การตลาด Levi’s บุกตลาดแฟชั่นลูกหนัง ประกาศจับมือ 4 ชาติ ผสาน “แฟชั่น” เข้ากับ “กีฬา” รับกระแสฟุตบอลโลก

อีกไม่กี่เดือนก็ใกล้จะถึงฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก กันแล้วนะครับ และแน่นอนว่าถ้าพูดถึงกีฬาฟุตบอล ภาพจำแรกที่ทุกคนนึกถึงคงเป็นเสื้อบอล หรืออุปกรณ์กีฬาจากหลากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Nike, Adidas หรือ Puma ใช่มั้ยครับ

แต่ในตลาดสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งรอบนี้ กลับมีผู้เล่นหน้าใหม่เพิ่มเข้ามา เมื่อแบรนด์เสื้อผ้าเดนิมสไตล์อเมริกันคลาสสิกอย่าง Levi’s จริง ๆ แล้วที่ผ่านมา Levi’s เคยเข้าไปมีส่วนร่วมกับวงการกีฬามาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์สปอร์ตอย่าง McLaren Racing หรืออเมริกันฟุตบอลผ่านแคมเปญ Home Turf ช่วง Super Bowl แต่รอบนี้ถือเป็นการคัมแบ็กครั้งใหญ่ที่น่าจับตามอง เพราะพวกเขาประกาศลุยตลาดลูกหนังอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัวเซ็นสัญญากับ 4 สหพันธ์ฟุตบอลทีมชาติ ได้แก่ เม็กซิโก, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และฝรั่งเศส

การตลาด Levi’s

แต่รอบนี้พวกเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นแบรนด์กีฬาที่ต้องไปผลิตเสื้อแข่งแข่งกับใครครับ แต่พวกเขาวาง Positioning ตัวเองให้เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ผสานเข้ากับวัฒนธรรมอย่างแยกไม่ออก การกลับมาลุยตลาดกีฬาโดยพุ่งเป้าไปที่ฟุตบอลครั้งนี้ มีกลยุทธ์การตลาดอะไรที่น่าสนใจซ่อนอยู่บ้าง วันนี้การตลาดวันละตอนจะพาไปถอดรหัสผ่านบทความ การตลาด Levi’s บุกตลาดแฟชั่นลูกหนัง ประกาศจับมือ 4 ชาติ ผสาน “แฟชั่น” เข้ากับ “กีฬา” รับกระแสฟุตบอลโลก

Levi’s พวกเขาไม่ได้อยากหยุดอยู่แค่การเป็นแบรนด์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่คนใส่เดินห้างทั่วไปครับ แต่นี่คือกลยุทธ์การขยายตลาด เพื่อกระโดดเข้าสู่ตลาดฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาที่มีฐานแฟนคลับที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ การที่แบรนด์เลือกจับมือกับ 4 ชาติมหาอำนาจที่มีอิทธิพลสูงสุดในโลกฟุตบอล (เม็กซิโก, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และฝรั่งเศส) คือการวางแผนเพื่อขยายสเกลธุรกิจระดับโกลบอล เจาะไปที่กลุ่มแฟนบอลครับ

การตลาด Levi’s
Source : S&P Global

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือการอ่าน Timing ครับ Levi’s อาศัยโมเมนต์สำคัญที่คนทั้งโลกกำลังจะจับตามองอย่าง “ฟุตบอลโลก 2026” มาดึงดูดกระแสจากแฟนบอลทั่วโลก ให้หันมามองแบรนด์ในมุมใหม่ เป็นการใช้กระแสฟีเวอร์ระดับโลกมาเป็นแรงส่ง เพื่อเปลี่ยนความคลั่งไคล้ในเกมกีฬา ให้กลายมาเป็นฐานลูกค้าใหม่ของแบรนด์ครับ

Levi’s เลือกที่จะวาง Positioning ของตัวเองในตลาดกีฬาใหม่ ด้วยการประกาศจุดยืนบน จุดตัดของกีฬา สไตล์ และวัฒนธรรม แบรนด์มองเห็น Insight สำคัญว่า แฟนกีฬายุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ใส่เสื้อทีมเพื่อเชียร์บอลอย่างเดียว แต่พวกเขาใช้แฟชั่นในการแสดงออกถึงตัวตนทั้งในชีวิตประจำวันและในการเชียร์กีฬา

การตลาด Levi’s

Levi’s จึงเปลี่ยนบทบาทของตัวเอง จากที่ในอดีตเคยทำชุดให้นักกีฬาใส่ลงสนาม มาเป็นผู้สร้างสรรค์แฟชั่นสำหรับแฟนฟุตบอล โดยนำเสนอมุมมองผ่านผ้าเดนิมอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มองว่า กีฬา แฟชั่น และวัฒนธรรม คือเรื่องที่สามารถผสานรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ครับ

สำหรับผมกลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อสำคัญของการทำธุรกิจเลยครับว่า ถ้าตลาดเดิมมันแข่งยาก ก็สร้างตลาดใหม่ที่คุณเป็นผู้นำขึ้นมาเอง การที่ Levi’s ไม่ลงไปเล่นในตลาด Performance สปอร์ตแวร์ แต่เปลี่ยนมาเล่นในสนาม Lifestyle สตรีทแวร์ ถือเป็นการ Blue Ocean Strategy ที่ดึงจุดแข็งที่สุดของแบรนด์มาใช้ โดยไม่ต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่ถนัดเลยครับ

ภาพจำของการหยิบเสื้อบอลออกไปเดินห้าง แวะคาเฟ่ หรือไปเดต มักจะถูกมองด้วยสายตาเชิงลบอยู่เสมอครับ ผู้ชายหลายคนที่ใส่เสื้อฟุตบอลในชีวิตประจำวันมักจะโดนแซวว่าแต่งตัว “เชย” “ไม่รู้กาลเทศะ” หรือหนักสุดคือโดนมองว่านี่มัน “ชุดใส่นอน” ชัด ๆ ค่านิยมเหล่านี้ สร้างกำแพงให้ผู้ชายหลายคนเสียความมั่นใจไม่กล้าหยิบเสื้อทีมโปรดที่ตัวเองภูมิใจมาใส่ในพื้นที่สาธารณะ สุดท้ายก็ต้องยอมพับเสื้อตัวเก่งเก็บเข้าตู้ ไว้ใส่เฉพาะตอนลงไปเตะบอล หรือใส่นั่งเชียร์เงียบ ๆ อยู่หน้าจอทีวีที่บ้านเท่านั้น

และนี่แหละครับคือ Insight ที่ Levi’s เห็น แบรนด์จึงเลือกที่จะพุ่งเป้าไปตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแฟนบอล ด้วยเหตุนี้ Levi’s จึงนำเสนอคอลเล็กชันพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นไอเทมคลาสสิกอย่าง เสื้อแจ็กเก็ตทรง Trucker, กางเกงขาสั้นทรง Baggy ไปจนถึงผ้า Bandana โดยตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้การแสดงความเป็นตัวเองผ่านทีมที่เชียร์ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไปครับ

การตลาด Levi’s

กลยุทธ์นี้ไม่ใช่แค่การขายเสื้อผ้า แต่มันคือการขายความกล้าที่จะแสดงออก แบรนด์ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเดนิมให้กลายเป็น Canvas ที่เปิดโอกาสให้แฟนบอลสามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์ เพื่อแสดงความหลงใหลในเกมกีฬาได้อย่างมีสไตล์และเป็น ตัวเอง โดยไม่ต้องโดนตีกรอบให้อยู่แค่กับการใส่เสื้อฟุตบอลแบบเดิม ๆ อีกต่อไปครับ

ท้ายที่สุดแล้วการตลาดคั้งนี้ของ Levi’s ทำให้เราให้เห็นภาพชัดเลยครับว่า แบรนด์ที่แข็งแกร่งไม่จำเป็นต้องกระโดดลงไปแข่งในตลาดที่ตัวเองไม่ถนัดเสมอไป แต่ความฉลาดคือการรู้จักดึงเอาจุดแข็ง หรือ DNA ของตัวเอง มาผสานเข้ากับ Insight ของผู้บริโภค เพื่อสร้าง Blue Ocean ที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าตลาด

การเปลี่ยนเสื้อผ้าเดนิมให้เป็นแฟชั่นไอเทมสำหรับแฟนบอล ไม่เพียงแต่เป็นการขยายฐานลูกค้าเข้าสู่คอมมูนิตี้ที่ทรงพลังที่สุดในโลกอย่างวงการฟุตบอล แต่ยังเป็นการลบ Pain Point เดิม ๆ ที่เคยกักขังความมั่นใจของแฟนกีฬา ให้พวกเขากล้าที่จะหยิบเสื้อทีมโปรดออกมามิกซ์แอนด์แมตช์ในชีวิตประจำวันได้อย่างภาคภูมิใจ

มูฟเมนต์นี้จึงเป็น Case Study ที่ชี้ให้เห็นว่า การทำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งในยุคนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเอาโลโก้แบรนด์ไปแปะบนเสื้อแข่ง หรือทุ่มเงินสปอนเซอร์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปครับ แต่คือการพาแบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้แสดงออกถึงตัวตนและแพสชันของพวกเขาอย่างมั่นใจครับ

แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ มองกลยุทธ์ของ Levi’s ในครั้งนี้ยังไงบ้าง? คิดว่าในอนาคตจะมีแบรนด์ไลฟ์สไตล์ไหนที่น่าจะกระโดดมาร่วมวงสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งแบบนี้อีก ลองคอมเมนต์มาแชร์มุมมองและพูดคุยกันได้เลยครับ

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *