ถอดรหัส asap Transformation จากผู้ให้บริการรถเช่าสู่ Mobility Ecosystem ที่ครอบคลุมทุก Touchpoint ของผู้บริโภค

ทุกคนรู้จัก asap ในฐานะอะไรกันครับ? หลายคนก็คงจะตอบว่า “ผู้ให้บริการรถเช่า” ใช่ไหมครับ เพราะนั่นคือภาพจำที่ asap สร้างมาตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่วันนี้ 74% ของรายได้รวมของ asap ไม่ได้มาจากธุรกิจรถเช่าแล้วครับ โดยรายได้รวมของ asap ในปี 2025 ก็สูงถึง 8,648 ล้านบาท และยังตั้งเป้าที่จะทะลุ 10,000 ล้านบาท ให้ได้ภายในปีนี้อีกด้วย

นี่คือสัญญาณของการ Transformation หรือการพลิกโฉมครั้งสำคัญที่สุดของ บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) ในรอบกว่า 20 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ที่ชื่อว่า Disciplined Growth. Smarter Mobility. EV-Ready. ซึ่งจะพาธุรกิจก้าวข้ามจากการเป็นแค่ผู้ให้บริการรถเช่า สู่การเป็นผู้นำธุรกิจยานยนต์และนวัตกรรมการเคลื่อนที่ครบวงจร หรือที่เรียกว่า Mobility Ecosystem ครับ

วันนี้ผมเลยอยากจะพาทุกคนไปถอดรหัสกันครับว่า asap เขามีวิธีการ Transform องค์กรอย่างไร ใช้กลยุทธ์ Multi-Brand Portfolio บริหารจัดการยังไงให้ครอบคลุมได้ทุกตลาด และที่สำคัญที่สุดคือมีบทเรียนอะไรบ้างที่นักการตลาดอย่างเราสามารถหยิบเอาไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตัวเองได้ ถ้าพร้อมแล้วเรามาเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จนี้ไปพร้อม ๆ กันเลยครับ

รถเช่าที่ไม่ใช่แค่รถเช่า กับการพลิกโฉมครั้งใหญ่ของ asap ในรอบ 20 ปี

ต้องบอกว่า asap คือชื่อที่คนไทยคุ้นเคยกันดีในฐานะผู้ให้บริการรถเช่าที่อยู่คู่ตลาดมานานนับสิบปี แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ได้เริ่มขยับตัวเองออกจากกรอบเดิม ๆ จนวันนี้กลายเป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่ที่เห็นผลลัพธ์สะท้อนออกมาในตัวเลขอย่างชัดเจนเลยครับ

เพราะจากสัดส่วนรายได้ Revenue Mix ล่าสุดของบริษัท จะเห็นการกระจายตัวแบบนี้ครับ: ธุรกิจใหม่ 74%, รถเช่า Rental 15%, รถมือสอง Used Car 9%, ประกันภัย 1% และอื่น ๆ อีก 1% สิ่งนี้สะท้อนว่ายุทธศาสตร์การปรับองค์กรได้กลายเป็นโครงสร้างรายได้จริงไปแล้วนั่นเอง

นอกจากนี้ asap ยังตั้งเป้ารายได้รวมของทั้งกลุ่มให้เติบโตมากกว่า 70% ในปี 2569 และมีเป้าหมายระยะยาวในอีก 3 ปีข้างหน้าว่ารายได้รวมจะต้องแตะ 20,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 เท่าจากปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า asap เลือกที่จะไม่เติบโตจากแค่ขนาดของธุรกิจเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เลือกที่จะสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงทุกบริการเข้าด้วยกันแทนครับ

Ecosystem Thinking เมื่อทุก Touchpoint คือ Opportunity ไม่ใช่ End Point

“ทุกการเช่ารถ คือโอกาสของธุรกิจประกันภัย ทุกการคืนรถ คือโอกาสของธุรกิจรถมือสอง และทุกการทดลองใช้รถยนต์ไฟฟ้า คือโอกาสของยอดขายในอนาคต”

นี่อาจจะเป็นประโยคที่ฟังดูเรียบง่าย แต่นี่แหละครับคือ Ecosystem Thinking เพราะ asap ไม่ได้มองว่ารถเช่าเป็นแค่ปลายทางของลูกค้า แต่มันได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Customer Journey ที่จะพาลูกค้าเข้าสู่ธุรกิจอื่น ๆ ในเครือต่อไปนั่นเอง

ลองคิดตามดูนะครับ นักการตลาดส่วนใหญ่เวลามอง Customer Journey เรามักจะคิดเป็นเส้นตรงแบบ Linear Funnel เช่น Awareness > Consideration > Purchase > Loyalty แล้วก็จบ แต่สิ่งที่ asap ทำคือการเปลี่ยน “ปลายทาง” ของ Funnel เก่า ให้กลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ของ Funnel ใหม่ทันที

ลูกค้าที่เช่ารถ asap วันนี้อาจจะกลายเป็นลูกค้าประกันภัยของ asap Protect ในวันพรุ่งนี้ และอาจจะกลายเป็นลูกค้าซื้อรถมือสองจาก Casap ในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือลูกค้าองค์กรที่เช่ารถ EV Fleet วันนี้ ก็อาจจะกลายเป็นลูกค้าที่ซื้อรถแบรนด์ Deepal หรือ AVATR ในอนาคต นี่คือพลังของการสร้าง Ecosystem ที่ทำให้ทุก ๆ Touchpoint สามารถสร้าง Lifetime Value ได้อย่างมหาศาลครับ

ถอดสูตร Multi-Brand Portfolio 6 แบรนด์ตอบโจทย์ทุก Touchpoint และครอบคลุมทุก Segment

อีกจุดที่น่าสนใจคือการบริหาร Multi-Brand Portfolio ของ asap ครับ ลองมาดูกันว่าตอนนี้ asap มีแบรนด์อะไรในเครือบ้าง และแต่ละแบรนด์ครอบคลุมกลุ่มลูกค้า Segment ไหน จะเห็นได้เลยว่านี่คือ Brand Ecosystem ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุก Touchpoint และไม่ให้เกิดการแย่งลูกค้ากันเองครับ

1. asap หัวเรือหลักที่มาพร้อมกลยุทธ์ Try Before Buy

asap ยังคงเป็น Core Business ของกลุ่มในฐานะผู้ให้บริการรถเช่าที่มี Fleet รถรวมกว่า 9,022 คัน (ข้อมูลปี 2568) ซึ่งแม้ส่วนใหญ่ 85% ยังเป็นรถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) แต่บทบาทใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือการทำตัวเป็น “Sandbox” ให้ลูกค้าได้ลองใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จริงก่อนซื้อ ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า EV Fleet Try Before Buy

โดยแบรนด์ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน EV Fleet ให้เป็น 30% ของรถใหม่ทั้งหมดในปี 2569 ซึ่งหมายความว่าลูกค้าองค์กรจะมีโอกาสเจอกับ EV มากขึ้น และเมื่อใช้แล้วประทับใจ ก็มีโอกาสที่จะตัดสินใจซื้อ EV จากแบรนด์ในเครือของ asap ต่อไป นี่คือการเปลี่ยน Pain Point ใหญ่ของคนซื้อ EV ที่ “ไม่กล้าซื้อเพราะไม่เคยใช้” ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้

asap ยังมีการนำระบบ AI Dynamic Pricing เข้ามาช่วยบริหารราคารถเช่าแบบเรียลไทม์ตามดีมานด์ในตลาด ช่วงเทศกาล และสภาพการแข่งขัน แถมยังจับมือเป็น Exclusive Co-Branding Partner กับ Trip.com (OTA ระดับโลก) ดันยอดวันจองรถ Booking Days โตขึ้นถึง 58% ในปี 2025 ไตรมาสที่ 4 

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาระบบ Self-serve booking ให้ลูกค้าสามารถนำรถเข้าศูนย์บริการโดยไม่ต้องผ่าน Call Center พร้อมเดินหน้าเจาะกลุ่มตลาด B2C ด้วยการขยายบริการรถเช่าพร้อมคนขับ (Driver as a Service) สู่จังหวัดระยอง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและลูกค้าองค์กรในพื้นที่ EEC พร้อมต่อยอดสู่ตลาดลูกค้ารายบุคคล เพื่อขยายฐานผู้ใช้บริการและตอบโจทย์ความต้องการด้านการเดินทางที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

2. EA1 ผู้แทนจำหน่าย CHANGAN ครอบคลุมทั้ง Mass และ Luxury

EA1 (บริษัท อีเทอนิตี้ แอทวัน จำกัด) รับหน้าที่บริหารธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ไฟฟ้าของกลุ่มผ่านการเป็นตัวแทนจำหน่าย EV จากแบรนด์ CHANGAN ของจีนถึง 4 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Mass ไปจนถึง Luxury ได้แก่ Deepal, Lumin, Nevo และ AVATR

โดยทาง EA1 ตั้งเป้ายอดขายรวมปี 2026 สูงถึง 14,500 คัน (โต 79%) ขยายโชว์รูมจาก 36 เป็น 60 แห่ง ครอบคลุม 60 จังหวัดทั่วประเทศ จุดแข็งสำคัญคือ CHANGAN ได้ลงทุนสร้างโรงงานมูลค่า 8,800 ล้านบาทในระยอง โดยเริ่มเดินสายการผลิตจริงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 กำลังการผลิตเฟสแรกอยู่ที่ 100,000 คันต่อปี และมีแผนขยายเฟส 2 เป็น 200,000 คันต่อปี ทำให้ EA1 มีแต้มต่อทั้งเรื่องของราคา ความเร็วในการส่งมอบ การเปิดตัวรุ่นใหม่ และความพร้อมของอะไหล่ที่ไม่ต้องรอนาน เมื่อเทียบกับแบรนด์ EV จีนรายอื่นที่ยังต้องนำเข้าอยู่ครับ

3. AVATR ลุยตลาด Luxury EV

แม้ว่า AVATR จะอยู่ภายใต้ EA1 แต่ก็ถูกวาง Positioning ให้เจาะตลาด Luxury EV โดยเฉพาะ ด้วยการมี Flagship Showroom ใหญ่ 2 แห่งที่บางนา (เปิดตั้งแต่ กันยายน 2024) และพระราม 6 (เปิดตั้งแต่ ตุลาคม 2025) รวมพื้นที่กว่า 6,200 ตารางเมตร พร้อม Service Bay ถึง 32 ช่อง และยังมี AVATR Café แห่งแรกและแห่งเดียวในไทย เพื่อสร้าง Brand Experience ที่ไม่ใช่แค่ห้องโชว์รูม โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,200 คันในปี 2026 พร้อมขยายโชว์รูมต่างจังหวัดเพิ่มอีก 4 แห่ง

4. Evante บุกเบิกตลาด Commercial EV ด้วยแบรนด์ MAXUS

Evante คือบริษัทในเครือที่ asap ถือหุ้น 51% ได้รับสิทธิ์จัดจำหน่าย MAXUS Commercial อย่างเป็นทางการบริษัทเดียวในไทย ความแข็งแกร่งของดีลนี้คือ MAXUS ไม่ใช่แบรนด์เล็ก ๆ แต่อยู่ในเครือ SAIC Motor ซึ่งติด Fortune Global 500 ถึง 21 ปีซ้อน มี Joint Venture กับทั้ง Volkswagen และ General Motors บริหารแบรนด์รวม 19 แบรนด์ใน 100 กว่าประเทศ และในปี 2568 ขายรถรวมกว่า 4.5 ล้านคันทั่วโลก

ตัวแบรนด์ MAXUS เองก็เป็นที่ไว้วางใจของลูกค้าระดับโลกอย่าง FedEx, IKEA, Walmart, TESCO, Australia Post และ DPD มาแล้ว โดยครองส่วนแบ่งตลาดรถตู้อันดับ 1 ในออสเตรเลีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งหมายความว่านี่คือรถที่ผ่านการพิสูจน์ใน Logistics Network ระดับโลกมาแล้ว ไม่ใช่ของใหม่ที่ยังไม่มีประวัติ

ที่น่าสนใจคือสภาพตลาดในไทยตอนนี้ ตลาดรถตู้เชิงพาณิชย์ในไทยมีขนาดกว่า 16,000 คันต่อปี ทั้งหมดยังเป็นรถเครื่องยนต์สันดาปทั้งสิ้น การมาของ MAXUS จึงทำให้ Evante กลายเป็น First Mover ใน Blue Ocean ทันที โดยเตรียมเปิดโชว์รูมแรกในไตรมาส 4 ปี 2569 และมีแผนขยายให้ครบ 12 Dealerships ทั่วประเทศภายในปี 2570 ครับ

5. Casap พลิกเกมมือสอง จาก Volume Game สู่ Margin over Volume

แบรนด์รถมือสองอย่าง Casap กำลังปรับโมเดลครั้งสำคัญ โดยลดสัดส่วนการขายผ่านลานประมูลอย่างต่อเนื่อง จาก 40% ในปี 2566 เหลือ 22% ในปี 2567, 12% ในปี 2568 และตั้งเป้าให้เหลือเพียง 9% ในปี 2569 นี่ไม่ใช่การปรับเล็กน้อย แต่คือการเลิกเล่นเกม Volume แล้วหันมาเน้นขายปลีกผ่านเครือข่ายในกลุ่มและช่องทางออนไลน์โดยตรงเพื่อเน้นกำไรต่อหน่วยที่สูงขึ้นแทน

นอกจากนี้ Casap ยังใช้กลยุทธ์ Residual Value Discipline ที่ประเมินมูลค่ารถมือสองอย่างแม่นยำตลอด 3-5 ปี เพื่อให้สามารถตั้งราคาที่ได้กำไรขั้นต้นสูงและขายได้จริง ข้อได้เปรียบของ Casap คือมีรถในสต็อกของตัวเองที่มีประวัติชัดเจน มาจาก Fleet รถเช่าของ asap ทั้งรถยนต์นั่งและรถเชิงพาณิชย์สำหรับ SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตลาดรถมือสองทั่วไปไม่ได้ใส่ใจนัก ทำให้ไม่ต้องไปเข้าสู่สงครามราคาในตลาดรถมือสองทั่วไปครับ

6. asap Protect ปิด Loop ด้วยธุรกิจประกันภัย

นี่คือแบรนด์ที่มาทำหน้าที่ Cross-sell ลูกค้าจากทุก Touchpoint ใน Ecosystem ให้กลายมาเป็นลูกค้าประกันภัยครับ พิสูจน์ได้จากตัวเลข 95% ของเบี้ยประกันที่ asap Protect เก็บได้มาจาก Ecosystem ภายในเครือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดีลเลอร์ Toyota at United ที่ส่งมอบรถใหม่กว่า 13,000 คันต่อปี, Fleet รถเช่า asap กว่า 9,000 คัน ที่ได้รับความคุ้มครอง 100%

หรือ กลุ่มลูกค้ารถ EV จากแบรนด์ Deepal และ AVATR ที่ถึงแม้ประกันปีแรกจะไม่ได้ซื้อผ่าน asap Protect แต่แบรนด์จะได้ Data ลูกค้าเหล่านี้เพื่อใช้ปิดดีลต่อประกันตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไป ทำให้มีฐานลูกค้ารออยู่ในมือแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องลงไปแข่งในตลาดประกันภัยทั่วไป

การเติบโตของ asap Protect จะมาจาก 4 เครื่องยนต์หลักคือ

  1. Retention การต่ออายุกรมธรรม์ของลูกค้าเดิม
  2. EV Renewals ที่ลูกค้า Deepal และ AVATR รุ่นแรกกำลังเข้าสู่ช่วงต่ออายุประกัน
  3. ช่องทางใหม่จาก Evante
  4. การขยายสู่ External Market หรือตลาดภายนอกเครือที่ยังเป็นโอกาสที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่

ทำไม asap ถึง Transform ได้สำเร็จ?

เหตุผลที่ทำให้การ Transformation ครั้งนี้ทรงพลังมาจาก “รากฐาน” ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานครับ ไม่ว่าจะเป็น 30 ปีในธุรกิจดีลเลอร์ 20 ปีในธุรกิจรถเช่า และ 9 ปีในตลาดหลักทรัพย์ ที่ทำให้บริษัทมีทั้งทรัพยากร เครือข่าย และวินัยในการบริหารระดับมืออาชีพ

สิ่งที่ทำให้เคสนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือ การที่องค์กรที่อยู่มานานสามารถปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง จนมีรายได้รวมสูงถึง 8,648 ล้านบาทในปี 2025 ในขณะหลายบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์กลับต้องเผชิญกับแรงต้านทั้งจากเศรษฐกิจชะลอตัวและการบุกตลาดของรถ EV จีน ตัวเลขนี้จึงสะท้อนว่า asap ไม่ใช่บริษัทเก่าที่ติดอยู่กับโมเดลเดิม แต่เป็นองค์กรที่ใช้รากฐานที่สะสมมานานเป็นตัวเร่งไม่ใช่ตัวฉุดรั้งครับ

asap ไม่ได้เลือกที่จะทิ้งธุรกิจเดิม แต่ใช้มันเป็น “ฐานกระสุน” และ “ฐานลูกค้า” เพื่อต่อยอดสร้างสิ่งใหม่ ธุรกิจรถเช่ายังคงเป็น Core ที่สร้างกระแสเงินสด แต่ถูกยกระดับด้วย AI Dynamic Pricing และ EV Fleet ส่วนธุรกิจดีลเลอร์ Toyota at United ที่ทำมา 30 ปี ก็กลายเป็น Supply Pipeline ให้ asap Protect ได้กระแสเบี้ยประกันต่อเนื่อง นี่คือศิลปะของการปรับตัวที่ชาญฉลาดมากครับ

สรุป 4 บทเรียนจาก asap ที่นักการตลาดต้องรู้

จาก asap Transformation ผมว่ามีบทเรียนสำคัญที่นักการตลาดอย่างเราเอาไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจตัวเองได้ ลองมาดูกันครับ

1. มอง Customer Journey เป็น Ecosystem ไม่ใช่ Linear Funnel: ลองสำรวจธุรกิจตัวเองดูครับว่าปลายทางของการขายสินค้านี้สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของความต้องการต่อไปได้หรือไม่ ถ้ายังไม่มีอะไรรองรับอาจเป็นโอกาสที่จะสร้างขึ้นมาเอง หรือ Partner กับธุรกิจที่เติมเต็มช่องว่างนั้นได้

2. ใช้ธุรกิจเดิมเป็น Conversion Funnel สู่ธุรกิจใหม่: เปลี่ยน ‘ประสบการณ์’ ให้เป็น ‘ยอดขาย’ ด้วยกลยุทธ์ Try Before Buy โดยใช้บริการรถเช่าเป็นด่านแรกให้ลูกค้าสัมผัสรถ EV จริง เมื่อลูกค้าพึงพอใจและพร้อมซื้อ ก็จะไหลเข้าสู่ Funnel ของตัวแทนจำหน่ายอย่าง Eternity at One และปิดท้ายด้วยการส่งต่อให้ asap Protect เข้ามาดูแลเบี้ยประกัน เป็นการใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าใน Ecosystem ให้เกิด Conversion แบบ Seamless ไร้รอยต่อ

3. Brand Portfolio ต้องชัด ห้าม Cannibalize กันเอง: การจัดวาง Positioning ของแบรนด์ต้องเคลียร์ Mass คือ Mass (Deepal, Lumin, Nevo), Luxury คือ Luxury (AVATR), Commercial คือ Commercial (MAXUS) เพื่อให้ทำการตลาดได้ตรงจุดและไม่แย่งยอดขายกันเอง เพราะถ้า Positioning ทับซ้อนกันลูกค้าจะสับสน และทีมการตลาดต้องทำงานหนักกว่าเดิมในการอธิบายความแตกต่าง

4. Margin over Volume คือเทรนด์ของธุรกิจยุคนี้: การพลิกโฉมของ Casap จาก Volume สู่ Margin โดยลดสัดส่วนการขายผ่านลานประมูลจาก 40% เหลือ 9% ในช่วง 3 ปี สะท้อนให้เห็นว่าในยุคที่ทุกตลาดเริ่มอิ่มตัวและการแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น การโฟกัสที่ “กำไรต่อหน่วย” อาจจะเป็นทางรอดที่ยั่งยืนกว่าการฝืนสู้ด้วย “ปริมาณ” เพราะการเพิ่ม Volume อีก 10% อาจต้องลงทุน Marketing เยอะมาก แต่การเพิ่ม Margin อีก 5% ทำได้จากการ Optimize สิ่งที่มีอยู่ครับ

สรุป ถอดรหัส asap Transformation จากผู้ให้บริการรถเช่าสู่ Mobility Ecosystem ที่ครอบคลุมทุก Touchpoint ของผู้บริโภค

สำหรับผม asap Transformation คือ Case Study ที่น่าศึกษาสำหรับนักการตลาดและนักธุรกิจไทยมากครับ เพราะมันไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจ แต่เป็นการเปลี่ยน DNA ทั้งหมดขององค์กร จากบริษัทรถเช่ากลายเป็นกลุ่มธุรกิจยานยนต์แห่งอนาคตที่มีทั้ง Mobility, EV, Insurance, Retail และ Commercial Transport อยู่ใน Ecosystem เดียวกัน

โดยที่ asap ไม่ได้ทิ้งธุรกิจเดิมแต่ใช้มันเป็นรากฐานสร้างธุรกิจใหม่ และทำให้ทุกธุรกิจในเครือเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างไร้รอยต่อ จนวันนี้ 74% ของรายได้รวมมาจากธุรกิจใหม่ และยังตั้งเป้าโต 70%+ ในปีนี้ พร้อมเป้าระยะยาว 20,000 ล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการออกแบบ Ecosystem และ Brand Portfolio ที่รัดกุมมาตั้งแต่ต้นครับ

แล้ววันนี้… ธุรกิจของคุณกำลังมองลูกค้าเป็นปลายทาง หรือจุดเริ่มต้นของ Journey ใหม่ครับ และถ้าวันนึงตลาดเปลี่ยนไป คุณมีแบรนด์หรือบริการในเครือที่พร้อมรับ Demand ใหม่นั้นได้ทันทีหรือยัง?

ในโลกที่ทุกธุรกิจกำลังถูก Disrupt และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วกว่าที่เคยเป็น องค์กรที่จะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่องค์กรที่มีสินค้าชิ้นเดียวที่ดีที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถสร้าง Ecosystem ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีที่สุดครับ

ถ้าอ่านถึงตรงนี้แล้ว ใครอยากลองเช่ารถกับทาง asap มาใช้งานไม่ว่าจะระยะสั้น หรือระยะยาว แบบที่ผมใช้งานอยู่ ก็สามารถเข้าไปเลือกรถที่ใช่ได้ที่ลิงก์นี้ครับ https://shortterm.asapcarrent.com

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *