บทความนี้จะพาไปดู Case Study Marketing Campaign ที่ใช้ ChatGPT และ Generative AI สนุกๆ แม้ส่วนใหญ่การใช้ Generative AI เพื่อทำแคมเปญการตลาดที่ผ่านมา มักทำไปเพื่อเล่นสนุกๆ เพื่อเน้นการสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดียให้กลายเป็น Viral เพื่อให้เกิด Earn media กลับมาที่แบรนด์
Heinz AI Ketchup ซอสมะเขือเทศใดๆ ในโลกล้วน Heinz ทั้งนั้น
ในอนาคตอันใกล้เมื่อ Generative AI พัฒนาไปอีกระดับ คิดภาพว่าเมื่อ Netflix รู้ว่าเราชอบดูหนังที่ดาราคนไหนแสดงนำเป็นพิเศษ สมมติว่าผมชอบ Will Smith ระบบจะเอาหน้าของ Will Smith ไปใส่ในนักแสดงนำชายของภาพยนต์เรื่องอื่นให้ แล้วบทพูดก็จะเปลี่ยนไปตามสไตล์ของ Will Smith ไปจนถึงสำเนียงการพูด หรือแม้แต่อาจจะสร้างเป็นภาพยนต์สั้นเรื่องใหม่ที่เอามาจากแนวที่ผมชอบดูทั้งหมด
เดิมที Spotify อาจทำได้แค่แนะนำเพลงถัดไปที่เราน่าจะชอบฟัง แต่ในยุคของ Generative AI จะกลายเป็นระบบจะสร้างเพลงแนวใหม่มาให้เราฟังอยู่เรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเราไม่ค่อยได้ฟังเพลงเก่าซ้ำเดิม แต่แนวเพลงที่ฟังกลับเป็นแนวเดิมที่ถูกใจอยู่ตลอดเวลา
วันนี้ Generative AI สามารถสร้างดนตรีต่างๆ ขึ้นมาได้นานแล้ว จะเหลือก็แค่เสียงร้องที่อาจยังไม่ได้ลิขสิทธิ์ของนักร้องมา ลองคิดภาพว่าถ้า AI รู้ว่าเราชอฟังศิลปินคนไหนเป็นพิเศษ เมื่อนั้นหละเราจะได้ฟังเพลงใหม่ๆ ของศิลปินคนนั้นแบบไม่มีวันจบสิ้น นี่คือโลกใบใหม่ที่ Generative AI นั้นสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ จากดาต้าที่มีจนกลายเป็นโลกแห่ง Super Personalization ในที่สุดครับ
สิ่งที่ต้องระวังกับการใช้งาน Generative AI ในวันนี้
แต่กับ AI Image Generator นั้นอาจต่างกันเล็กน้อย ตรงที่ยิ่งใช้งานยิ่งได้เนื้องานที่ดียิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งก็มาจาก Feedback ของผู้ใช้ที่มีการเรียกดูภาพใหม่อยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะเจอภาพที่ใช่ ทำให้ตัว AI สามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้นกว่า ChatGPT ประเภทที่ได้คำตอบแล้วไม่ค่อยเรียกคำตอบใหม่สักเท่าไหร่ครับ
และจากการถือกำเนิดของเทคโนโลยี Generative AI ที่ปล่อยออกมาใช้ในวงกว้างคือการก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เร็วจนมากเกินไป อาจส่งผลกระทบมนุษยชาติยิ่งกว่าเทคโนโลยีใดๆ ที่เคยเกิดขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI บางคนถึงขนาดบอกว่า ผลกระทบของสิ่งนี้อาจอันตรายยิ่งกว่าภาวะโลกร้อนไปแล้วก็ได้
เพราะวันนี้ AI ยังคงทำงานแบบ Black box ทำงานแบบกล่องดำที่ไม่มีใครรู้ว่ามันคิดแบบไหนถึงให้คำตอบออกมาเป็นแบบนี้ ถ้าเป็นมนุษย์ด้วยกันยังถามหา Logic ได้ไม่ยาก แต่พอเป็น AI แล้วลำบาก ก็ไม่รู้จะคาดคั้นมันได้อย่างไร
และก็ไม่ใช่ทุกแบรนด์หรือทุกการทำงานที่ใช้ Generative AI แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ดีออกมาเสมอไป อย่าง Tiffany & Co ที่เคย Collaboration กับ NIKE ในการให้ AI ช่วยออกแบบรองเท้าผ้าใบ Sneaker คู่ใหม่ให้
ในเวลานี้เรากำลังสงสัยว่า AI รู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเราเองหรือเปล่า Elon Musk เคยบอกว่าบางทีเราอาจต้องหยุดการสร้าง AI ไว้ก่อน ให้มนุษยชาติได้ออกกฏควบคุมที่ชัดเจนก่อนจะพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต่อโดยไม่ได้วางแนวทางควบคุม
Eric Schmidt อดีต CEO ของ Google เองก็บอกว่าสิ่งที่นักพัฒนา AI หรือ AI Developer ทำอยู่อาจไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมคนส่วนใหญ่ก็เป็นได้
เพราะผู้สร้างมักจะมี Bias เล็กๆ โดยไม่รู้ตัว และ Bias นั้นก็จะถูกนำไปสอนสร้างให้ AI คิดและทำตามโดยอัตโนมัติ ซึ่งบรรดา Programmer หรือ AI Developer มักเป็นผู้ชายผิวขาว ที่ถือกำเนิดมาในชนชั้นกลางค่อนไปทางดี ดังนั้นถ้าจะสร้าง AI ให้ออกมาดีควรมีความหลากหลายของชาติพันธุ์เข้าไปผสมด้วยครับ
นอกจากนั้น Data sets ที่เอาไปใช้ Training AI ก็มี Bias โดยตัวมันเอง ถ้าคุณลองใช้ AI Image Generator ให้ลองสร้างภาพ CEO ขึ้นมาดูจะพบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ชายฝรั่งผิวขาว นั่นเพราะอคติจากมนุษย์ในยุคก่อนที่เลือกแต่ CEO เหล่านี้ขึ้นมา หรือถ้าให้สร้างภาพของผู้ร้าย โจรต่างๆ ก็จะเจอเป็นคนผิวดำหรือแม้แต่ชนกลุ่มน้อยในอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ครับ
จากปัญหานี้เลยมีคนคิดหาทางแก้เพื่อลด Bias อคติเนื้อเพศลงไปด้วยเครื่องมือใหม่ที่ชื่อว่า MissJourney เพราะจากการสำรวจพบว่า AI มี Data ที่เป็นผู้หญิงมาสอนหรือเทรนแค่ 20% เท่านั้น เครื่องมือนี้เลยช่วยสร้างภาพที่เป็นผู้หญิงเป็นหลักขึ้นมา เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางผลลัพธ์ เพื่อลดความคิดแบบ Stereotype ในอนาคตกับผู้เห็นและใช้งาน
ยังไม่นับถึงปัญหาใหญ่สุดของการใช้ Generative AI คือ Data ที่นำมาเทรน AI นั้นถูกต้องทางกฏหมาย หรือถูกลิขสิทธิ์หรือเปล่า นี่คือปัญหาใหญ่ของโลกยุค AI Driven ที่ใครๆ ก็สามารถสร้าง AI ได้ แต่ดาต้าที่เอามาสอน AI นั้นนำมาใช้งานได้จริงหรือ ?
เพราะสิ่งที่เราเห็นบนออนไลน์ใช่ว่าเราจะสามารถนำมาใช้งานได้โดยอิสระ จากเดิมเราอาจจะหาข้อมูลมาใช้เป็น Reference ในการทำงานด้วยตัวเองได้ แต่พอวันนี้เราใช้ AI เป็นหลักหละ การทำแบบเดียวกันแต่ต่างผู้วิเคราะห์จะได้รับการคุ้มครองทางกฏหมายเหมือนกันไหม ?
แต่แล้วถ้าเป็น AI หละจะทำได้เหมือนเดิมไหม เกิดผมให้ AI ออกไปหาข้อมูลรูปบ้านสวยๆ จากอินเทอร์เน็ตมาหนึ่งล้านรูป แล้วผมใช้เจ้า AI นั้นมาช่วยออกแบบบ้านใหม่ให้ลูกค้า แล้วผมก็เป็นคนจบงานนั้นด้วยตัวเองอีกที แบบนี้จะถือว่าเป็นการผิดลิขสิทธิ์เจ้าของดาต้าที่นำมาเทรน AI หรือไม่ ? หรือผลงานการออกแบบนั้นถือเป็นลิขสิทธิ์ของผมหรือเปล่า ?
และการฟ้องร้องเรื่อง Generative AI ก็เกิดขึ้นแล้วในโลกเราวันนี้
เมื่อ Generative AI จะให้คำตอบที่ดีหรือสร้างผลงานที่ตรงใจมนุษย์อย่างเราได้ ก็ต้องอาศัย Training Data Sets มากมายเพื่อเอาไปใช้ให้ AI เรียนรู้ แพลตฟอร์มชื่อดังอย่าง Stable Diffusion AI เองก็บอกว่าตัวเองใช้ดาต้ารูปภาพที่หาได้จากอินเทอร์เน็ตมาเทรน AI ตัวเองกว่า 100,000 GB
แน่นอนว่ารูปภาพจำนวนมากหรือแทบจะใช้คำว่าส่วนใหญ่นั้นไม่ได้รับอนุญาติให้นำมาใช้เทรน AI เลยกำลังเกิดการฟ้องร้องขึ้นระหว่าง Getty Images บริษัทรูปภาพยักษ์ใหญ่ระดับโลก กับ Generative AI แพลตฟอร์มแห่งนี้
ส่วนทาง Shutterstock กับ Adobe เองก็ปรับตัวหาทางออกอื่นที่ดีกว่า ด้วยการเปิดเครื่องมือ Generative AI ที่ถูกลิขสิทธิ์เพราะใช้รูปภาพที่ตัวเองได้รับลิขสิทธิ์จาก Creator มาใช้ Train AI อีกที
ทางยุโรบหรือ EU เองก็กำลังออกกฏหมาย AI Act ที่จะกลายเป็นมาตรฐานการใช้และจัดการ AI ในอนาคต เหมือนที่เคยออกกฏหมาย GDPR ขึ้นมาแล้วถูกพัฒนาไปเป็น PDPA หรือ CCPA
กฏหมายดังกล่าวมีไว้เพื่อควบคุมบริษัท AI ที่จะส่งผลร้ายต่อผู้คน และทำให้ผู้คนสามารถฟ้องร้องบริษัท AI เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็ต้องรอดูกันว่าสุดท้ายแล้ว AI Act นี้จะออกมาเป็นอย่างไร
สรุปส่งท้าย Generative AI จะส่งผลอย่างไรต่อโลก Marketing Business & Advertising
แต่สิ่งที่พัฒนาตามไม่ทันคือมนุษย์เราที่ยังคงคิดและตัดสินใจด้วยสมองแบบมนุษย์ยุคประวัติศาสตร์ ลำพังแค่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเรายังปรับตัวตามไม่ค่อยได้ แล้วพอเจอเทคโนโลยี AI เข้าไปบอกเลยว่าต้องส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติมหาศาลแน่
มนุษย์เราไม่ได้คิดและตัดสินใจด้วยเหตุผลอันรวดเร็ว แต่สมองเราแบ่งออกเป็นสองระบบเหมือนที่หนังสือ Think fast and Slow ได้อธิบายไว้
ระบบที่สองคือระบบการคิดอย่างถี่ถ้วน คิดกับเรื่องใหม่ๆ ก่อนตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งในแต่ละวันเรามักใช้สมองส่วนนี้น้อยมาก นั่นเพราะว่า DNA เราออกแบบมาให้คิดแบบโลกยุคโบราณที่จะสู้หรือหนีอยู่ประจำ ดูเหมือนสมองหรือระบบการคิดเราจะปรับตัวไม่ทันกับเทคโนโลยีสักเท่าไหร่เลยนะครับ
ลองคิดภาพต่อว่าถ้าเราสามารถทำชิ้นงานการตลาดได้มากถึง 100 ชิ้นภายในเวลาไม่กี่นาทีด้วย Generative AI ที่ทั้งทำรูปภาพและข้อความให้ แถมยังปรับให้เข้ากับทุกแพลตฟอร์มที่เราทำการตลาดอัตโนัมติ
แต่เรายังคงทำงานด้วย Process แบบเดิมๆ รอหัวหน้าตัดสินใจ รอลูกค้าอนุมัติ ความเร็วที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI คงไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อธุรกิจสักเท่าไหร่ และมันจะยิ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขันเมื่อใครๆ ก็ใช้ Generative AI เป็นปกติในเนื้อหา แต่วิธีการปฏิบัติงานยังคงเป็นแบบยุคโบราณโรงานอุตสาหกรรมเหมือนเดิม
นั่นหมายความว่าบริษัทจะต้องปรับวิธีการทำธุรกิจ ไปจนถึงกลยุทธ์ธุรกิจให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่อย่าง Generative AI เราจะเห็นธุรกิจยุคใหม่กลายเป็น Business Automation กันมากขึ้น เราจะได้เป็น Generative AI กลายเป็น Generative Revenue ให้กับธุรกิจโดยอัตโนมัติ
ลดบทบาทการตัดสินใจที่ต้องใช้คนโดยไม่จำเป็นออกไป ไปเพิ่มตำแหน่งหน้าที่การงานใหม่ที่ต้องใช้คนทำงานควบคู่กับ AI โดยตรงแทน
นั่นหมายความว่าบริษัทขนาดพันล้านในยุค AI Driven จากที่ต้องมีหลักร้อยหรือพันคน อาจจะเหลือแค่หลักสิบหรือหลักหน่วยคนได้ไม่ยาก
ส่วนบริษัทที่ไม่สามารถปรับตัวตามได้ก็ต้องสูญพันธุ์ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่คือทั้งหมดของผลกระทบของ Generative AI ต่อโลกการตลาด ธุรกิจ ไปจนถึงโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ ที่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราจะคิดและทำสู้กับ AI ได้อย่างไร