ถอด กลยุทธ์ Sustainability Marketing เมื่อ Hyundai Motor ลุกขึ้นมาสร้างตัวตนให้ “ป่าใต้ทะเล” กับแคมเปญ Forests Without Names

ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงการแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม ภาพจำแรกของคนส่วนใหญ่มักผูกติดอยู่กับสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการลดขยะพลาสติก การใช้รถยนต์ EV หรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนบก แต่ความเป็นจริงคือพื้นที่กว่า 70% ของโลกนั้นถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทร และมีระบบนิเวศสำคัญที่คอยรักษาสมดุลให้กับโลกซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนน้ำ เพื่อพลิกมุมมองนี้ Hyundai Motor จึงได้งัด กลยุทธ์ Sustainability Marketing ที่ฉีกความจำเจออกมาในช่วงเดือนแห่งการคุ้มครองโลก ด้วยการส่งแคมเปญ Forests Without Names ลุกขึ้นมาทวงคืนพื้นที่ให้กับ “ป่าใต้ทะเล” พาธรรมชาติใต้ผืนน้ำที่ถูกหลงลืม ให้กลับมาเป็นวาระสำคัญที่โลกต้องหันมามองค่ะ

รู้หรือไม่คะว่าฮีโร่ที่ช่วยลดโลกร้อนได้มีประสิทธิภาพที่สุดอาจไม่ได้อยู่บนบก หากอ้างอิงจากข้อมูลของ IPCC จะพบว่า “ป่าใต้ทะเล” หรือแนวป่าสาหร่าย ถือเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่ดูดซับคาร์บอนได้เร็วที่สุดในโลก แต่พื้นที่เหล่านี้กลับกำลังถูกทำลายและลดจำนวนลงเรื่อย ๆ

กลยุทธ์ Hyundai Motor
รูปภาพจาก: Forest Without Name

Pain Point สำคัญที่เป็นต้นตอของปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของมลพิษทางทะเลเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือการที่ป่าใต้น้ำเหล่านี้ “ไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ” เมื่อสถานที่แห่งหนึ่งไม่มีชื่อเรียกย่อมส่งผลให้ไม่มีการกำหนดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจนลงบนแผนที่ พอเป็นแบบนี้การจะเข้าไปบริหารจัดการก็เลยยากตามไปด้วยค่ะ ทั้งการออกกฎหมายคุ้มครอง การจัดสรรงบประมาณ หรือการกำหนดนโยบายอนุรักษ์พื้นที่จากภาครัฐ ทำให้ป่าใต้ทะเลถูกมองข้ามจากการอนุรักษ์ และค่อย ๆ หายไปอย่างเงียบ ๆ

Hyundai จึงหยิบเอาช่องโหว่ตรงนี้มาเป็นโจทย์หลักในการทำแคมเปญค่ะ โดยเลือกที่จะแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุด้วยการมอบ ชื่อและระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์ เพื่อดึงพื้นที่ป่าใต้ทะเลให้เข้ามาอยู่ในระบบแผนที่โลก ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการเปิดทางให้เกิดกรอบนโยบายการอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตค่ะ

แคมเปญ Forests Without Names เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจอย่างลึกซึ้งของ Hyundai ค่ะหลังจากที่เคยสร้างความประทับใจจากโครงการ “Tree Correspondents” ที่ใช้ AI ถ่ายทอดเสียงของต้นไม้จนคว้ารางวัลระดับโลกอย่าง Cannes Lions เมื่อปี 2568 มาแล้ว พอมาถึงแคมเปญนี้ Hyundai จึงตั้งใจขยายความดูแลจากบนผืนดิน ลงสู่ระบบนิเวศใต้ทะเลที่มักจะถูกผู้คนหลงลืมค่ะ

รูปภาพจาก: Forest Without Name

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมถึงต้องตั้งชื่อละ?” คำตอบก็คือ ในขณะที่ป่าบนบกหลายแห่งเป็นที่รู้จักกันดีในระดับโลก แต่ “ป่าใต้ทะเล” จำนวนมากกลับยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการค่ะ พอไม่มีชื่อสิ่งที่ตามมาคือการขาดการรับรู้ในวงกว้าง ทำให้ป่าใต้ทะเลเหล่านี้มักจะถูกมองข้ามและตกหล่นจากการดูแลฟื้นฟูไปอย่างน่าเสียดาย Hyundai จึงตั้งใจเข้ามาแก้โจทย์นี้ด้วยการมุ่งสร้าง “ตัวตน” ให้กับระบบนิเวศใต้ทะเล เพราะเชื่อว่าการมอบชื่ออย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นก้าวแรกที่ทรงพลังในการช่วยผลักดันให้ผู้คนเกิดการรับรู้ และนำไปสู่การดูแลรักษาธรรมชาติอย่างต่อเนื่องในระยะยาวนั่นเองค่ะ

แคมเปญนี้จึงเดินหน้าตั้งชื่อให้กับป่าใต้ทะเลนำร่องใน 3 พื้นที่ทั่วโลก เพื่อมอบตัวตนให้พื้นที่ใต้น้ำได้ปรากฏขึ้นมามีชีวิตบนแผนที่การอนุรักษ์ ได้แก่

  • เกาหลีใต้ (ชายฝั่งอุลซาน): พื้นที่นี้ Hyundai เอาจริงเอาจังด้วยการจับมือกับหน่วยงานรัฐ ลงพื้นที่ฟื้นฟูป่าสาหร่ายมาตั้งแต่ปี 2567 ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 4 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนได้ถึง 1,300 ตันต่อปี โดยพื้นที่นี้ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Ullim” (อุลลิม) ซึ่งแปลว่า “แรงสั่นสะเทือน” หรือ “เสียงสะท้อน”
  • อาร์เจนตินา: ทำงานร่วมกับองค์กรด้านทะเลและชุมชนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อตั้งชื่อป่าใต้ทะเลแห่งนี้ตามภาษาถิ่นว่า “Auken Aiken” ซึ่งสื่อความหมายถึง “ผืนดินแห่งชีวิต”
  • ออสเตรเลีย: พื้นที่นี้เน้นดึงผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม โดยรายชื่อที่เข้ารอบได้รับการคัดเลือกร่วมกับองค์กรและชุมชนท้องถิ่น โดยจะเปิดให้ “ประชาชนทั่วโลก” เป็นผู้ตัดสินใจโหวตเลือกชื่อสุดท้ายผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์แคมเปญ

และอีกหนึ่งจุดที่ทำให้แคมเปญนี้เล่าเรื่องได้สมบูรณ์แบบ คือการผสานอุดมการณ์ของแคมเปญ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวผลิตภัณฑ์ค่ะ ถ้าอยากรู้รายละเอียดเบลล์ได้เล่าต่อไว้ในพาร์ทกลยุทธ์ข้างล่างแล้วค่ะ เป็นการปิดจบเรื่องราวที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนเลยค่ะว่า การปกป้องธรรมชาติของ Hyundai ท้ายที่สุดแล้วก็สามารถกลับมาเป็นนวัตกรรมรักษ์โลกที่จับต้องได้ ในรถยนต์ที่เราขับขี่อยู่ทุกวันจริง ๆ ค่ะ

หลังจากเห็นภาพรวมความตั้งใจของโปรเจกต์นี้กันไปแล้ว ทีนี้เราลองมาเจาะลึกกันดูค่ะว่า Hyundai มีวิธีขับเคลื่อนกลยุทธ์ Sustainability เบื้องหลังของแคมเปญนี้อย่างไร ถึงสามารถเปลี่ยนเรื่องไกลตัวให้สร้างอิมแพคได้ในระยะยาวค่ะ

1. Power of Co-creation ขับเคลื่อน Sustainability ด้วยพลังของการมีส่วนร่วมในทุกระดับ

แคมเปญด้าน Sustainability จะไม่เกิดอิมแพคในวงกว้างเลยค่ะ หากแบรนด์เป็นผู้ขับเคลื่อนอยู่เพียงฝ่ายเดียว แคมเปญนี้ของ Hyundai จึงแก้โจทย์นี้ด้วยการดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันค่ะ

กลยุทธ์ Hyundai Motor

ความน่าสนใจคือ Hyundai ไม่ได้แค่มองภาพจากมุมกว้าง แต่ลงไปคลุกคลีกับพื้นที่จริงในแต่ละประเทศเลยค่ะ อย่างพื้นที่อุลซานในเกาหลีใต้ แบรนด์ได้จับมือกับกระทรวงมหาสมุทรและการประมง รวมถึงหน่วยงาน FIRA เพื่อตกผลึกจนได้ชื่อ ‘Ullim’ ออกมา ขณะที่ในอาร์เจนตินาก็เลือกที่จะทำงานร่วมกับองค์กรด้านทะเลและชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อตามหาชื่อ ‘Auken Aiken’ ที่สามารถสะท้อนรากเหง้าของคนในท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง

รูปภาพจาก: Forest Without Name

และจุดที่ถือเป็นไฮไลต์ของกลยุทธ์นี้คือพื้นที่ออสเตรเลียค่ะ เพราะหลังจากให้ชุมชนในพื้นที่ช่วยกันคัดเลือกรายชื่อที่เข้ารอบแล้ว Hyundai ก็ทลายกรอบการสื่อสารแบบเดิม ๆ ด้วยการเปิดพื้นที่โซเชียลมีเดียให้ “คนทั่วโลก” เข้ามาเป็นผู้ตัดสินใจโหวตชื่อสุดท้าย ถือเป็นการขยายสเกลจากที่สร้างการรับรู้แค่ในระดับพื้นที่ให้เป็นการมีส่วนร่วมระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบค่ะ

2. Data-Driven Sustainability ทลายข้อกังขาเรื่อง Greenwashing ด้วยผลลัพธ์ที่วัดค่าได้จริง

ปัญหาของการทำแคมเปญรักษ์โลกคือมักจะถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ “ฟอกเขียว” (Greenwashing) หรือเปล่า Hyundai จึงอุดช่องโหว่นี้ด้วยการกางข้อมูลสถิติที่จับต้องได้ และลงมือฟื้นฟูธรรมชาติด้วยหลักวิชาการเชิงลึกค่ะ

กลยุทธ์ Hyundai Motor
รูปภาพจาก: Forest Without Name

ยกตัวอย่างโปรเจกต์นำร่องที่อุลซาน ซึ่งกินพื้นที่กว้างถึง 3.96 ตารางกิโลเมตรที่จัดเต็มด้วยสารพัดวิธีฟื้นฟูทั้งการย้ายสาหร่าย กระจายสปอร์ วางโครงสร้างใต้น้ำ และเคลียร์พื้นทะเลใหม่หมด จนคาดว่าป่าแห่งนี้จะกลายเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนชั้นดีได้ถึง 1,300 ตันต่อปีเลยทีเดียวค่ะ แถมยังเป็นมูฟเมนต์ที่สอดคล้องกับเวทีโลกอย่าง IPCC ครั้งที่ 63 ที่เพิ่งออกมาย้ำเลยว่า “สาหร่ายทะเล” คือคีย์เวิร์ดสำคัญของการลดโลกร้อนในอนาคตค่ะ

นอกจากนี้แบรนด์ยังนำข้อมูลทั้งหมดไปเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี โดยนำพิกัดเหล่านี้ไปบรรจุลงในแผนที่ Sea Forest Map ที่สามารถค้นหาได้จริงบนแพลตฟอร์มอย่าง Kakao Map และที่น่าสนใจในมุมของการใช้ Data คือการพัฒนาเว็บไซต์แคมเปญให้กลายเป็น “ศูนย์กลางข้อมูลป่าใต้ทะเลระดับโลก” (Sea Forest Data Hub) ที่รวบรวมพิกัดและข้อมูลระบบนิเวศที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว มาเปิดเป็น Open Data เพื่อปูทางให้ทั้งนักวิจัยและคนทั่วไป นำไปต่อยอดภารกิจดูแลท้องทะเลได้ในระยะยาว

ซึ่งเบลล์ได้ลองเข้าไปสำรวจเว็บไซต์มาแล้วน่าสนใจมากเลยค่ะ ทุกคนสามารถลองเข้าไปศึกษาดูได้นะคะผ่านเว็บ Forest Without Name นี้เลยค่ะ และเบลล์มองว่านี่ถือเป็นการสะท้อนความยั่งยืนที่สร้างอิมแพคต่อไปได้เรื่อย ๆ แม้แคมเปญจะจบลงไปแล้วนั่นเองค่ะ

3. Circular Economy จากขยะใต้ทะเลสู่ห้องโดยสาร ต่อยอดอุดมการณ์รักษ์โลกให้จับต้องได้จริงผ่านตัวโปรดักส์

นี่คือจุดเชื่อมโยงสำคัญที่ดึงเรื่องราวทั้งหมดกลับมาสู่หัวใจของธุรกิจยานยนต์ค่ะ แบรนด์ไม่ได้มองการรักษ์โลกเป็นแค่โปรเจกต์ที่แยกออกจากส่วนธุรกิจ แต่ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ลากเส้นใยจากใต้ทะเลลึกขึ้นมาสู่ห้องโดยสารรถยนต์ ฟังดูแล้วน่าสนใจใช่มั้ยคะ

รูปภาพจาก: Hyundai Motor

เบลล์ขอเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2564 ค่ะ ทาง Hyundai ได้ดำเนินโครงการเก็บขยะทะเลร่วมกับองค์กร Healthy Seas อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในยุโรป เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา จนสามารถเก็บกู้ขยะทะเลโดยเฉพาะ “อวนประมงที่ถูกทิ้ง” ซึ่งเป็นตัวการทำลายระบบนิเวศได้รวมกว่า 320 ตันเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งค่อนข้างเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและสื่อให้เห็นว่าเพียงความประมาทของมนุษย์ สามารถทำลายระบบนิเวศทางทะเลเป็นอย่างมากเลยค่ะ

รูปภาพจาก: Hyundai Motor

ไฮไลต์สำคัญคือ ขยะเหล่านี้ถูกนำไปเข้ากระบวนการอัปไซเคิลจนกลายมาเป็นเส้นใยไนลอนรักษ์โลกที่ชื่อมีว่า ECONYL® และถูกนำมาผลิตเป็น “พรมปูพื้นรถยนต์” ในรถรุ่นยอดฮิตที่จำหน่ายในยุโรปอย่าง Hyundai IONIQ 5, Hyundai IONIQ 6, Hyundai SANTA FE และ Hyundai NEXO ค่ะ

รูปภาพจาก: Hyundai Motor

การผสานอุดมการณ์เข้ากับตัวสินค้าแบบนี้ ถือเป็นการปิดจบเรื่องราวที่ทรงพลังมากค่ะ เพราะมันเป็นการเปลี่ยนอุดมการณ์ Sustainability ที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ให้กลายมาเป็นนวัตกรรมและฟังก์ชันที่ลูกค้าสามารถสัมผัสใช้งานและรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยโลกในทุก ๆ ครั้งที่ก้าวขึ้นรถยนต์ของ Hyundai ค่ะ

สรุป ถอด กลยุทธ์ Sustainability Marketing เมื่อ Hyundai Motor ลุกขึ้นมาสร้างตัวตนให้ “ป่าใต้ทะเล” กับแคมเปญ Forests Without Names

ท้ายที่สุดแล้วแคมเปญ Forests Without Names ได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่า Sustainability Marketing ที่ดี ไม่ใช่แค่การป่าวประกาศว่าแบรนด์รักษ์โลกยังไง หรือทำแค่แคมเปญ CSR แล้วจบไปค่ะ แต่คือความฉลาดในการหา “Insight” ที่เฉียบคมด้วยการหยิบเอาป่าใต้ทะเลที่ถูกลืม มาสร้างตัวตนผ่านการ “ตั้งชื่อ” เพื่อดึงเรื่องนามธรรมที่ดูไกลตัว ให้กลายเป็นรูปธรรมที่เข้าถึงใจผู้คนได้ค่ะ

เบลล์มองว่าสิ่งที่แบรนด์ทำได้ยอดเยี่ยมเลยคือการร้อยเรียงกลยุทธ์อย่างมีชั้นเชิงค่ะ ตั้งแต่การดึงคนทั่วโลกมาร่วม การทำงานจริงเพื่อสยบข้อกังขาเรื่อง Greenwashing และหมัดฮุกสำคัญคือการนำหลัก Circular Economy มาใช้ด้วยการนำขยะอวนประมงกลับมาอัปไซเคิลเป็นพรมปูพื้นรถยนต์ ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงอุดมการณ์รักษ์โลก กลับเข้าสู่แก่นของธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์แบบและลูกค้าจับต้องได้จริงค่ะ

แคมเปญนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากค่ะ ว่าการลุกขึ้นมาเป็นกระบอกเสียงและทวงคืนพื้นที่ให้ธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างอิมแพคที่ดีต่อโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้าง “ตัวตนและจุดยืน” ที่แข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ทำให้ Hyundai สามารถก้าวเข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้บริโภคในฐานะแบรนด์ที่ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยการลงมือทำจริงได้ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *