การตลาด สิงห์ เลมอนโซดา x แนนโน๊ะ ปล่อยรสชาติใหม่ Bloody Nanno ปลุกกระแส Pop Culture Marketing

ในชั่วโมงนี้คงไม่มีใครที่ยังไม่ได้ดูความซีรีส์เด็กใหม่ Girl from Nowhere : The Reset Ep ล่าสุดใช่มั้ยครับ ตอนนี้กำลังเป็นกระแสไปทั่วโซเชียลเลยครับ หลายคนที่ดูอาจจะสังเกตเห็นว่า สิงห์ เลมอนโซดา ได้เข้าไปเป็นสปอนเซอร์และมีซีนเนียน ๆ โผล่เข้ามาในฉากให้เราเห็นกันบ้างแล้วในซีรีส์ ซึ่งการทำ Tie in โชว์สินค้าในตลาดกลุ่ม Beverage นั้นถือเป็นกลยุทธ์ยอดฮิตครับ แต่ความเจ๋งคือ แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นครับ

สิงห์ เลมอนโซดา ขยายความไวรัลต่อด้วยการเข้าไปเล่นกับ Pop Culture เพื่อต่อยอดกระแสจากในซีรีส์ให้กลายมาเป็นโปรดักต์ในโลกจริง กับการเปิดตัวรสชาติพิเศษ Bloody Nanno (แตงโม เลมอนโซดา) ครับ

แคมเปญนี้พวกเขาหยิบเอาความเป็นแนนโน๊ะมาตีความใหม่ และทำออกมาเป็นประสบการณ์ให้คนที่กำลังอินกับแคมเปญนี้ฟินขึ้นไปอีกครับ เบื้องหลังแคมเปญนี้ สิงห์ เลมอนโซดา ใช้กลยุทธ์อะไรวันนี้ผมจะพาทุกคนไปเจาะลึก การตลาด สิงห์ เลมอนโซดา x แนนโน๊ะ ปล่อยรสชาติใหม่ Bloody Nanno ปลุกกระแส Pop Culture Marketing

@paterpaijourney

กองทัพ ‘แนนโน๊ะ’ บุกสยาม!! เสิร์ฟความสดชื่นสะบัดบ๊อบ เปิดคลาสซ่ากับเด็กใหม่ 🩸 𝗦𝗶𝗻𝗴𝗵𝗮 𝗟𝗲𝗺𝗼𝗻 𝗦𝗼𝗱𝗮 “𝗕𝗟𝗢𝗢𝗗𝗬 𝗡𝗔𝗡𝗡𝗢”🍉🍋 ! เริ่ดเลยล่ะะะ กองทัพแนนโน๊ะ สะบัดบ๊อบรับซัมเมอร์กับอีเวนท์จาก SINGHA LEMON SODA x Girl From Nowhere The Reset เปิดตัวรสเด็กใหม่ “BLOODY NANNO” ใจกลางสยามสแควร์ พร้อมกิจกรรมปลุกฟีลความเป็น ‘แนนโน๊ะ’ แบบสุดจะเริ่ดดด ชวนชาวสยามมาสะบัดบ๊อบ แนะนำตัวเป็นแนนโน๊ะ พร้อมเช็คอินรถโรงเรียนเด็กใหม่ ถ่ายบัตรนร.จึ้งๆ แถมมีไอเทมแนนโน๊ะแจกอีกเพียบ แล้วงานนี้คือทำถึงเกิ๊นนนน เค้ายกขโยงเหล่ากองทัพ ‘แนนโน๊ะ’ มาบุกสยามสแควร์ให้ลอง “BLOODY NANNO” แตงโมเลมอนโซดา เปรี้ยว ซ่า สดชื่น 0 แคล ไม่มีน้ำตาล หอมหวานฉ่ำแตงโมสุดๆ แล้วยังมีความแอบเปรี้ยวซ่าของเลมอนแท้ผสมด้วยยย หวานๆ เปรี้ยวๆ ลงตัว สดชื่น สะบัดบ๊อบสุดๆ ต้องลองงงงงง!! 🩸SINGHA WATERMELON LEMON SODA 🍉🍋 เปรี้ยว ซ่า สดชื่น สะบัดบ๊อบ มี 2 ลายสุดลิมิเต็ด ต้องเก็บให้ครบโน๊ะ! หาซื้อได้เลยที่ 7-11 และ Singha Online นะค้าาาา @Singha Lemon Soda #SinghaLemonSoda #สดชื่นสะบัดบ๊อบ #BLOODYNANNO #GirlFromNowhereTheReset #เด็กใหม่TheReset

♬ original sound – พาเธอไป JOURNEY – พาเธอไป JOURNEY

สิงห์ เลมอนโซดา เอาคาแรคเตอร์ของแนนโน๊ะมาทำให้อยู่ในรูปของรสชาติ แตงโม เลมอนโซดา Bloody Nanno การจับคู่ความหวานฉ่ำสีแดงสดของแตงโม ที่ซ่อนกลิ่นอายความดาร์กของเลือด เข้ากับความเปรี้ยวซ่าของเลมอนโซดา ถือเป็นการสะท้อนตัวตนของแนนโน๊ะที่ภายนอกดูหอมหวานน่าค้นหา แต่ซ่อนความแสบซ่าไว้ข้างในครับ กลยุทธ์นี้ทำให้เครื่องดื่มธรรมดา ๆ กลายเป็นสินค้าที่มี Story และสร้าง Emotional Value ที่ดึงดูดให้ฐานแฟนคลับซีรีส์อยากซื้อมาลองคาแรกเตอร์นี้ด้วยตัวเองครับ

การตลาด สิงห์ เลมอนโซดา

ในมุมมองของผมกลยุทธ์นี้ไม่ใช่แค่งานครีเอทีฟหรือการทำแคมเปญโปรโมตครับ แต่คือความกล้าและการทำงานร่วมกันระหว่างทีม R&D กับทีม Marketing สิงห์ เลมอนโซดา กล้าที่จะหยิบเอานิสัยของตัวละคร มาตีความและทำให้ออกมาเป็นรสชาติ เคสนี้พิสูจน์ให้เห็นครับว่า ถ้าแบรนด์อยากจะดึงคนดูซีรีส์ให้เปลี่ยนมาเป็นลูกค้าของคุณจริง ๆ คุณต้องกล้าที่จะเปิดพื้นที่ให้ Pop Culture เข้ามอยู่ใน DNA ของสินค้าแบบหมดเปลือกครับ

สิงห์ เลมอนโซดา ไม่ได้หยุดอยู่แค่การยิงแอดโปรโมตบนโลกออนไลน์ครับ แต่เลือกที่จะออกมาสร้างความตื่นเต้นในโลกจริง ผ่านกลยุทธ์ Experiential Marketing ด้วยการส่งกองทัพแนนโน๊ะในชุดนักเรียน เดินเรียงแถวบุกกระจายตัวไปตามจุดเช็กอินใจกลางเมืองสร้างเซอร์ไพรส์แบบไม่ให้ใครตั้งตัว พร้อมแจกเครื่องดื่ม Bloody Nanno ให้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้ทดลองชิมก่อนใคร ถือเป็นการดึงดูดสายตาชั้นและทำให้คนสนใจได้มากเลยครับ งานนี้ร้อยทั้งร้อย ที่ใครเดินผ่านก็ต้องสะดุดตา และต้องถ่ายรูปลงสตอรี่อย่างแน่นอนครับ

การตลาด สิงห์ เลมอนโซดา

กลยุทธ์นี้ ไม่เพียงแต่สร้างกระแสไวรัล แต่ยังเป็นการตอกย้ำ Pop Culture ที่สามารถเข้ากับไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นยุคใหม่ได้อย่างลงตัวและน่าจดจำที่สุดครับ

ในมุมมองของผม ปกติแล้วการแจกสินค้าให้ชิมฟรีมักจะเป็นกิจกรรมออฟไลน์ที่จบแล้วจบเลย แต่สิงห์ เลมอนโซดา เปลี่ยนมันให้กลายเป็น Photo Op หรือจุดถ่ายรูปเคลื่อนที่ครับ การเอาคาแรกเตอร์ที่คนกำลังอินในโลกออนไลน์ มาเดินโชว์ผู้คนในโลกออฟไลน์ คือการกระตุ้นให้เกิด UGC ครับ ผลลัพธ์ที่ได้คือแบรนด์กวาด Earned Media จากสตอรี่ของคนที่เดินผ่านไปมาได้มากมาย ถือเป็นการลงทุนหน้างานที่เปลี่ยนกลับมาเป็นไวรัลบนโลกโซเชียลได้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์เลยครับ

นอกจากรสชาติที่ถูกดีไซน์มาจากคาแรคเตอร์ของแนนโน๊ะแล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่แบรนด์หยิบมาคือ Scarcity Marketing ครับ แบรนด์เพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟของการคอลแลบส์ครั้งนี้ด้วยการออกแบบแพ็กเกจจิงลายพิเศษถึง 2 ดีไซน์ แต่ประกาศว่าจำกัดจำนวนการผลิตเพียง 2 ล้านกระป๋องเท่านั้น

การบอกว่าของมีจำนวนจำกัด บวกกับพลังความดังของตัวซีรีส์ ทำให้กระป๋อง Bloody Nanno ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มอีกต่อไป แต่มันถูกยกระดับให้กลายเป็น Must have Item ไปกระตุ้น FOMO ของผู้บริโภคครับ

การตลาด สิงห์ เลมอนโซดา

กลไกความกลัวของหมดนี้ คือตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่สั่งการให้ทั้งแฟนคลับซีรีส์และสายคอนเทนต์ ต้องรีบพุ่งตัวไปกวาดซื้อที่เชลฟ์ 7-Eleven และกดสั่งผ่าน Singha Online ให้ทันก่อนที่ของจะกลายเป็นแรร์ไอเทมครับ

ในมุมมองของผมความน่าสนใจของการเล่นกับ Scarcity Strategy ในเคสนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการจำกัดจำนวนไว้ที่ 2 ล้านกระป๋องครับ แต่อยู่ที่การตัดสินใจทำออกมา 2 ลายต่างหากครับเมื่อสินค้าถูกยกระดับให้เป็นของสะสมแล้ว แฟนคลับตัวยงหรือคนที่อินกับซีรีส์จะไม่ยอมซื้อแค่กระป๋องเดียวแน่นอนครับ แต่พวกเขาจะรู้สึกว่าต้องเก็บให้ครบเซ็ตซึ่งกลายเป็นว่าแบรนด์สามารถเพิ่มปริมาณการซื้อต่อคนได้แบบเนียน ๆ ทันทีเป็น 2 เท่าครับ

แถมพอของเริ่มหายาก คนที่หาเจอแล้วถ่ายรูปลงโซเชียลอวดกัน ก็ยิ่งเป็นการปั่นกระแส FOMO ให้คนที่ยังไม่ได้ลองรู้สึกกระวนกระวายใจหนักขึ้นไปอีก ถือเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ข้อจำกัดมาเปลี่ยนเป็นยอดขายได้ดีมากครับ

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ น่าจะเห็นภาพรวมของแคมเปญ Bloody Nanno กันแล้วนะครับ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมสิงห์ เลมอนโซดา ถึงต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้?

ในมุมมองของผม ตลาดเครื่องดื่มในไทยเป็นตลาด Red Ocean ที่แข่งกันดุเดือดมากครับ การจะแค่ทำป้ายโฆษณาแล้วบอกว่า “เราออกรสชาติใหม่แล้วนะ ซื้อสิ” มันคงจะไม่ดึงดูดใจผู้บริโภคยุคนี้อีกต่อไปแล้ว

แบรนด์จึงเลือกเข้าไปเกาะกระแส Pop Culture อย่างซีรีส์เด็กใหม่ แต่ความเจ๋งคือพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่การจ่ายเงินเป็นสปอนเซอร์ตั้งกระป๋อง Tie in ทิ้งไว้ในฉากครับ แต่แบรนด์เลือกที่จะไปให้สุดทาง ด้วยการ ดึงเอาความลึกลับของคาแรกเตอร์แนนโน๊ะ ออกมาตีความเป็นรสชาติแตงโม เลมอนโซดาซะเลย

ส่วน ผลลัพธ์ที่แบรนด์ได้กลับมาจากแคมเปญนี้แบ่งออกเป็น 3 ข้อครับ:

  1. Earned Media: การส่งกองทัพแนนโน๊ะไปเดินบุกเมืองทำให้คนตื่นเต้นและช่วยแชร์ลงโซเชียลกันรัว ๆ สร้างกระแสไวรัลและพื้นที่สื่อฟรีได้มหาศาล
  2. FOMO: การจำกัดจำนวนแค่ 2 ล้านกระป๋องเปลี่ยนเครื่องดื่มราคาหลักสิบให้กลายเป็น ของสะสมไปกระตุ้นความกลัวตกเทรนด์ จนคนต้องรีบไปเหมาเชลฟ์ 7-Eleven จนเกลี้ยง
  3. Brand Image: แคมเปญนี้ช่วยรีเฟรชภาพลักษณ์ของสิงห์ เลมอนโซดา ให้ดู Gen Z แสบซ่า และเข้าสู่ไลฟ์สไตล์ของชาว Gen Z ได้อย่างดีครับ
การตลาด สิงห์ เลมอนโซดา

เพื่อน ๆ คิดยังไงครับ? ระหว่างการออกรสชาติใหม่ตามเทรนด์ผลไม้ฮิต ๆ กับการคอลแลปส์ดึงคาแรกเตอร์จากซีรีส์ดังมาทำเป็นรสชาติลิมิเต็ดแบบนี้ กลยุทธ์ไหนที่จะดึงดูดให้เพื่อน ๆ อยากหยิบเงินซื้อมาลองชิมมากกว่ากัน? ลองคอมเมนต์มาแชร์มุมมองกันได้นะครับ!

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *