การตลาด Happitat ใช้ Experiential Marketing เปลี่ยน “ความสุข” ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่คนเมืองสัมผัสได้

เคยรู้สึกไหมคะว่าเดี๋ยวนี้การออกไปเดินห้างหรือหาที่เที่ยวสักที่ มันเริ่มจะน่าเบื่อขึ้นทุกวัน เพราะทุกที่ก็ดูคล้ายกันไปหมด นี่อาจเป็นเพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ที่นิยามของพื้นที่ไลฟ์สไตล์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเป็นสถานที่พักผ่อนเท่านั้นแล้วค่ะ เพราะผู้คนเริ่มมองหา “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” ที่สามารถหลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ปัจจุบัน การตลาด ของพื้นที่ไลฟ์สไตล์หลายแห่งจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความผูกพันทางอารมณ์และการมอบความคุ้มค่าด้านเวลาให้กับผู้ใช้บริการ เพื่อเปลี่ยนให้สถานที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้คนอย่างแท้จริงค่ะ และหนึ่งในการเคลื่อนไหวของ Happitat อาณาจักรความสุขแห่งใหม่ย่านบางนา

ที่เลือกใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่านกิจกรรม “The Field Society” ที่นอกจากจะเน้นความกลมกลืนระหว่างมนุษย์และผืนป่าใจกลางเมืองแล้ว ยังเป็นการวางรากฐานคอมมูนิตี้ให้แข็งแกร่งและสร้างภาพจำที่ชัดเจน ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ค่ะ นี่จึงไม่ใช่เพียงการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาทดลองสัมผัส แต่เป็นการค่อย ๆ สร้างความหมายให้ Happitat ในฐานะ Destination ที่ต้องการให้ผู้คนไม่ได้แค่เดินทางมาเยือน แต่รู้สึกอยากใช้เวลาและสร้างความทรงจำร่วมกับพื้นที่แห่งนี้ค่ะ

Happitat พื้นที่ที่อยากทำให้ความสุขอยู่ใกล้เรามากขึ้น

ลองนึกดูนะคะว่าในชีวิตประจำวันของคนเมือง เรามักจะมีที่ให้ไปเยอะมากทั้งห้าง คาเฟ่ ร้านอาหาร หรืออีเวนต์ต่าง ๆ แต่หลายครั้งเราอาจไม่ได้ต้องการแค่ที่ไปเพิ่มอีกหนึ่งที่ เราอาจกำลังมองหาพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกว่าวันนี้ได้พักผ่อนจริง ๆ ได้ใช้เวลากับคนสำคัญ หรือได้อยู่กับตัวเองในจังหวะที่ไม่ต้องรีบเหมือนทุกวัน

การตลาด Happitat

Happitat คือ Destination แห่งใหม่ย่านบางนา ที่พยายามตอบโจทย์ความรู้สึกแบบนั้นค่ะ ที่ไม่ได้อยากให้สถานที่แห่งนี้เป็นแค่ที่ให้เรามาเดินเล่น กินข้าว หรือชอปปิ้งในวันหยุดเหมือนห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่กำลังชวนให้คนเมืองนั้นได้หันกลับมาใช้เวลากับความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวันมากขึ้นค่ะ เบลล์มองว่าน่าสนใจมากเลยนะคะที่ Happitat ไม่ได้เล่าความสุขให้ดูเป็นเรื่องใหญ่หรือไกลตัว แต่พยายามทำให้ความสุขกลายเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้จริง ผ่านบรรยากาศของพื้นที่ที่มีทั้งธรรมชาติ ร้านค้า ร้านอาหาร กิจกรรม และมุมให้ผู้คนได้มาใช้เวลาร่วมกัน ไม่ว่าจะมากับครอบครัว เพื่อน คนรัก หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงคู่ใจนั่นเองค่ะ

เพราะในชีวิตประจำวันของคนเมือง เราเจอทั้งความเร่งรีบ การเดินทางที่ใช้พลัง งานที่ต้องรับผิดชอบ และสิ่งรอบตัวที่ดึงความสนใจอยู่ตลอดเวลา จนหลายครั้งร่างกายอาจยังไหวแต่ใจเริ่มอยากมีพื้นที่ให้ได้พักบ้าง เบลล์มองว่าที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากออกมาใช้เวลาพักผ่อน เติมพลัง และปล่อยให้ตัวเองได้อยู่กับบรรยากาศดี ๆ โดยไม่ต้องรีบเหมือนทุกวันค่ะ และสิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้ คือการออกแบบประสบการณ์ของ Happitat ที่ชวนให้คนไม่ได้แค่เดินเข้ามา แต่ค่อย ๆ รู้สึกกับพื้นที่แห่งนี้มากขึ้น ซึ่งเบลล์จะพาไปดูค่ะว่าเขาใช้วิธีคิดแบบไหนในการสร้างความรู้สึกนั้นให้เกิดขึ้นจริงค่ะ

The Field Society ความสุข 3 ชั้น
ที่ Happitat อยากให้คนเมืองได้สัมผัส

ถ้ามอง The Field Society ให้ลึกกว่าแค่งานปิกนิกกลางธรรมชาติ เบลล์ว่านี่คือการพยายามเล่า “ความสุข” ออกมาเป็นประสบการณ์หลายชั้นมากกว่าค่ะ เพราะ Happitat ไม่ได้ชวนคนมาแค่เดินตลาด หรือมานั่งเล่นในพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ค่อย ๆ พาเราเข้าไปสัมผัสความสุขในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ความสุขที่เรียบง่ายจากธรรมชาติ ความสุขจากการใช้เวลากับคนรอบตัว ไปจนถึงความสุขจากโลกจินตนาการที่ทำให้เราหลุดออกจากความวุ่นวายตรงหน้าได้ชั่วขณะ แต่ทั้งหมดนี้ล้วนไหลต่อกันมาเป็นประสบการณ์เดียวที่ทำให้ทุกคนมีความสุขนั่นเองค่ะ

ความสุขชั้นแรกของ The Field Society เริ่มต้นจากสิ่งที่เรียบง่ายมาก แต่กลับเป็นสิ่งที่คนเมืองหลายคนอาจโหยหาอยู่ลึก ๆ นั่นคือการได้กลับมาใกล้ธรรมชาติอีกครั้งค่ะ ในชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพเรามักอยู่กับถนนที่รถติดที่หันไปทางไหนก็มีแต่อาคารสูง และตารางเวลาที่วิ่งเร็วแทบตลอดวัน การได้นั่งลงบนผืนหญ้ามองเห็นต้นไม้รอบตัว หรือปล่อยให้ตัวเองอยู่กับบรรยากาศที่ไม่เร่งรีบ จึงกลายเป็นความสุขเล็ก ๆ ที่มีค่ามากกว่าที่คิดค่ะ

The Field Society เลือกเปิดประสบการณ์ด้วยภาพของเทศกาลปิกนิกบนผืนหญ้าท่ามกลางผืนป่า ผ่านกิจกรรม The Field Picnic ที่ชวนผู้คนมาปูเสื่อนั่งพัก และใช้เวลากับพื้นที่ธรรมชาติในจังหวะสบาย ๆ โดยมี Forest at The Forestias เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศสำคัญ ตรงนี้เบลล์มองว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียวค่ะ เพราะธรรมชาติในงานไม่ได้ถูกใช้เป็นแค่ฉากหลังให้ถ่ายรูปสวย ๆ แต่กลายเป็นหัวใจของประสบการณ์ทั้งหมด เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนค่อย ๆ ลดความเร็วของตัวเองลง จากที่เคยต้องใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ การมาที่นี่เหมือนได้เปลี่ยนมาอยู่อีกโลกนึง ที่เราสามารถนั่งสงบ ๆ ฟังเสียงรอบตัว หรือปล่อยให้วันนั้นค่อย ๆ ผ่านไปอย่างไม่ต้องเร่งรีบ

และนี่อาจเป็นภาพแรกของความสุขแบบ Happitat ที่อยากเล่าให้คนเมืองเข้าใจว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกิจกรรมใหญ่โตหรือการใช้จ่ายช็อปปิ้งเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการมีพื้นที่ให้เราได้นั่งลง พักผ่อนหายใจ และรู้สึกว่าเราได้กลับมาอยู่ใกล้ธรรมชาติอีกนิด แม้ยังอยู่ในเมืองก็ตามก็ค่ะ

2. Shared Moments ความสุขที่เกิดจากการได้ใช้เวลาด้วยกัน

เมื่อธรรมชาติเปิดพื้นที่ให้คนได้ผ่อนคลายแล้ว ความสุขชั้นถัดมาของ The Field Society คือการทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็นที่ที่ผู้คนได้ใช้เวลาร่วมกันจริง ๆ ค่ะ เพราะหลายครั้งความสุขอาจเกิดขึ้นจากการมีช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง The Field Society จึงไม่ได้ออกแบบให้คนมาแค่เดินดูงานแล้วกลับ แต่ชวนให้คนมาอยู่ในบรรยากาศนั้นนานขึ้น ผ่านกิจกรรมหลายแบบที่ค่อย ๆ เติมชีวิตให้พื้นที่ค่ะ

การตลาด Happitat

อย่าง Lifestyle Market ที่รวมร้านแฟชั่น เสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน รวมถึงร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 80 ร้านที่ครบจบในที่เดียว ช่วยสร้างจังหวะของการเดินเล่นแบบสบาย ๆ ให้คนได้หยุดดูของ ลองชิมอาหาร หรือใช้เวลาเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกว่าต้องรีบไปที่ไหนต่อค่ะ จากนั้นบรรยากาศก็ถูกเติมด้วยกิจกรรมที่ชวนให้คนมีส่วนร่วมมากขึ้น อย่าง Art & Lifestyle Workshop ทั้ง Face Painting จากคุณจี๊ป – ภาสินี คงเดชะกุล และเวิร์กช็อปงานคราฟต์จาก Craftfeteria ซึ่งทำให้ผู้คนได้ลงมือทำอะไรบางอย่าง หรืออาจได้ใช้เวลาร่วมกับคนข้าง ๆ ในแบบที่เรียบง่ายแต่น่าจดจำนั่นเองค่ะ

ขณะเดียวกันก็ยังมี Live Performance อย่าง Balloon Art, Juggling และ Magician ที่ช่วยเติมความสนุกให้กับคนทุกเจนเนอเรชัน รวมถึง Live Music ดนตรีฟังสบายที่ช่วยเต็มเติมพื้นที่แห่งความสุขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และทำให้พื้นที่ปิกนิกกลางธรรมชาติมีชีวิตชีวาโดยไม่ต้องเร่งเร้าเกินไปค่ะ

นอกจากนี้พื้นที่แห่งนี้ยังเปิดรับ Pet-friendly เพราะสำหรับคนยุคนี้ที่สัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัว การที่งานนี้เปิดให้พาสัตว์เลี้ยงคู่ใจมาใช้เวลาด้วยกันได้ จึงทำให้คำว่า “ความสุขที่เกิดจากการใช้เวลาด้วยกัน” กว้างขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ได้จำกัดแค่ครอบครัว เพื่อน หรือคนรัก แต่ยังรวมไปถึงเจ้าตัวเล็กสี่ขาที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอีกด้วยค่ะ

3. Fantasy Escape ความสุขจากการหลบเข้าไปในโลกจินตนาการ

หลังจากพาคนเข้าใกล้ธรรมชาติ และเปิดพื้นที่ให้ได้ใช้เวลาร่วมกันแล้ว The Field Society ยังเติมความสุขอีกชั้นหนึ่งที่ทำให้งานนี้มีเสน่ห์ต่างจากเทศกาลปิกนิกทั่วไปค่ะ นั่นคือการพาผู้คนหลบเข้าไปในโลกจินตนาการผ่าน Immersive Experience ที่จะชวนทุกคนหลบจากโลกภายนอก แล้วเดินทางเข้าไปในโลกแฟนตาซีเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใน Lumis Theater Hall ค่ะ

การตลาด Happitat

Fairy Circle ถูกเล่าออกมาเป็นโลกแฟนตาซีที่รายล้อมด้วยดอกไม้ เห็ด แสง สี และบรรยากาศเหมือนกำลังก้าวเข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์ เป็นประสบการณ์ที่เติมความฝัน ความตื่นตา และความรู้สึกแบบเด็ก ๆ กลับเข้ามาในวันของผู้คนอีกครั้งค่ะ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมวาดการ์ดเห็ดด้วยสีเรืองแสง ที่ชวนให้ผู้เข้าร่วมได้ปล่อยจินตนาการของตัวเองลงไปในประสบการณ์นั้นด้วย เหมือนเราไม่ได้เป็นเพียงคนดูโลกแฟนตาซีที่ถูกสร้างขึ้นมา แต่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม และทิ้งร่องรอยเล็ก ๆ ของตัวเองไว้ในโลกใบนั้นอีกด้วยค่ะ

เบลล์มองว่า Fairy Circle เป็นเหมือนชั้นสุดท้ายที่ทำให้ภาพของ The Field Society สมบูรณ์มากขึ้นค่ะ เพราะมันทำให้งานนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความผ่อนคลายหรือการใช้เวลาร่วมกันเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความรู้สึกสนุกตื่นตา และมีจินตนาการเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่ก็รู้สึกเหมือนได้กลับไปเล่นกับความฝันเล็ก ๆ ของตัวเอง ส่วนเด็ก ๆ ก็สามารถสนุกกับโลกที่ดูมหัศจรรย์ได้ในแบบของเขาค่ะ

สรุป การตลาด Happitat ใช้ Experiential Marketing เปลี่ยน “ความสุข” ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่คนเมืองสัมผัสได้

ทุกคนเห็นแล้วใช่มั้ยคะว่า The Field Society ได้เล่า Happitat ผ่านคำว่า “ความสุข” ในแบบที่หลากหลายหน้าตา ไม่ว่าจะเป็นบางครั้งที่เราได้นั่งอยู่ใกล้ธรรมชาติ การได้ใช้เวลากับคนสำคัญ หรือการที่เราได้หลบเข้าไปในโลกแฟนตาซีเล็ก ๆ ที่ทำให้วันธรรมดาหนึ่งวันรู้สึกพิเศษขึ้นมา สิ่งที่ Happitat กำลังพยายามสร้าง อาจไม่ใช่แค่พื้นที่ใหม่ให้คนเมืองมีอีกหนึ่งจุดหมายปลายทาง แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ความสุขกลับมาอยู่ใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น เป็นความสุขที่ไม่จำเป็นต้องรอวันหยุดยาว ไม่ต้องเดินทางไกล และไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเวลาพิเศษเสมอไป นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Destination ที่ทำให้เราเดินเข้าไปสัมผัสความสุขที่หาได้ทุกวันอีกครั้งค่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *