สวัสดีครับทุกคน ช่วงนี้มีใครได้ติดตาม The Face Men Thailand Season 4 กันบ้างไหมครับ? ถ้าใครตามดูมาซักพัก หรือเห็นกระแสผ่านตาในโซเชียล เชื่อว่าหลายคนน่าจะแอบตะหงิดใจ และเกิดคำถามขึ้นมาในหัวเหมือน ๆ กันว่ารายการตัดสินใจดึงวิกรม หรือที่ชาวเน็ตคุ้นเคยกันดีในชื่อราชานมดิบเข้ามาร่วมแข่งขันหลังจากตกรอบไปแล้วทำไม? ทั้งที่เขามีดราม่าทั้งเรื่องคาแรกเตอร์ ทัศนคติที่หลายคนมองว่าไม่เหมาะสมครับ
บทสรุป 3 กลยุทธ์ การตลาด The Face ดึงวิกรมเข้ารายการ เปลี่ยนดราม่าทัวร์ลง สู่การขยายฐานผู้ชม
ท้ายที่สุดแล้ว เคสการดึง “วิกรม ราชานมดิบ” กลับเข้ามาใน The Face Men Thailand Season 4 ได้ฝากบทเรียนให้กับการทำการตลาดในยุคปัจจุบันครับ แคมเปญนี้ทำให้เห็นว่า ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเสพสื่อมากมายจนคอนเทนต์ล้นฟีด ความน่ากลัวที่สุดของแบรนด์ไม่ใช่การมีคนเข้ามาวิจารณ์ แต่คือการที่ไม่มีใครพูดถึงแบรนด์เราเลยต่างหากครับ
สิ่งที่รายการทำคือการใช้กลยุทธ์ที่คล้ายกับ Flanking Strategy แทนที่จะสู้ด้วยภาพลักษณ์ความหรูหราของแฟชั่นมาเหมือนซีซันก่อน ๆ ทีมผู้สร้างยอมเอาภาพลักษณ์ ไปแลกกับการไปหาฐานคนดูกลุ่มแมส พวกเขาเข้าใจว่า การใช้คาแรกเตอร์ขัดใจสายแฟจะกลายเป็นการสร้างพฤติกรรม Hate Watching ซึ่งผลลัพธ์ก็พิสูจน์แล้วว่ามันช่วยกวาด Earned Media และดึงทราฟฟิกคนดูหน้าใหม่ไปได้แบบถล่มทลายตั้งแต่ก้าวแรกเลยครับ
FacebookFacebookXXLINELineช่วงหลังถ้าเพื่อนๆ เลื่อนฟีด TikTok หรือ Instagram บ่อยๆ เหมือนผม น่าจะสังเกตเห็นอะไรแปลกๆ อย่างนึง นั่นคือคลิปที่เกี่ยวกับ F1 หรือ Formula 1 โผล่มาเต็มไปหมด แต่ไม่ใช่คลิปแซงโค้งหรือเปลี่ยนยางในพิทนะครับ กลับเป็นคลิปนักแข่งเดินเข้าสนามในชุดเท่ๆ คลิปตัดต่อ Charles Leclerc มองกล้องช้าๆ ประกอบเพลงเศร้า หรือคลิปเพื่อนซี้ Lando กับ Carlos แกล้งกันหลังบ้าน และที่น่าสนใจคือคนที่แชร์คลิปพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง Gen Z ครับ รู้มั้ยครับว่าตัวเลขมันชัดขนาดไหน จากรายงาน 2025 Global F1 Fan Survey ที่ Formula 1 ทำร่วมกับ Motorsport Network เก็บข้อมูลจากแฟนกว่า 100,000 คนใน 186 ประเทศ พบว่า 3 ใน 4 ของแฟนหน้าใหม่ของ F1 […]