ถอดแนวคิด NEXTOPIA เปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็น Brand Experience ผ่าน Sustainability Marketing

เวลาที่เราพูดถึงคำว่า “ความยั่งยืน” หรือ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ทุกคนอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวเราใช่ไหมคะ แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้ล้วนแฝงอยู่ในวิถีชีวิตของเราทุกคนเลยค่ะ ตั้งแต่อาหารที่เรากิน อากาศที่เราใช้หายใจ ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ อย่างผึ้ง ที่มีบทบาทสำคัญในการโอบอุ้มระบบอาหารและความสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งถ้าวันหนึ่งระบบนิเวศเหล่านี้เสียหาย ไลฟ์สไตล์ที่เราชอบก็คงจะหายไปด้วยเช่นกันค่ะ นี่จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับแบรนด์ในยุคนี้ที่ต้องทำให้ Sustainability Marketing ไม่ใช่แค่สิ่งที่ถูกพูดถึง แต่เป็นประสบการณ์ที่ผู้บริโภคมองเห็น และรู้สึกเชื่อมโยงได้ด้วยตัวเองค่ะ ซึ่งแนวคิดนี้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านงาน NEXTOPIA Biodiversity Week: Wild Wonders & Local Harvest

ที่พาเรื่อง Biodiversity ออกจากกรอบของประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ดูไกลตัว ทำให้เรื่องที่ดูจะเข้าใจยากกลายเป็นเรื่องที่คนเมืองเข้าถึงง่าย ผ่านอาหาร สุขภาพ และงานออกแบบ บทความนี้เบลล์จึงอยากชวนทุกคนมาแกะรอยกลยุทธ์เบื้องหลัง ที่ขับเคลื่อนความยั่งยืนให้กลายเป็น Core Brand Strategy ที่จับต้องได้จริงค่ะ

NEXTOPIA Biodiversity Week เปลี่ยนเรื่องความยั่งยืนให้เป็นประสบการณ์ใกล้ตัว

ก่อนอื่นเบลล์อยากพาทุกคนมาทำความรู้จักกับตัวเอกของเราในวันนี้กันก่อนค่ะ นั่นก็คือเทศกาล NEXTOPIA Biodiversity Week: Wild Wonders & Local Harvest ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นโดยกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผ่านพื้นที่ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ที่ถูกวางให้เป็นเมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต และเป็นพื้นที่ที่รวบรวมแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของผู้คนไว้ด้วยกันค่ะ ภายใต้แนวคิด Co-creating communities for a better world เพื่อร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

Sustainability Marketing

โดยงานนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาส International Day for Biodiversity หรือวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18-24 พฤษภาคม 2569 ค่ะ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ถึงความสำคัญในการฟื้นฟูธรรมชาติ การอนุรักษ์ระบบนิเวศ และการสร้างสมดุลคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในหลายมิติค่ะ โดยทางงานได้หยิบธีม Biodiversity ที่สุดแสนจะเป็นเรื่องไกลตัว มาพัฒนาเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้

ภายในงานจึงไม่ได้มีแค่นิทรรศการหรือเวทีให้ความรู้เท่านั้นค่ะ แต่ถูกออกแบบให้เป็น ‘Lifestyle Festival’ เทศกาลที่รวมกิจกรรมหลากหลายรูปแบบตลอดทั้งสัปดาห์ โดยทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 6 กิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ International Day for Biodiversity 2026, Superfood Festival, Zero Hour: CFNT Board Game Night, ECOTOPIA Biodiversity Week, Discover the Taste of Better Living และ No Bee, No Life ที่เบลล์กำลังจะพาทุกท่านไปแกะรอยกลยุทธ์การตลาดเบื้องหลังกันต่อว่า เขาเปลี่ยนเรื่องที่ดูไกลตัวให้กลายเป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้จริงได้อย่างไรบ้างค่ะ

International Day for Biodiversity 2026 ใช้ Thought Leadership สร้างบทบาทของแบรนด์ในประเด็นระดับโลก

ในยุคที่ผู้บริโภคอย่างเราให้ความสำคัญกับการลงมือทำมากกว่าคำประกาศจากแบรนด์ การสื่อสารว่าแบรนด์ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพออีกต่อไปค่ะ เพราะสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงได้จริง คือการได้เห็นว่าแบรนด์กำลังสร้างพื้นที่ บทสนทนา หรือการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นจริง

สยามพิวรรธน์จึงเลือกใช้แนวทาง Thought Leadership หรือการแสดงบทบาทผู้นำทางความคิด ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากลอย่าง UNDP BIOFIN เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ NEXTOPIA ให้เป็นศูนย์กลางความร่วมมือแบบ Local-to-Global Hub ที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนจากหลายภาคส่วน ได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความหลากหลายทางชีวภาพไปด้วยกันค่ะ

Sustainability Marketing
รูปภาพจาก: Siam Paragon

โดยแกนสำคัญของกิจกรรมนี้คือการพาผู้เข้าร่วมค่อย ๆ มองเห็นความเชื่อมโยงของ Biodiversity ในหลายระดับค่ะ ตั้งแต่ภาพใหญ่ระดับโลก ไปจนถึงชีวิตประจำวันที่เราเกี่ยวข้องอยู่จริง ผ่านเวทีสำคัญ 3 ช่วง ได้แก่ The Global Vision, The Collaboration: Local Roots & Heart of the Forest และ The BlueFrontier ซึ่งช่วยขยายให้เราเห็นค่ะว่าเรื่องของธรรมชาติและความเป็นอยู่ของมนุษย์ ต่างเกี่ยวข้องและส่งผลถึงกันในแบบที่ใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคิดค่ะ

เพื่อเชื่อมประเด็น Biodiversity เข้ากับชีวิตของคนเมืองมากขึ้น งานนี้ยังมีเวที Bangkok Urban Biodiversity ที่จัดขึ้นในวันที่ 23 พฤษภาคม ที่รวบรวมเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น Citizen Science, City Nature Challenge, Big Trees Project และอีกหลายเครือข่าย มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสีเขียวค่ะ สำหรับเบลล์เวทีนี้ช่วยทำให้เราเห็นค่ะว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้อยู่เฉพาะในผืนป่าหรือพื้นที่อนุรักษ์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเมืองที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันด้วยค่ะ

และนอกจากเวทีเสวนาแล้ว งานนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำใน Workshop: Crafting for the Planet ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศผ่านงานศิลปะ งานคราฟต์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเบลล์มองว่าเป็นกิจกรรมที่ทำให้เรื่องไกลตัวดูน่าสนุกและทำให้คนหันมาสนใจมากขึ้นอีกด้วยค่ะ พร้อมกิจกรรมนี้ยังปลูกฝังแนวคิดดี ๆ ที่ว่า “การเปลี่ยนโลก เริ่มต้นได้จากมือของเราเอง” ทำให้เรื่องการดูแลธรรมชาติไม่ใช่แค่สิ่งที่เราได้รับฟัง แต่เป็นสิ่งที่เราได้ลองสัมผัสและทำความเข้าใจด้วยตัวเองนั่นเองค่ะ

Superfood Festival ใช้ Lifestyle Marketing ทำให้ Sustainability เข้าใกล้ชีวิตประจำวัน

หนึ่งในวิธีที่ทำให้เรื่องความยั่งยืนไม่รู้สึกไกลตัว คือการพาเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคยและสัมผัสอยู่ทุกวันอย่าง “อาหาร” ค่ะ จากจุดนี้ Superfood Festival จึงทำหน้าที่เป็นกิจกรรมที่ดึง Sustainability ให้เข้ามาอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้คนมากขึ้น ผ่านการกิน การดูแลสุขภาพ และการเลือกวัตถุดิบอย่างใส่ใจค่ะ โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นจากความร่วมมือของ NEXTOPIA, กรมส่งเสริมการเกษตร และ Thailand Gastronomy Network ที่รวบรวมผู้ผลิตวัตถุดิบเพื่อสุขภาพ เกษตรกร และร้านอาหารคุณภาพมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อส่งต่อแนวคิดการบริโภคที่ดีต่อทั้งร่างกายและโลกค่ะ

Sustainability Marketing

โดยภายในงานมีผลิตภัณฑ์ Superfood จากทั่วประเทศ รวมถึง น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์จากผึ้ง เนื่องในโอกาส World Bee Day ซึ่งช่วยย้ำให้เราเห็นค่ะว่า “ผึ้ง” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตน้ำผึ้ง แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ และความมั่นคงทางอาหารของโลกอีกด้วยค่ะ และเมื่อพูดถึงระบบอาหารที่ยั่งยืนสิ่งสำคัญยังรวมถึงผู้คนที่อยู่เบื้องหลังการผลิตนี้ด้วยค่ะ งานนี้จึงมีการส่งต่อรายได้ส่วนหนึ่งกลับไปยังเกษตรกรและชุมชนผู้ผลิต เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ Superfood Festival ยังต่อยอดแนวคิดเรื่องการบริโภคอย่างใส่ใจผ่านเวิร์กชอปหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Cook, Dye, Rewear: A Superfood Sustainable Workshop โดยร้านสรรพรส x แพรี่พาย ที่ผสมผสานการทำอาหารจากวัตถุดิบธรรมชาติแบบไทย เข้ากับการนำเสื้อตัวเก่ามาสร้างสีสันใหม่ด้วยสีจากวัตถุดิบธรรมชาติ ทำให้เราเห็นค่ะว่าวัตถุดิบจากธรรมชาติไม่ได้อยู่แค่ในจานอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและการลดของเสียในชีวิตประจำวันได้ด้วยค่ะ

ต่อด้วย Yoga with Honey Wine โดย Thailand Gastronomy Network และ Fitness First ที่ออกแบบประสบการณ์ Wellness ให้เริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าคลาสโยคะ ผ่านการเติมพลังให้ร่างกายด้วย Superfood ท้องถิ่นและน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและระบบอาหารโดยตรงค่ะ ก่อนปิดท้ายด้วยการชิม Honey Wine สูตรพิเศษ ที่ต่อยอดจากเสน่ห์ของวัตถุดิบท้องถิ่นไทย ทำให้การดูแลตัวเองดูเป็นเรื่องที่น่าสนุกและได้ประสบการณ์แบบเต็มรูปแบบอีกด้วยค่ะ

Sustainability Marketing

และปิดท้ายด้วย 7 Day Reset System: Your Daily Reset Ritual โดย GreenGene ที่ชวนผู้เข้าร่วมเปิดประสบการณ์รีเซ็ตร่างกาย ผ่านการสาธิตเมนูสมูทตี้และซุปจากโปรแกรม 7 วัน พร้อมแนะนำคุณประโยชน์ของวัตถุดิบในแต่ละด้าน ที่สามารถนำไปปรับใช้เป็นกิจวัตรเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันได้จริงค่ะ

Zero Hour CFNT Board Game Night ใช้ Gamification ทำให้ Climate Strategy เข้าใจง่าย

บางครั้งเรื่อง Climate Strategy อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลจากชีวิตประจำวันของพวกเรา และคงสงสัยว่าทำไมเราต้องรู้เรื่องพวกนี้ด้วยใช่มั้ยคะ ซึ่งกิจกรรม Zero Hour: CFNT Board Game Night จาก Climate Finance Network Thailand หรือ CFNT เลือกทำให้ประเด็นนี้ให้เข้าถึงง่ายขึ้นผ่าน “บอร์ดเกม” อย่าง Climate Conquest ค่ะ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้เข้าร่วมจำลองสถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศผ่านการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ทั้งเรื่องการลดคาร์บอน การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความคาดหวังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนระยะสั้นกับการอยู่รอดในระยะยาว

กิจกรรมนี้จึงใช้ Gamification เปลี่ยนเรื่องที่ซับซ้อนให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมได้ลองคิด และรับมือกับผลลัพธ์จากการตัดสินใจของตัวเอง สำหรับเบลล์มองว่ากิจกรรมนี้ช่วยทำให้เรื่อง Climate Strategy เข้าใกล้ผู้คนมากขึ้น และทำให้เราเข้าใจมากขึ้นด้วยค่ะว่าการดูแลโลกต้องอาศัยการตัดสินใจที่รอบคอบ สมดุล และมองผลกระทบในระยะยาวด้วยค่ะ

ECOTOPIA Biodiversity Week ใช้ Circular Economy และ Inclusive Branding สร้างคุณค่าหลายมิติ

ขยะทะเลเป็นหนึ่งในปัญหาที่กระทบต่อระบบนิเวศและชีวิตของสัตว์ทะเลหายากโดยตรงค่ะ ซึ่ง ECOTOPIA ได้หยิบประเด็นนี้มาเล่าให้จับต้องได้ผ่านกิจกรรมที่ทำให้เราเห็นค่ะว่า ของที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย ยังสามารถถูกออกแบบใหม่ให้กลับมามีคุณค่าได้อีกครั้งค่ะ เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองให้แก่วันเต่าโลก ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้รับพวงกุญแจสัตว์ทะเล จาก Precious Plastic ดีไซน์พิเศษที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลจากท้องทะเล ที่แสดงให้เราเห็นตัวอย่างจริงค่ะว่า วัสดุที่เคยเป็นปัญหาสามารถถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ที่มีความหมาย และพาให้เรากลับไปคิดถึงชีวิตใต้ทะเลที่ได้รับผลกระทบจากขยะเหล่านี้ด้วยค่ะ

Sustainability Marketing

และยังไม่พอนะคะ งานนี้ยังต่อยอดไปสู่การสร้างคุณค่าและโอกาสทางสังคมผ่านเวิร์กชอปกับ V CRAFT ที่ชวนผู้เข้าร่วมถักพวงกุญแจหมีจากเชือกมาคราเม่และฝาขวดพลาสติกรีไซเคิล โดย V CRAFT เป็นแบรนด์ที่มุ่งสร้างรายได้และโอกาสให้กับผู้พิการทางสายตาผ่านงานฝีมือ ทำให้กิจกรรมนี้ยังเชื่อมโยงกับ Inclusive Branding หรือการสร้างแบรนด์ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนหลากหลายกลุ่มได้มีส่วนร่วมและได้รับคุณค่าร่วมกันอย่างเท่าเทียมอีกด้วยค่ะ

No Bee, No Life ใช้ Sensory Storytelling ทำให้ Biodiversity มีชีวิต

บางครั้งสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างผึ้ง อาจถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับเราแค่น้ำผึ้งในอาหารหรือเครื่องดื่มที่เรากินอยู่เท่านั้นใช่มั้ยคะ แต่ความจริงแล้วผึ้งมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าที่หลายคนคิดค่ะ กิจกรรม No Bee, No Life จึงได้เปลี่ยนพื้นที่ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ให้กลายเป็น สวนพฤกษศาสตร์ผึ้งพื้นเมือง ที่จัดขึ้นโดย Somdul Bee Sanctuary เพื่อชวนให้เราไปรู้จักโลกของผึ้งในมุมที่ลึกขึ้น ที่ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ผลิตน้ำผึ้ง แต่ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ช่วยสร้างและรักษาสมดุลของธรรมชาติค่ะ

Sustainability Marketing

จุดเด่นของกิจกรรมนี้คือการใช้ Sensory Storytelling หรือการเล่าเรื่องผ่านประสาทสัมผัสค่ะ เพราะนิทรรศการนี้ถูกออกแบบให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้ผ่านการมองเห็น ได้ยิน ดมกลิ่น ลิ้มรส และสัมผัส พร้อมโซนจัดแสดงผึ้งหลวงของจริงและรังผึ้งหลากหลายรูปแบบ ที่ทำให้เราเห็นความมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรมจากธรรมชาติอย่างใกล้ชิด พร้อมความ
สัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสิ่งมีชีวิตกับระบบนิเวศ

สรุป ถอดแนวคิด NEXTOPIA เปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็น Brand Experience ผ่าน Sustainability Marketing

บทเรียนสำคัญจากงาน NEXTOPIA Biodiversity Week ทำให้เราเห็นค่ะว่า Sustainability จะสื่อสารได้ทรงพลังมากขึ้น เมื่อแบรนด์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้บอกเล่า แต่ขยับบทบาทมาเป็น “ผู้สร้างประสบการณ์” ที่ทำให้ประเด็นระดับโลกกลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้และมีส่วนร่วมได้จริงค่ะ เพราะสุดท้ายแล้ว Brand Experience ที่ดี ไม่ได้ทำให้คนจดจำแบรนด์ได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้ผู้คนรู้สึกว่าแบรนด์มีความหมาย และเชื่อมโยงกับชีวิตของพวกเขามากขึ้นค่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *