาตรฐานหนึ่ง หากควรเป็นการสนับสนุนให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างแข็งแรงในแบบของตัวเอง
นี่คือการขยับจาก Functional Benefit ไปสู่ Emotional & Value-Based Branding ซึ่งมีพลังมากในยุคที่ผู้บริโภคเลือกแบรนด์จาก “จุดยืน” มากกว่าคุณสมบัติเพียงอย่างเดียว เพราะในความเป็นจริง คุณสมบัติของสินค้าในหมวดอาหารสัตว์เลี้ยงวันนี้ไม่ได้แตกต่างกันมากนักใช่มั้ยคะ แบรนด์ส่วนใหญ่ต่างพูดเรื่องโปรตีนคุณภาพสูง สารอาหารครบถ้วน บำรุงขนและผิวหนัง หรือเสริมภูมิคุ้มกัน เมื่อทุกแบรนด์สื่อสารคล้ายกัน การแข่งขันจึงกลายเป็นการแข่งขันเชิงข้อมูล มากกว่าความรู้สึก
ในฐานะที่เบลล์ก็เป็นคนที่เลี้ยงสัตว์เหมือนกัน สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก ความสัมพันธ์กับหมาแมวไม่ใช่แค่การให้อาหาร แต่คือการดูแลสมาชิกในครอบครัว และการที่แบรนด์ประกาศจุดยืนว่า “ไม่มี Beauty Standard” จึงไม่ใช่แค่การพูดถึงสัตว์เลี้ยง แต่กำลังสะท้อนความคิดของเจ้าของที่รู้สึกว่า สัตว์เลี้ยงของตนเองอาจไม่ได้ตรงตามภาพโฆษณา แต่ก็มีคุณค่าในแบบของเขา เมื่อแบรนด์พูดในสิ่งที่ผู้บริโภครู้สึกอยู่แล้ว แต่ไม่เคยมีใครพูดแทน ความผูกพันจะเกิดขึ้นทันที
นี่คือพลังของ Value Alignment หรือ การที่ค่านิยมของแบรนด์สอดคล้องกับค่านิยมของผู้บริโภค ยิ่งในยุคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องความหลากหลาย และการไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์ ยิ่งทำให้แบรนด์ดู “เข้าใจโลกปัจจุบัน” มากกว่าแค่เข้าใจโภชนาการ และเมื่อความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น การตัดสินใจซื้อก็ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกสินค้า แต่เป็นการเลือกสนับสนุนแนวคิดบางอย่างที่ผู้บริโภคเชื่อเช่นกัน แต่คำถามที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไรให้จับต้องได้ในระดับแคมเปญ
2.รวม 6 คาแรคเตอร์ การสร้างตัวแทนของความหลากหลาย
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญคือการถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน 6 คาแรคเตอร์หมา–แมว ที่มี รูปลักษณ์และบุคลิกแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในเชิงการตลาด นี่คือการทำ Representation Marketing อย่างเป็นรูปธรรม เพราะแทนที่จะเลือกสัตว์เลี้ยงที่ “สวยตามสูตรสำเร็จ” แบรนด์กลับเลือกตัวละครที่สะท้อนความจริงในชีวิตประจำวันของเจ้าของสัตว์เลี้ยง
คาแรคเตอร์เหล่านี้ทำหน้าที่มากกว่าตัวแบบในโฆษณา แต่เป็น “ภาพแทน” ของสัตว์เลี้ยงหลากหลายรูปแบบที่ผู้บริโภคสามารถมองเห็นตัวเองในนั้นได้ และเมื่อผู้บริโภครู้สึกว่า “นี่เหมือนหมาของฉันเลย” หรือ “แมวฉันก็เป็นแบบนี้” การเชื่อมโยงทางอารมณ์จะเกิดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องอธิบายยืดยาว
นอกจากนี้ การมีหลายคาแรคเตอร์ยังเปิดโอกาสให้แบรนด์ ต่อยอดคอนเทนต์ได้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบวิดีโอสั้น โพสต์โซเชียล การทำสตอรี่แยกของแต่ละตัว หรือแม้แต่การชวนผู้บริโภคแชร์ภาพสัตว์เลี้ยงของตนเองเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ พูดอีกแบบหนึ่ง คาแรคเตอร์ทั้ง 6 ไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่คือ Content Engine ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้ต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น ความหลากหลายของทั้ง 6 คาแรคเตอร์ยังช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นได้พร้อมกันในแคมเปญเดียว จากโฆษณา 1 ชิ้น จึงกลายเป็นบทสนทนาในคอมเมนต์ และต่อยอดเป็น User-Generated Content ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเมื่อผู้บริโภคเริ่มโพสต์สัตว์เลี้ยงของตัวเอง แคมเปญจะไม่ได้เป็นของแบรนด์เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ร่วมของชุมชนคนรักสัตว์
ผลลัพธ์จากโฆษณา สู่กระแสที่คนพูดถึงเอง
สำหรับเบลล์ ผลลัพธ์ที่เห็นชัดมากคือมันกลายเป็นเรื่องที่คนหยิบมาคุยกันเองจริง ๆ แบบแค่เลื่อน TikTok ก็จะเจอคลิปคนถ่ายป้าย KANIVA แล้วก็มีคอมเมนต์ประมาณว่า “เออ จริงนะ หมาแมวบ้านเราก็ไม่ได้ฟูแบบในโฆษณา” หรือ “ชอบอะ มันดูจริงดี” บางคนก็แชร์พิกัดว่าป้ายอยู่ตรงไหน เหมือนไปเจอแล้วอยากบอกต่อ บางคอมเมนต์ก็เอารูปสัตว์เลี้ยงตัวเองมาแปะ พร้อมแซวขำ ๆ แบบ “แมวฉันโดนบูลลี่แน่ ๆ” อ่านแล้วมันทั้งตลกทั้งเอ็นดูมาก แคมเปญนี้ทำให้เราเห็นว่ามีสัตว์เลี้ยงที่ถึงแม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบเป็นจำนวนมาก แต่น้องทุกตัว มีความน่ารักที่ซ่อนไว้
แคมเปญนี้เป็นกระแส คนแชร์เพราะอินจริง ๆ ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถูกขายของ บางคนชมว่าไอเดียดีและชื่นชมทางแบรนด์ที่ทำแคมเปญดี ๆ แบบนี้ออกมา สำหรับเบลล์ จุดนี้แหละสำคัญเพราะในชีวิตจริง คนจะพูดถึงอะไรต่อ ก็ต่อเมื่อมันไปโดนใจเขาจริง ๆ และแคมเปญนี้มันไปแตะตรงความรู้สึกนั้นพอดี เลยทำให้มันถูกพูดถึงแบบเป็นธรรมชาตินั่นเองค่ะ
สรุป ถอดกลยุทธ์ KANIVA เมื่อแบรนด์เลือกยืนข้างความแตกต่าง ผ่านแคมเปญ No Pet Beauty Standard
ในมุมของเบลล์ แคมเปญ “KANIVA No Pet Beauty Standard” ไม่ได้สร้างแค่การรับรู้ แต่สร้าง “บทสนทนา” ให้เกิดขึ้นจริงในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะบน TikTok ที่ผู้คนเริ่มหยิบภาพป้ายหรือแพ็กเกจจิ้งมาแชร์ พร้อมแสดงความคิดเห็นถึงความแตกต่างที่สะดุดตา
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ กระแสที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการบอกให้เชื่อผ่านข้อความโฆษณา แต่เกิดจากความรู้สึกของคนดูที่รู้สึกว่า “นี่มันต่างจากที่เคยเห็น” และอยากพูดถึงต่อเอง นั่นทำให้แคมเปญมีลักษณะของ Organic Conversation มากกว่าการสื่อสารแบบทางเดียว เบลล์มองว่า KANIVA สามารถสร้างภาพจำใหม่ให้ตัวเองได้สำเร็จค่ะ จากแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงทั่วไป กลายเป็นแบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจนเรื่องการยอมรับความแตกต่าง และเมื่อแบรนด์ถูกจดจำด้วยแนวคิดนี้แทนคุณสมบัติสินค้า นั่นคือผลลัพธ์ที่มีคุณค่าระยะยาวมากกว่ายอดขายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งนั่นเองค่ะ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่