ในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น หลายแบรนด์พยายามปรับตัวด้วยการทำ ESG Marketing แต่ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะทำได้อย่างแท้จริงและไม่ตกเป็น Greenwashing ในส่วนของ Lalamove แพลตฟอร์มจัดส่งสินค้าแบบ On-demand ที่ก่อตั้งขึ้นที่ฮ่องกงในปี 2556 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจของการทำ ESG Marketing อย่างจริงจัง ผ่านรายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 ที่เพิ่งเปิดเผยไป เราจะเห็นกลยุทธ์ การตลาด Lalamove ที่ไม่ได้หยิบเอาประเด็น ESG มา “ใส่หน้า” เพื่อดูดีค่ะ แต่เป็นการบูรณาการเข้ากับ Business Model และ Value Chain ของบริษัทอย่างแท้จริง
ESG เป็น Brand Strategy ไม่ใช่ Marketing Tactic
สิ่งแรกที่น่าสนใจคือ Lalamove ได้เป็นผู้นำในการใช้มาตรฐาน IFRS S2 ของคณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนสากล (ISSB) ในการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ โดยทำแบบสมัครใจ
การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขามอง ESG เป็น Strategic Differentiation มากกว่า Marketing Communication เพียงอย่างเดียว การที่ยอมรับมาตรฐานที่เข้มงวดกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เป็นการสร้าง Credibility และ Trust ที่แข็งแกร่ง
นายบิล หลี่ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรของ Lalamove กล่าวว่า การทำเช่นนี้ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เป็นการ “สร้างความยืดหยุ่น เสริมสร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า พันธมิตร รวมถึงชุมชน”
การแก้ปัญหาระดับ System แทนที่จะเป็น Surface
หนึ่งในจุดแข็งของกลยุทธ์ ESG ของ การตลาด Lalamove คือการมองปัญหาในระดับ System Level มากกว่าการทำกิจกรรม CSR เพื่อประชาสัมพันธ์
1.NEV Strategy จากจำเป็นสู่โอกาส
การผลักดันให้พาร์ทเนอร์คนขับใช้ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เป็นตัวอย่างที่ดี ในจีนแผ่นดินใหญ่ พวกเขาไม่ได้แค่ “แนะนำ” ให้ใช้รถไฟฟ้า แต่ได้:
ร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ มอบทางเลือก NEV กว่า 40 รุ่น
สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ร่วมเพิ่มสถานีชาร์จและติดตั้ง EV Chargers
สร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ สัดส่วนคำสั่งซื้อด้วยรถตู้ NEV เพิ่มขึ้นเป็น 60% ในปี 2567
นี่คือการสร้าง Ecosystem ที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปได้จริง ไม่ใช่แค่การรณรงค์ให้ “รักษ์โลก”
2.Thailand EV Opportunity
สำหรับตลาดไทย Lalamove แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจใน Market Context อย่างลึกซึ้ง
รถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมมากกว่า 150,000 คัน
สถานีชาร์จไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกิน 3,000 แห่ง
รัฐบาลตั้งเป้า Fast Charge 2,200-4,400 เครื่องภายในปี 2568
เป้าหมายผลิตรถ EV 100% ภายในปี 2573
การใช้ข้อมูลเหล่านี้แสดงว่าพวกเขาไม่ได้ทำ ESG แบบ “หัวร้อน” แต่อิงจาก Data-Driven Strategy ที่คำนึงถึง Market Readiness
Stakeholder-Centric Approach
สิ่งที่น่าประทับใจคือการมอง ESG ในมุมของทุก Stakeholder ไม่ใช่แค่ Environment เท่านั้น
1.Driver Partnership จาก Gig Workers สู่ Partners
การดูแลพาร์ทเนอร์คนขับแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจว่า Sustainable Business ต้องเริ่มจากคนก่อน
โครงการ ‘Ride for Chance, Ride for Change’ ส่งเสริมแรงงานผู้พิการเข้าสู่ระบบ
Lala Mother’s Driver Day ตรวจสุขภาพ 14 รายการให้คุณแม่พาร์ทเนอร์
ความร่วมมือกับ Charge Management มอบสิทธิ์ชาร์จ EV ราคาพิเศษ
โครงการ Move Forward Together อบรมการขับขี่ปลอดภัย
ทุนการศึกษา สำหรับบุตรพาร์ทเนอร์คนขับ
2.Safety-First Mentality
การรักษาอัตราการให้บริการปราศจากอุบัติเหตุร้ายแรงที่ 99.9% เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ด้วยเทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ความเสี่ยง นี่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้าง Competitive Advantage ที่มีความหมาย
การสร้าง Authentic Narrative
Lalamove สื่อสารตัวตนจาก “บริการส่งของ” เป็น “การเสริมพลังให้ชุมชน” (Empowering Communities) ผ่านการกระทำที่เป็นรูปธรรม:
การร่วม COP29 และแลกเปลี่ยนกับศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
การมองพาร์ทเนอร์คนขับเป็น “ครอบครัว” ที่ต้องดูแลแบบองค์รวม
การสร้างโอกาสให้กลุ่มที่เปราะบาง (ผู้พิการ)
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt : A modern cityscape with clean energy and green spaces, showing eco-friendly delivery vans and motorbikes with the Lalamove logo. A courier hands a package to a happy customer surrounded by trees and solar panels. Digital infographic elements float around, displaying icons of Environment, Social, and Governance (ESG) – such as a green leaf, community people, and a shield of transparency. The atmosphere is bright, futuristic, and trustworthy, representing sustainable business and responsible marketing, not just greenwashing.
Beyond Green สู่ Holistic Sustainability การที่พวกเขาเน้น “ความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม” แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งใน Triple Bottom Line Thinking
สรุป การตลาด Lalamove
จากการศึกษากรณี Lalamove ผู้เขียนมองว่า มองว่าความสำเร็จของพวกเขาอยู่ที่ การไม่ทำ ESG เป็น “เครื่องประดับ” หรือ Marketing Gimmick แต่ทำให้มันกลายเป็น Core DNA ของแบรนด์ การที่พวกเขายอมรับมาตรฐาน IFRS S2 แบบสมัครใจ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน EV การดูแลพาร์ทเนอร์คนขับแบบองค์รวม ล้วนแสดงให้เห็นว่า ESG ไม่ใช่ Cost Center แต่เป็น Investment ที่สร้าง Competitive Moat
ที่น่าสนใจคือการที่พวกเขาสามารถสื่อสารเรื่องความยั่งยืนได้โดยไม่ดู “เทศน์” หรือ “ไฮเปอร์” เพราะทุกอย่างที่พูดมาต้องมีการกระทำและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมสนับสนุน สำหรับนักการตลาดที่กำลังคิดจะทำ ESG Marketing ผู้เขียนคิดว่า Lalamove สอนเราว่า ความจริงใจและความต่อเนื่องสำคัญกว่าความหวือหวา และการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนจะสร้าง Brand Loyalty ที่แข็งแกร่งกว่าการโฆษณาเยอะแยะเพราะในยุคที่ข้อมูลโปร่งใส ผู้บริโภคจะรู้ทันทีว่าใครทำจริง ใครแค่พูด และแบรนด์ที่ทำจริงจะได้เปรียบในระยะยาว
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่