ถอดกลยุทธ์ ESSENTIA RAMA 2 เมื่อ D LAND GROUP ออกแบบบ้านให้ตอบโจทย์ Longevity Living

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง “บ้าน” กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนค่ะ จากเดิมที่ผู้คนมักมองหาบ้านโดยพิจารณาจากปัจจัยหลักอย่าง ทำเล ขนาดพื้นที่ หรือราคา แต่วันนี้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งที่ลึกไปกว่านั้น นั่นคือ คุณภาพชีวิตในระยะยาว หรือ Wellbeing เมื่อบ้านกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้เวลาอยู่มากขึ้น ทั้งการทำงาน การพักผ่อน และการใช้ชีวิตกับครอบครัว แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ระดับโลกอย่าง Longevity Living หรือการใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายเริ่มนำมาปรับใช้ รวมถึง ดี-แลนด์ กรุ๊ป (D Land Group) ที่กำลังพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยโดยให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาวมากขึ้น

เพื่อตอบรับแนวโน้มการอยู่อาศัยที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น ดี-แลนด์ กรุ๊ป จึงเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม ESSENTIA RAMA 2 มูลค่าโครงการรวมกว่า 2,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 43 ไร่ ในทำเลพระราม 2 ซึ่งกำลังถูกมองว่าเป็นหนึ่งใน Growth Corridor ใหม่ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก

D Land Longevity Living

สิ่งที่เบลล์มองว่าน่าสนใจคือ โครงการนี้ไม่ได้พยายามสื่อสารเพียงว่าเป็นบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่ยังพยายามวางตำแหน่งของโครงการผ่านแนวคิด “The Essence of Life บ้านที่คิดครบ เพื่อความสุขสบายใจ” ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของผู้พัฒนาที่ต้องการให้บ้านเป็นมากกว่าพื้นที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยส่งเสริม Holistic Wellbeing ในทุกมิติของชีวิต ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของโครงการที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัด คือการให้ความสำคัญกับธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว โดยมีการจัดสรรพื้นที่สีเขียวรวมกว่า 11 ไร่ หรือคิดเป็นประมาณ 52% ของพื้นที่โครงการ พร้อมต้นไม้ใหญ่กว่า 500 ต้น ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อนและการใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ

ขณะเดียวกัน โครงการยังนำแนวคิดการออกแบบเพื่อสุขภาพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัย เช่น การติดตั้ง ระบบ ERV (Energy Recovery Ventilator) ในทุกยูนิต ที่ช่วยกรองอากาศและลด PM2.5 ในมุมของเบลล์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ESSENTIA RAMA 2 ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงบ้านสำหรับอยู่อาศัย แต่กำลังพยายามสร้าง “สภาพแวดล้อมการใช้ชีวิต” ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

และหากลองมองโครงการนี้ในมุมของการตลาด จะพบว่ายังมีแนวคิดที่น่าสนใจซ่อนอยู่หลายประเด็นค่ะ ซึ่งเบลล์จะขอพาทุกคนมาลองถอด 3 กลยุทธ์การตลาดจาก ESSENTIA RAMA 2 ไปพร้อมกัน

ในอดีตการสื่อสารของโครงการบ้านเดี่ยวมักเน้นปัจจัยพื้นฐานอย่าง ทำเล ขนาดบ้าน และราคา เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อใช้ในการเปรียบเทียบระหว่างโครงการ และใช้ตัดสินใจว่าบ้านหลังไหนคุ้มค่าที่สุดสำหรับตัวเอง แต่ถ้าลองมองพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบว่าวิธีคิดเรื่องการเลือกบ้านเริ่มเปลี่ยนไปพอสมควรค่ะ

ข้อมูลจาก TerraBKK ชี้ให้เห็นว่า ผู้ซื้อบ้านเดี่ยวในปัจจุบันไม่ได้มองหาบ้านที่ตอบโจทย์แค่การอยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปค่ะ แต่เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า Wellbeing หรือคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากขึ้น หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับบ้านมากกว่าเดิมว่า “บ้านหลังนี้จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ดีขึ้นอย่างไร”

D Land Longevity Living

หลายครั้งเราจะเห็นได้ว่า โครงการบ้านจัดสรรจำนวนไม่น้อยมักนำเสนอจุดขายที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบบ้านที่ใหญ่ขึ้น ฟังก์ชันที่เพิ่มขึ้น หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดูครบครันใช่มั้ยคะ แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งเหล่านั้นอาจยัง ไม่ได้สะท้อน Pain Point ของการอยู่อาศัยจริง ๆ เพราะถ้ามองลึกลงไป การมีบ้านที่ดีไม่ได้หมายถึงแค่พื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ คุณภาพของการใช้ชีวิตในระยะยาวด้วย

ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ TerraBKK ที่พบว่า Wellness ในการอยู่อาศัย สามารถแบ่งออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่

  • Physical การออกแบบที่คำนึงถึง Universal Design เพื่อเสริมสุขภาพกาย
  • Mental การมีพื้นที่ส่วนตัวสำหรับพักผ่อนและรีชาร์จพลังใจ
  • Social สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน
  • Spiritual ความสงบจากธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ ESSENTIA RAMA 2 นำ Insight นี้มาใช้เป็นจุดตั้งต้นในการพัฒนาโครงการ ผ่านแนวคิด “The Essence of Life” ที่มุ่งให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสความสุขและ Wellness ที่ดีในทุกมิติของการใช้ชีวิตโดยแนวคิดดังกล่าวถูกแปลงออกมาเป็นองค์ประกอบการออกแบบ 4 ส่วน ได้แก่

  • The Essence of Serenity พื้นที่สีเขียวกว่า 11 ไร่
  • The Essence of Wellbeing พื้นที่สำหรับกิจกรรมและการออกกำลังกาย
  • The Essence of Relationships การออกแบบพื้นที่ให้เชื่อมต่อกันเพื่อเสริมความสัมพันธ์
  • The Essence of Privacy การเว้นระยะระหว่างบ้านเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว

ในมุมของเบลล์ วิธีคิดนี้สะท้อนว่าโครงการไม่ได้แข่งขันกันแค่ฟังก์ชันของบ้าน แต่กำลังพยายามสร้าง Positioning ใหม่ของบ้านเดี่ยวในฐานะพื้นที่ของ Wellbeing

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ ESSENTIA RAMA 2 แตกต่างจากโครงการบ้านเดี่ยวทั่วไป คือการใช้ Landscape Design เป็นแกนหลักของการออกแบบการใช้ชีวิตในโครงการ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาพัฒนาเป็นกรอบการออกแบบที่ชัดเจน ผ่านแนวคิด Landscape Design for Wellbeing โดยโครงการทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร. ต้นข้าว ปาณินท์ สถาปนิกจาก Research Studio Panin และได้วางกรอบการออกแบบเพื่อรองรับ Wellbeing ไว้ถึง 4 มิติ ได้แก่

  • Thainess Redefined การออกแบบบ้านที่เหมาะกับภูมิอากาศร้อนชื้นของไทย พร้อมพื้นที่ส่วนตัวขนาดใหญ่สำหรับกิจกรรมครอบครัว
  • Spatial Adequateness การจัดผังบ้านให้เหมาะกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
  • Family Relationship การออกแบบพื้นที่ภายในบ้านให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว พร้อมมุมส่วนตัวเมื่อจำเป็น
  • Community Relationship การออกแบบผังโครงการให้บ้านเว้นระยะจากกันและหันทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศชุมชนที่อบอุ่นโดยไม่รบกวนความเป็นส่วนตัว
D Land Longevity Living

ในมุมของเบลล์ วิธีคิดนี้สะท้อนว่าโครงการไม่ได้ออกแบบแค่ตัวบ้าน แต่กำลังออกแบบ “ระบบการใช้ชีวิตของคนในโครงการ” ให้ธรรมชาติ ความสัมพันธ์ และความเป็นส่วนตัวอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล หนึ่งในดีไซน์ที่น่าสนใจคือ สวนหลังบ้านกว้าง 4 เมตร ที่เชื่อมต่อไปยังพื้นที่สีเขียวส่วนกลางของโครงการ พร้อมเส้นทางเดินที่เรียกว่า Whisper Walk ซึ่งเป็นทางเดินด้านหลังบ้านที่เชื่อมต่อไปยัง Main Park โดยไม่ต้องผ่านถนนหลักของโครงการ

ขณะเดียวกัน โครงการยังเลือกออกแบบ หลังบ้านแบบไม่ใช้กำแพงร่วมกับเพื่อนบ้าน แต่ใช้พื้นที่ชานพักนั่งเล่นริมรั้วแทน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับพื้นที่ส่วนกลาง โครงการยังจัดสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • Aqua Lounge คลับเฮาส์วิวทะเลสาบ พร้อมฟิตเนสและพื้นที่จัดอีเวนต์
  • Signature Lakeside Pool สระว่ายน้ำยาว 25 เมตรวิวทะเลสาบ
  • Rhythm Lane ลู่วิ่งจ็อกกิ้งผิวแอสฟัลต์ลดแรงกระแทกระยะทาง 1.5 กิโลเมตร
  • Green Lounge พื้นที่สีเขียวกว่า 11 ไร่ พร้อมต้นไม้ใหญ่กว่า 500 ต้น
  • Kids Park สนามเด็กเล่นสำหรับครอบครัว
  • Visitor Parking ที่แยกพื้นที่จอดรถสำหรับแขกออกจากโซนบ้าน

ทั้งหมดนี้ทำให้ Landscape ของโครงการไม่ได้ทำหน้าที่แค่เพิ่มความสวยงาม แต่กลายเป็น โครงสร้างของประสบการณ์การอยู่อาศัย ที่ช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาพ ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

ในอีกมุมหนึ่ง ESSENTIA RAMA 2 ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านที่คำนึงถึงสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ผ่านแนวคิด Health-Centric Living Design ซึ่งสะท้อนการมองการอยู่อาศัยในมิติที่ยาวกว่าการใช้งานในปัจจุบัน แต่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

ที่ผ่านมา บ้านระดับพรีเมียมจำนวนมากมักสร้างความแตกต่างผ่านขนาดพื้นที่ใช้สอย ดีไซน์ที่โดดเด่น หรือสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการเป็นหลัก แต่ ESSENTIA RAMA 2 พยายามขยับแนวคิดไปอีกขั้น ด้วยการผสาน เทคโนโลยีและการออกแบบที่ช่วยยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยในชีวิตประจำวัน

D Land Longevity Living

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการติดตั้ง ระบบ ERV (Energy Recovery Ventilator) ในทุกยูนิต ซึ่งช่วยแลกเปลี่ยนอากาศระหว่างภายในและภายนอกบ้านอย่างต่อเนื่อง พร้อมกรองฝุ่น PM2.5 ลดระดับ CO₂ กลิ่นอับ และความชื้น ภายในบ้าน ทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถรักษาคุณภาพอากาศที่ดีภายในบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าต่างระบายอากาศ

ในมุมของเบลล์ สิ่งที่น่าสนใจคือการใส่เทคโนโลยีลักษณะนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันของโครงการบ้านเดี่ยวในปัจจุบันเริ่มขยับไปไกลกว่าการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยหรือฟังก์ชันภายในบ้าน แต่เป็นการสร้างความแตกต่างผ่าน “คุณภาพของสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคอาจมองไม่เห็นทันที แต่สามารถสัมผัสได้จากการใช้ชีวิตในทุกวัน

สรุป ถอดกลยุทธ์ ESSENTIA RAMA 2 เมื่อ D LAND GROUP ออกแบบบ้านให้ตอบโจทย์ Longevity Living

ถ้ามองในภาพรวม เบลล์รู้สึกว่าเคสของ ESSENTIA RAMA 2 น่าสนใจตรงที่เขาไม่ได้เริ่มคิดจากคำถามว่า “จะสร้างบ้านแบบไหนดี” แต่เริ่มจากคำถามว่า “คนอยู่อาศัยต้องการใช้ชีวิตแบบไหน” มากกว่า ซึ่งถ้าลองมองในมุมการตลาด วิธีคิดแบบนี้จริง ๆ แล้วคล้ายกับการทำ Human-Centric Design ที่เริ่มต้นจากความเข้าใจพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานก่อน แล้วค่อยออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์สิ่งนั้น

สิ่งที่ทำให้เคสนี้น่าสนใจสำหรับเบลล์คือ มันสะท้อนให้เห็นว่าบางครั้ง การสร้างความแตกต่างของแบรนด์ไม่ได้จำเป็นต้องมาจากนวัตกรรมที่ซับซ้อนเสมอไป แต่สามารถเริ่มจากการตั้งคำถามที่ต่างออกไปเกี่ยวกับผู้บริโภค และในกรณีของ ESSENTIA RAMA 2 สิ่งที่เบลล์มองเห็นคือ ความพยายามในการขยับบทบาทของ “บ้าน” จากการเป็นเพียงพื้นที่อยู่อาศัย ไปสู่การเป็นพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละวันมากขึ้น

สำหรับเบลล์ เคสนี้จึงน่าสนใจในมุมที่มันสะท้อนให้เห็นว่า ในหลายอุตสาหกรรมวันนี้ ความแตกต่างของแบรนด์อาจไม่ได้เกิดจากการมีฟีเจอร์มากกว่าเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากการเข้าใจวิธีที่ผู้บริโภคใช้ชีวิตจริง ๆ และออกแบบสินค้าให้สอดคล้องกับสิ่งนั้นมากกว่านั่นเองค่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *