Data Research Insight เจาะกระแส MacBook Neo เมื่อ Apple ลงมาเปลี่ยนเกมตลาดแล็ปท็อป

บทความนี้จะพามาเจาะกระแสกันค่ะ กับ Data Research Insight ของ “MacBook Neo” หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของ Apple ในช่วงนี้ ต้องบอกเลยว่าการเปิดตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่สินค้าใหม่ธรรมดา แต่เป็นการขยับตัวครั้งสำคัญของ Apple ที่ลงมาเล่นในตลาดแล็ปท็อประดับราคาที่เข้าถึงง่าย ซึ่ง Macbook Neo สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับทั้งฝั่ง MacBook เอง และตลาดโน้ตบุ๊ค Windows อย่างชัดเจนค่ะ

บทความนี้เราจะพาไปสำรวจบทสนทนาบนโซเชียลกันค่ะ ว่าผู้บริโภคกำลังพูดถึงอะไรเกี่ยวกับ MacBook Neo มากที่สุด?, มองว่าสินค้านี้ “คุ้มจริงไหม”?, มีการเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ไหนบ้าง?, และอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนเริ่มลังเลจะย้ายมาใช้ Apple มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพชัดว่า MacBook Neo กำลังถูกวางตำแหน่งไว้ตรงไหนในสายตาผู้บริโภคค่ะ

Data Research MacBook Neo

ซึ่งข้อมูลทั้งหมด มาจากการรวบรวมผ่านเครื่องมือ Social Listening อย่าง Mandala Analytics ที่ดึงบทสนทนาจากหลายแพลตฟอร์มหลัก ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, X (Twitter), TikTok และ YouTube เพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อในเชิง Insight และในบทความนี้จะพามาดูทั้งขั้นตอนกระบวนการทำ 8 ขั้นตอน และ Insight ที่เจอมาแบ่งปันทุก ๆ คน ดังนี้ค่ะ

  1. Research Keywords
  2. Set Campaign Collecting Data
  3. Cleansing Data
  4. Conversation Analysis
  5. Categorized Data
  6. Visualization
  7. Insights Summary
  8. Data-Driven Decision

STEP 1 – 2 Research Keyword, Collecting Data

Step ที่ 1 ของ Data Research คือ Research Keyword ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้อง “คิดแทนผู้ใช้งาน” ค่ะ ว่าถ้าเขาจะค้นหาหรือโพสต์เกี่ยวกับสินค้านี้ เขาจะพิมพ์ว่าอะไรบ้างเพราะในความเป็นจริงเราทุกคนล้วนคนพิมพ์ไม่เหมือนกันเลยใช่มั้ยคะ บางคนเว้นวรรค บางคนพิมพ์ติดกัน หรือบางคนอาจมีคำคั่นกลาง ดังนั้นในการเก็บข้อมูลครั้งนี้ เราเลยเลือกใช้ Keyword อย่าง “MacBook Neo”, “MacBookNeo” และ “MacBook+Neo” เพื่อให้ครอบคลุมทุกพฤติกรรมการพิมพ์ที่อาจเกิดขึ้น และลดโอกาสที่ข้อมูลจะตกหล่นค่ะ

เมื่อได้ Keyword ที่ต้องการแล้วถัดไปก็ Step ที่ 2: Collecting Data โดยกำหนดช่วงเวลาเก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 01/01/2026 – 12/03/2026 ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มหลัก ซึ่งได้ Engagement รวมสูงถึง 301,955 Engagements ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนการเปิดตัวและมีข่าวหลุดออกมาเกี่ยวกับสินค้าใหม่ของ Apple ไปจนถึงสัปดาห์แรกของการวางขาย ซึ่งสะท้อนว่าคนให้ความสนใจสูงมากกับการเปิดตัวครั้งนี้ และจากการตั้ง Keyword ที่ครอบคลุม ทำให้เราไม่เพียงแค่เห็นว่าคนพูดถึงสินค้า แต่ยังเห็น “มุมมอง” ที่ผู้ใช้งานมีต่อ MacBook Neo ได้อย่างครบถ้วนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคุ้มค่า การเปรียบเทียบกับ Windows หรือการมองว่าเป็นตัวเริ่มต้นของคนที่อยากเข้าสู่ Apple Ecosystem ค่ะ

STEP 3 Cleaning Data

Data Research MacBook Neo

Step ที่ 3: Cleaning Data เป็นขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้การตั้ง Keyword เลยค่ะ เพราะถึงแม้เราจะตั้ง Keyword อย่าง “MacBook Neo”, “MacBookNeo” และ “MacBook+Neo” มาแล้ว แต่จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ยังมีบางโพสต์ที่ติด Keyword เข้ามาแต่เนื้อหาไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวสินค้าโดยตรง

  • Social Data ที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น คอนเทนต์ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวต่างประเทศ หรือรายการสรุปข่าวที่มีการพูดถึงหลายประเด็นในโพสต์เดียว แล้วมีคำว่า MacBook Neo แทรกอยู่เพียงเล็กน้อย ซึ่งข้อมูลลักษณะนี้จะทำให้การวิเคราะห์คลาดเคลื่อนได้หากไม่นำออกค่ะ และยังรวมไปถึงเนื้อหาที่เป็นสแปม ข้อมูลซ้ำ รวมถึงโพสต์ที่หลุดบริบท ดังนั้นในกระบวนการ Cleaning Data ครั้งนี้ เราจึงทำการคัดกรองโพสต์ที่ไม่เกี่ยวข้องออกทั้งหมด เพื่อให้เหลือเฉพาะบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับสินค้านี้จริง ๆ ค่ะ
  • Social Data ที่เกี่ยวข้อง เช่น รีวิวสินค้า ความคิดเห็นเกี่ยวกับสเปก ราคา หรือการใช้งาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนมุมมองของผู้บริโภคได้ตรงที่สุด หลังจากผ่านขั้นตอนนี้แล้ว Data ที่เหลือจะมีคุณภาพมากขึ้น และพร้อมนำไปใช้วิเคราะห์ Insight ในขั้นตอนถัดไปได้อย่างแม่นยำมากขึ้นค่ะ

สำหรับใครที่อยากทำความเข้าใจกระบวนการ Cleaning Data อย่างละเอียด เพื่อให้ได้ Data ที่มีคุณภาพสูงและพร้อมต่อยอดเป็น Insight ได้จริง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้เลยค่ะ > https://everydaymarketing.co/trend-insight/top10-influencers-investment-money-2023-on-tiktok/

STEP 4 Conversation Analysis

Step ที่ 4: Conversation Analysis เป็นขั้นตอนที่เราเริ่ม “ดูให้ลึกขึ้น” ที่ไม่ใช่เพียงข้อมูลตัวเลขโดยรวมเท่านั้น ซึ่งเป้าหมายของการวิเคราะห์ในครั้งนี้ คือการทำความเข้าใจ “กระแสและมุมมองของผู้บริโภค” ที่มีต่อ MacBook Neo ในช่วงเวลาที่เปิดตัว เพื่อให้เห็นภาพว่าผู้คนกำลังสนใจอะไร และมองสินค้านี้ในมุมไหนบ้างค่ะ โดยในขั้นตอนเริ่มต้น เราจะใช้ฟีเจอร์พื้นฐานบนหน้า Dashboard เช่น การดูสัดส่วนแพลตฟอร์มที่มีการพูดถึงมากที่สุด รวมถึงการเช็ก Top Post เพื่อดูว่าคอนเทนต์แบบไหนที่ได้รับ Engagement สูง ซึ่งช่วยให้เราเห็นภาพรวมของกระแสได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจได้ทันทีว่า “อะไรคือประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุด” เพื่อนำไปต่อยอดการวิเคราะห์ในขั้นตอนถัดไปค่ะ

Social Data Stat Overview

เมื่อพิจารณาภาพรวม Social Data by Platform จะเห็นได้ว่า Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักในแง่ของการสร้างการรับรู้ (Awareness) อย่างชัดเจน โดยมีสัดส่วนการพูดถึง (Mentions) สูงที่สุดถึง 70.9% ขณะที่ในมิติของ Engagement ก็ยังคงนำอยู่ที่ 45.2% สะท้อนว่า Facebook เป็นช่องทางสำคัญในการกระจายข้อมูล ข่าว และคอนเทนต์รีวิวที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจภาพรวมของสินค้า โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ราคา” และ “สเปค” ที่เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เน้นการเปรียบเทียบและความคุ้มค่าเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูในมิติของ Engagement จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดย Instagram และ TikTok มีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน แม้ Instagram จะมี Mentions เพียง 14.1% แต่สามารถสร้าง Engagement ได้สูงถึง 25.8% ขณะที่ TikTok มี Mentions เพียง 3.0% แต่กลับสร้าง Engagement ได้ถึง 21.4% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์ที่เน้นภาพและวิดีโอสั้นมีพลังในการดึงดูดผู้ชมได้ดีกว่า โดยเฉพาะการนำเสนอสี ดีไซน์ และจุดเด่นของสินค้าในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ ทำให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ได้รวดเร็ว

ในขณะที่ YouTube มีสัดส่วน Mentions อยู่ที่ 11.2% และ Engagement 7.6% แม้จะไม่โดดเด่นในเชิงปริมาณ แต่มีบทบาทสำคัญในเชิงคุณภาพ เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นคอนเทนต์แบบ Long-form ที่เจาะลึกทั้งสเปค การใช้งานจริง และการเปรียบเทียบกับรุ่นอื่น ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมของสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายได้เป็นอย่างดี

ภาพรวมของข้อมูลจึงสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละแพลตฟอร์มมีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย Facebook ทำหน้าที่เป็นช่องทางหลักในการสร้าง Awareness, Instagram และ TikTok เป็นตัวขับเคลื่อน Engagement ผ่านคอนเทนต์ที่เน้นภาพและความรู้สึก ขณะที่ YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลเชิงลึก และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริโภคในระยะท้ายค่ะ

Data Research MacBook Neo

จาก Word Cloud จะเห็นได้ว่าคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดยังคงเป็น “MacBook Neo” และ “Apple” ซึ่งเป็นแกนหลักของบทสนทนา ขณะที่คำอื่น ๆ ที่ปรากฏร่วม เช่น “ราคา”, “เปิดตัว”, “ชิป”, “สเปค” และ “นักเรียน” สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจไปที่ความคุ้มค่าและการใช้งานเป็นหลัก โดยเฉพาะการมองว่าสินค้านี้เป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายของ Apple มากกว่าการเป็นสินค้าระดับโปร

ในฝั่งของ Hashtag จะเห็นว่า #MacBookNeo และ #Apple เป็น Hashtag หลักที่ถูกใช้ควบคู่กับ Hashtag ที่เกี่ยวข้องกับ ecosystem เช่น #MacBook, #iPhone หรือ #AppleSilicon ซึ่งสะท้อนว่าการพูดถึงไม่ได้เกิดขึ้นแบบ standalone แต่เชื่อมโยงกับภาพรวมของแบรนด์ Apple ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมี Hashtag ที่เกี่ยวกับกระแสเทคโนโลยีและครีเอเตอร์ เช่น #iMoD หรือ #MacThai ที่ช่วยขยายการเข้าถึงและสร้างการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้นค่ะ

Top Engagement By Platform

หลังจากเห็นภาพรวมกันไปแล้ว มาดูกันต่อค่ะว่า คอนเทนต์แบบไหนที่ทำ Engagement ได้ดีที่สุดในแต่ละแพลตฟอร์ม และผู้บริโภคกำลังสนใจอะไรเกี่ยวกับ MacBook Neo กันอยู่บ้างค่ะ

  • Facebook โพสต์จากเพจ: ตั๋งไอที เป็นโพสต์ที่หยิบประเด็น “ราคา” มาเป็นจุดขายหลัก โดยใช้คำอย่าง “ตลาดแตก” และ “ราคานักศึกษา 16,900.-” เพื่อสร้างแรงดึงดูดทันทีค่ะ คอนเทนต์นี้ได้รับ Engagement สูง เพราะสื่อสาร Pain Point ของตลาดได้ตรงจุด นั่นคือ “MacBook ที่เข้าถึงได้” ทำให้คนรู้สึกว่าของแพงอย่าง Apple กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และกระตุ้นให้เกิดการแชร์และคอมเมนต์จำนวนมากค่ะ
  • Instagram โพสต์จากบัญชี: punpromotion เป็นคอนเทนต์ที่นำเสนอทั้ง “ราคา + สเปค + สี” ในภาพเดียว โดยจัดวางสินค้าและข้อมูลให้อ่านง่ายและดึงดูดสายตาค่ะ คอนเทนต์ลักษณะนี้ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้ใช้งาน Instagram ที่ชอบเสพข้อมูลผ่านภาพแบบรวดเร็ว และตัดสินใจจากความรู้สึกได้ทันที ทำให้โพสต์ลักษณะนี้สามารถสร้าง Engagement ได้สูงค่ะ
  • Twitter (X) โพสต์จากบัญชี: ceemeagain เป็นการตั้งคำถามชวนคุย เช่น “ราคานี้น่าซื้อไหม” พร้อมสรุปจุดเด่นและข้อจำกัดของสินค้า ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในรูปแบบของการแสดงความคิดเห็นค่ะ ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมของผู้ใช้งาน X ที่เน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และถกเถียงกันมากกว่าการเสพคอนเทนต์แบบ Passive ค่ะ
  • TikTok คอนเทนต์จากช่อง: amnotlion เป็นวิดีโอสั้นที่เล่าจุดเด่นของสินค้า เช่น สีสัน ราคา และความ “คุ้มค่า” ในเวลาไม่กี่วินาทีค่ะ คอนเทนต์ลักษณะนี้ทำงานได้ดีมากบน TikTok เพราะสามารถดึงความสนใจได้ทันที และใช้ Hook อย่าง “ของใหม่ ราคาดี” เพื่อหยุดสายตาผู้ชม และกระตุ้นให้เกิด Engagement ได้อย่างรวดเร็วค่ะ
  • YouTube วิดีโอจากช่อง: Ing เป็นคอนเทนต์รีวิวเชิงลึกที่พูดถึงทั้งข้อดี ข้อจำกัด และการใช้งานจริงของ MacBook Neo เช่น ประเด็น RAM 8GB หรือ positioning ของสินค้าในกลุ่ม Budget ซึ่งช่วยให้ผู้ชมเข้าใจสินค้าในภาพรวม และใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้จริงค่ะ ทำให้แม้จะไม่ได้ไวรัลแบบคลิปสั้น แต่มีคุณค่าในเชิง Insight และความน่าเชื่อถือสูงค่ะ

    ภาพรวมจึงสะท้อนให้เห็นว่า คอนเทนต์ที่ทำงานได้ดีในแต่ละแพลตฟอร์มมีรูปแบบแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย Facebook เน้น “ราคาและความคุ้มค่า”, Instagram เน้น “ภาพและดีไซน์”, Twitter (X) เน้น “การตั้งคำถามและถกเถียง”, TikTok เน้น “ความไวและ Hook ที่แรง” และ YouTube เน้น “ความลึกและการรีวิวจริง” ซึ่งทั้งหมดนี้ร่วมกันสะท้อน Customer Journey ตั้งแต่การรับรู้ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อได้อย่างครบถ้วนค่ะ
@amnotlion

เปิดตัวแล้ว! MacBook Neo สีเขียวมะแนว เปรี้ยวซ่า ไอเลิฟมาก 🍏 ให้ดูสีดูหน้าตาก่อนๆๆ #apple #MacbookNeo #amnotlion #บันเทิงtiktok

♬ เสียงต้นฉบับ – AMNOTLION – AMNOTLION

STEP 5 Categorize Data

หลังจากที่เราได้เห็นภาพรวมของบทสนทนาในขั้นตอน Conversation Analysis กันไปแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการ “จัดกลุ่มข้อมูล” หรือ Categorize Data ค่ะ เพื่อทำให้ข้อมูลจำนวนมากสามารถเล่าเรื่องและมองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนมากขึ้น

ขั้นตอนนี้เริ่มจากการไล่อ่าน Social Data ที่ผ่านการ Cleansing แล้วว่า ผู้คนพูดถึง MacBook Neo ในประเด็นไหนบ้าง เช่น เรื่องราคา ความคุ้มค่า สเปคการใช้งาน สีของตัวเครื่อง หรือแม้กระทั่งการนำไปเปรียบเทียบกับสินค้าใน Apple Ecosystem ค่ะ ซึ่งจะช่วยให้เราเห็น “ชุดของบทสนทนา” ที่เกิดขึ้นจริงบนโซเชียล เมื่อรวบรวมประเด็นทั้งหมดแล้ว เราจึงนำมาจัดหมวดหมู่ให้เป็นระบบมากขึ้น โดยใช้ฟีเจอร์ Tag บนเครื่องมือ Social Listening เพื่อแบ่งข้อมูลออกเป็น Category หลัก ได้แก่ Perception (มุมมองของผู้บริโภค), Conversation Topics (สิ่งที่ถูกพูดถึง) และ Comparison (การเปรียบเทียบสินค้า) ค่ะ

การจัดกลุ่มในลักษณะนี้จะช่วยเปลี่ยนข้อมูลที่กระจัดกระจาย ให้กลายเป็น Insight ที่มีทิศทางชัดเจนมากขึ้น ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ผู้บริโภค “คิดยังไง”, “พูดถึงอะไร” และ “ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจ” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์เชิงลึกในขั้นตอนถัดไปค่ะ

STEP 6 Data Visualization

Data Research MacBook Neo

เมื่อพิจารณาข้อมูลในมิติของ Engagement จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า Conversation Topics เป็นหมวดที่ได้รับการมีส่วนร่วมสูงที่สุด คิดเป็น 66.3% ของ Engagement ทั้งหมดค่ะ สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้แค่รับรู้สินค้า แต่มีการพูดคุยและโต้ตอบกับ “รายละเอียดของสินค้า” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นหลักอย่าง ราคา สเปค สี และ Use case ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ รวมไปถึงประเด็นเชิงกระแสอย่าง Gen Z และการเปลี่ยนเกมตลาดที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการพูดถึงในวงกว้างมากขึ้น

ในขณะที่ Comparison มีสัดส่วน Engagement อยู่ที่ 24.2% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมีพฤติกรรม “เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ” อย่างชัดเจน โดยมักนำ MacBook Neo ไปเทียบกับสินค้าภายใน Apple Ecosystem เช่น MacBook Air รุ่นต่าง ๆ, MacBook Pro หรือแม้กระทั่ง iPhone และ iPad ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองสินค้าแบบแยกเดี่ยว แต่พิจารณาในภาพรวมของแบรนด์ Apple ทั้งหมดค่ะ

ส่วน Perception มีสัดส่วน Engagement อยู่ที่ 9.5% แม้จะเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุด แต่เป็นหมวดที่สะท้อน “ความรู้สึกและมุมมอง” ของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน เช่น มองว่าสเปคคุ้มค่า ราคาเข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวกขึ้นจาก Ecosystem หรือข้อจำกัดบางอย่างอย่างเรื่องโปรแกรมที่ไม่รองรับ ซึ่งเป็น Insight เชิงคุณภาพที่ช่วยให้เข้าใจภาพลักษณ์ของสินค้าในสายตาผู้บริโภคได้ลึกมากขึ้นค่ะ

ภาพรวมจึงสะท้อนให้เห็นว่า Engagement ส่วนใหญ่เกิดจาก “การพูดคุยในรายละเอียดของสินค้า” มากกว่าการแสดงความคิดเห็นทั่วไป ซึ่งบ่งบอกว่าผู้บริโภคกำลังอยู่ในช่วงของการพิจารณาและตัดสินใจ (Consideration Stage) อย่างชัดเจนค่ะ

ประเด็นหลักที่ผู้บริโภคพูดถึง MacBook Neo

1.ราคา (40.8%) เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดอย่างชัดเจนค่ะ โดยผู้บริโภคโฟกัสไปที่ “ราคาเริ่มต้น 19,900 บาท” ที่ทำให้ MacBook กลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่ายกว่าที่เคย และถูกนำไปเปรียบเทียบกับทั้งโน้ตบุ๊ค Windows รวมถึงสินค้าใน Ecosystem เดียวกันอย่าง iPad และ iPhone อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนใจคือราคาไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ในเชิง “ถูก” แต่ถูกมองว่าเป็นการขยับตัวของ Apple ที่ลงมาเล่นในตลาด Mass มากขึ้น จนเกิด perception ว่า MacBook Neo กำลัง “เปลี่ยนสมการตลาดแล็ปท็อป” และสร้างแรงสั่นสะเทือนให้คู่แข่งค่ะ

2.สเปค (21.1%) บทสนทนาเกี่ยวกับสเปคจะมาในลักษณะของ “ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา” เป็นหลักค่ะ โดยมีการพูดถึงทั้งด้านบวก เช่น ชิป A18 Pro ที่ให้ performance ใกล้เคียง M1 และเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป ไปจนถึงข้อจำกัดอย่าง RAM 8GB ที่อัปเกรดไม่ได้ หรือความเร็ว SSD ที่ต่ำกว่า MacBook Air ทำให้เกิดการถกเถียงว่าตัวเครื่องเหมาะกับงานระดับไหน สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ราคา แต่พิจารณา “balance ระหว่างราคา vs performance” อย่างจริงจังค่ะ

3.สี MacBook Neo (18%) อีกหนึ่งจุดที่ถูกพูดถึงสูงคือเรื่อง “ดีไซน์และสีสัน” ค่ะ โดยเฉพาะสีใหม่อย่าง Citrus และ Blush ที่ทำให้ภาพจำของ MacBook เปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นโทนเรียบหรู กลายเป็นสินค้าที่ดูสนุก สดใส และเข้าถึงง่ายมากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนชัดว่า Apple กำลัง reposition สินค้าให้จับกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ First Jobber มากขึ้น ไม่ใช่แค่สายโปรเหมือนในอดีตค่ะ

4.Use Case (11.8%) ผู้บริโภคมีการพูดถึงการใช้งานจริงค่อนข้างมาก เช่น ใช้เรียน ทำรายงาน พิมพ์งาน ดูหนัง หรือใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยภาพรวมมองว่า MacBook Neo “เพียงพอสำหรับงานพื้นฐาน” แต่ไม่เหมาะกับงานหนัก เช่น ตัดต่อวิดีโอ หรือทำกราฟิกขั้นสูง ทำให้เห็น positioning ที่ชัดเจนว่าเป็น Entry-level Mac ที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มผู้ใช้งานเริ่มต้นค่ะ

5.เปลี่ยนเกมตลาด (5.7%) แม้สัดส่วนจะไม่สูงมาก แต่เป็น insight เชิง perception ที่สำคัญค่ะ โดยมีการพูดถึงว่า MacBook Neo คือการ “ลงมาเล่นเกมใหม่” ของ Apple ในตลาดราคาประหยัด ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นพื้นที่ของ Windows และ Chromebook เป็นหลัก การเปิดตัวครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ และอาจเป็นสัญญาณการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดแล็ปท็อประดับล่างถึงกลางค่ะ

6.Gen Z (1.4%) มีการกล่าวถึงในมุมของกลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่น Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับทั้งราคา ดีไซน์ และการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ซึ่ง MacBook Neo ถูกมองว่าเป็น “Mac เครื่องแรก” ที่เข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้ง่ายขึ้น ทั้งในเชิงราคาและภาพลักษณ์ค่ะ

7.มาสคอต (1.3%)
แม้จะเป็นสัดส่วนเล็ก แต่สะท้อนบทบาทของการสื่อสารการตลาดค่ะ โดยมีการใช้คาแรกเตอร์หรือมาสคอตในการโปรโมต ซึ่งช่วยสร้างการจดจำและทำให้แบรนด์ดูเป็นมิตร เข้าถึงง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ที่เน้นคอนเทนต์สนุกและไวรัลค่ะ

@jebandotcom

เปิดตัวมาแล้ว! MacBook Neo รุ่นที่ราคา Budget ที่สุดจาก Apple ในราคาเริ่มต้นแค่ 19,900 บาท💻🔥 สิ้นสุดการรอคอย! Apple เปิด Segment ใหม่ ”MacBook Neo“ เน้นความคุ้มค่าเพื่อนักเรียนและคนทำงานเริ่มต้น ครั้งแรกกับการใช้ชิป A18 Pro ตัวเดียวกันกับที่ใช้ใน iPhone 16 Pro มาใส่ลงบนร่าง Laptop บอกเลยว่าจิ๋วแต่แจ๋ว! ✅ น้ำหนักเบา 1.23 กก. ✅ แบตอึด 16 ชม. (Fanless ทำงานเงียบกริบ) ✅ มีให้เลือก 4 สี : Silver🤍, Blush🩷, Citrus💚, และ Indigo💙 ใครเล็งรุ่นนี้อยู่บ้าง? ลองมาคอมเมนต์คุยกันหน่อย! 👇 #JebanLife #MacBookNeo #apple #เทรนด์วันนี้ #itgadget

♬ Groove Like Never Before – 佚名
@imodofficial

Apple อัปโหลดวิดีโอ TikTok แปลกใหม่ คาด! โปรโมท MacBook Neo เจาะกลุ่ม Gen Z iMoD Apple MacBookNeo

♬ original sound – iMoD – iMoD

มุมมองและความรู้สึกของผู้บริโภคต่อ MacBook Neo

1.สเปกคุ้มค่า (39%) ผู้บริโภคส่วนใหญ่พูดถึง MacBook Neo ในมุมของ “ความคุ้มค่า” เป็นหลักค่ะ โดยมองว่าแม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่สเปกที่ได้อย่างชิปประมวลผลและประสิทธิภาพโดยรวมก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทั้งการเรียน ทำงานเอกสาร หรือใช้งานทั่วไป ทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็น MacBook ที่ “คุ้มเกินราคา” และเข้าถึงง่ายมากขึ้นค่ะ

2.ราคาใกล้เคียง Windows (30.5%) อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่อง “ราคา” ที่ถูกหยิบมาเปรียบเทียบกับโน้ตบุ๊คฝั่ง Windows อย่างชัดเจนค่ะ โดยผู้บริโภคมองว่าราคาเริ่มต้นของ MacBook Neo อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ทำให้หลายคนเริ่มเปิดใจและลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้ Apple เพราะรู้สึกว่าในงบประมาณเท่านี้ สามารถขยับมาใช้ Mac ได้แล้ว ซึ่งจุดนี้เองยังถูกมองว่าเป็นการ “เปลี่ยนเกมตลาดแล็ปท็อป” เพราะ Apple ขยับลงมาเล่นในช่วงราคาที่เดิมทีเป็นพื้นที่ของ Windows เป็นหลัก ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อการแข่งขันในตลาด และทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น

3.Ecosystem ใช้ง่าย (16.4%) สำหรับผู้ที่อยู่ใน Ecosystem ของ Apple อยู่แล้ว จะมองว่า MacBook Neo เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเติมเต็มการใช้งานได้อย่างลงตัวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อกับ iPhone หรือ iPad การโอนข้อมูลผ่าน AirDrop หรือการใช้งานข้ามอุปกรณ์ที่ลื่นไหล ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้การตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นค่ะ ขณะเดียวกัน MacBook Neo ยังถูกมองว่าเป็น “Entry Device” ที่ Apple ตั้งใจใช้ดึงผู้ใช้ใหม่ให้เข้ามาอยู่ใน Ecosystem มากขึ้น ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย ทำให้คนที่ไม่เคยใช้ Apple สามารถเริ่มต้นได้ และมีโอกาสต่อยอดไปสู่อุปกรณ์อื่น ๆ ในอนาคตค่ะ

4.น่าลองใช้ Apple (8.4%) ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ใช้ใหม่หรือคนที่ไม่เคยใช้ Mac มาก่อน มองว่า MacBook Neo เป็นโอกาสในการ “ลองเข้าสู่โลก Apple” ค่ะ ด้วยราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้ภาพลักษณ์ของ Apple ดูไม่ไกลตัวเหมือนเดิม และกลายเป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นใช้งานค่ะ

5.โปรแกรมบางอย่างไม่รองรับ (5.7%) อย่างไรก็ตาม ยังมีบางเสียงที่สะท้อนข้อจำกัดเรื่อง “โปรแกรมที่ไม่รองรับ” ค่ะ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางหรือทำงานหนัก ซึ่งยังมองว่า MacBook Neo อาจไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด จึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนยังลังเลในการตัดสินใจค่ะ

MacBook Neo เทียบกับสินค้า Apple รุ่นใดบ้าง

1.MacBook Air M1 (19.5%) เป็นรุ่นที่ถูกนำมาเปรียบเทียบมากที่สุดค่ะ โดยผู้บริโภคมองว่า MacBook Neo มีประสิทธิภาพที่ “ใกล้เคียงกับ M1” และในบางการใช้งานอาจให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะงานทั่วไปที่เน้นความเร็วแบบคอร์เดี่ยวค่ะ นอกจากนี้ Neo ยังได้เปรียบในด้านดีไซน์ที่ดูใหม่ สดใส และทันสมัยมากกว่า ทำให้กลุ่มผู้ใช้บางส่วนมองว่า Neo เป็นตัวเลือกที่ “ดูคุ้มและน่าใช้กว่า” ในปัจจุบัน ทั้งในแง่ภาพลักษณ์และการใช้งานพื้นฐาน

2.MacBook Air M5 (18.5%) ถูกพูดถึงในมุมของการ “เพิ่มเงินแล้วได้อะไรเพิ่ม” ค่ะ เพราะเป็นรุ่นที่อยู่ใกล้กับ MacBook Neo มากที่สุดในแง่การใช้งานจริง แต่ขยับขึ้นไปอีกระดับในแง่ของประสิทธิภาพและความครบเครื่อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง SSD ที่เร็วกว่า RAM ที่มากกว่า และความพร้อมสำหรับการใช้งานระยะยาว ทำให้หลายเสียงมองว่า MacBook Air M5 เหมาะกับคนที่ต้องการซื้อเครื่องเดียวแล้วใช้งานจริงจังไปอีกหลายปี ในขณะที่ MacBook Neo จะถูกมองว่าเด่นในเรื่อง “ราคาที่เข้าถึงง่าย” และเหมาะกับคนที่รู้ขอบเขตการใช้งานของตัวเองชัดเจน เช่น ใช้เรียน ทำงานเอกสาร เปิดเว็บ หรือใช้งานทั่วไป

3.MacBook Pro (18.3%) โดยผู้บริโภคมองว่า Pro เป็นเครื่องสำหรับคนทำงานจริงจัง สายตัดต่อ วิดีโอ กราฟิก หรือการใช้งานที่ต้องพึ่งพาพลังประมวลผลสูง ในขณะที่ MacBook Neo ถูกวางให้เป็นเครื่องสำหรับงานทั่วไปตั้งแต่ต้น ทำให้เมื่อสองรุ่นนี้ถูกนำมาเทียบกัน คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าเป็นการแข่งกันโดยตรง แต่ใช้ Pro เป็น benchmark เพื่ออธิบายว่า Neo “ทำอะไรได้” และ “ทำอะไรไม่ได้” มากกว่าค่ะ การเปรียบเทียบกับ MacBook Pro ยังช่วยตอกย้ำ positioning ของ MacBook Neo ได้ชัดเจนขึ้น ว่าเป็นรุ่นที่เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ใช้เริ่มต้นที่ต้องการประสบการณ์ของ macOS ในราคาที่เข้าถึงง่าย ไม่ใช่เครื่องสำหรับสายโปรที่ต้องการ performance สูงสุด

4.iPhone 17e (11.9%) การพูดถึง iPhone 17e จะมีลักษณะต่างจากการเทียบกับ MacBook รุ่นอื่นค่ะ เพราะไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบกันในฐานะสินค้าประเภทเดียวกัน แต่เป็นการเปรียบในเชิง “งบประมาณใกล้เคียงกันแล้วควรเลือกอะไร” มากกว่า ทำให้บทสนทนาส่วนใหญ่เป็นการตั้งคำถามเชิงตัดสินใจว่า ถ้ามีเงินก้อนหนึ่งเท่านี้ ควรเลือกมือถือรุ่นใหม่หรือขยับไปเอา MacBook Neo ที่ใช้งานได้หลากหลายกว่า ซึ่งหลายเสียงมองว่า Neo ให้ value มากกว่าในมุมของ productivity เพราะสามารถใช้เรียน ทำรายงาน พรีเซนต์งาน หรือทำงานเอกสารได้ครบกว่าโทรศัพท์ค่ะ

5.iPad Air M4 (10.6%) ถูกพูดถึงในมุมของคำถามว่า “สามารถแทนกันได้ไหม” ค่ะ เพราะทั้งสองรุ่นมีราคาเริ่มต้นใกล้เคียงกันมาก ทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยหยิบมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนที่กำลังมองหาอุปกรณ์สำหรับใช้งานประจำวัน หลายเสียงมองว่า iPad Air M4 มีข้อได้เปรียบเรื่องความพกพาง่าย ใช้งานยืดหยุ่น และเหมาะกับการจดโน้ตหรือใช้งานแบบแท็บเล็ต แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับแล็ปท็อป โดยเฉพาะเรื่องงานเอกสาร การเปิดหลายหน้าต่างพร้อมกัน หรือการใช้งานแบบ multitasking ที่ยังไม่คล่องเท่ากับ MacBook ค่ะ

6.iPhone 16 Pro (9.9%) อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงคือเรื่อง “ชิปประมวลผล” ค่ะ โดยผู้บริโภคสังเกตว่า MacBook Neo ใช้ชิป A18 Pro ซึ่งเป็นชิปเดียวกับใน iPhone 16 Pro ทำให้เกิดการเปรียบเทียบในเชิง performance ว่าอุปกรณ์ทั้งสองมีพื้นฐานความแรงใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม การพูดถึงส่วนใหญ่มักอยู่ในมุมของความน่าสนใจและความแปลกใหม่มากกว่า โดยเฉพาะการที่ Apple นำชิปจาก iPhone มาใช้ใน MacBook ซึ่งทำให้หลายคนมองว่า MacBook Neo เป็น “Mac ที่มี DNA ของ iPhone” และเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป แม้จะไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับงานหนักเหมือนชิปตระกูล M-series ค่ะ

@philipverze

MacBook Neo เปิดตัวแบบสับๆ จับชิป A มาใส่ สีสันพาสเทล ดีไซน์น่ารัก #Apple #MacBook #MacBookNeo #A18Pro @apple

♬ เสียงต้นฉบับ – PHILIPVERZE – PHILIPVERZE

TOP 5 ENGAGEMENT BY PLATFORM

Data Research MacBook Neo

Facebook

  • อันดับ 1: ตั๊งไอที – 11,909 Engagement
  • อันดับ 2: iMoD – 9,837 Engagement
  • อันดับ 3: รีวิวเจ๋งๆ – 4,806 Engagement
  • อันดับ 4: spin9 – 3,594 Engagement
  • อันดับ 5: นายบอส – 3,264 Engagement

Instagram

  • อันดับ 1: punpromotion – 21,502 Engagement
  • อันดับ 2: shopbroth – 4,209 Engagement
  • อันดับ 3: iphonemod – 3,334 Engagement
  • อันดับ 4: thestandardwealth – 841 Engagement
  • อันดับ 5: thairath – 599 Engagement
Data Research MacBook Neo

TikTok

  • อันดับ 1: amnotlion – 56,620 Engagement
  • อันดับ 2: arteereview – 1,778 Engagement
  • อันดับ 3: imodofficial – 896 Engagement
  • อันดับ 4: tjebandotcom – 489 Engagement
  • อันดับ 5: zzt_zixzester – 200 Engagement

YouTube

  • อันดับ 1: Ing – 3,533 Engagement
  • อันดับ 2: Tump Yung – 3,519 Engagement
  • อันดับ 3: bomyanapat – 2,569 Engagement
  • อันดับ 4: iMoD Official – 1,333 Engagement
  • อันดับ 5: UTECH – 1,079 Engagement
รูปภาพจาก: Apple

ต้องบอกเลยว่า MacBook Neo เป็นสินค้าที่ “กระแสแรงมาก” ตั้งแต่เปิดตัวเลยค่ะ เพราะสิ่งที่คนพูดถึงอันดับแรกแทบจะเหมือนกันหมดเลยคือ “ราคามันถูกมากสำหรับ Apple” จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามทันทีว่า ในงบประมาณประมาณสองหมื่นแบบนี้ จะเอา MacBook ไปเลยดีไหม หรือจะเลือกตัวอื่นในงบเดียวกัน เช่น Windows, iPad หรือ iPhone

ซึ่งภาพรวมที่เบลล์เห็นคือ คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า “คุ้ม” ถ้าเอาไปใช้งานทั่วไป เช่น เรียน ทำงานเอกสาร พรีเซนต์ เปิดเว็บ หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะสเปกที่ได้ อย่างชิป A18 Pro ก็แรงพอสำหรับงานเหล่านี้ และได้ประสบการณ์ของ macOS ในราคาที่ไม่เคยมีมาก่อน

แต่ในขณะเดียวกันหลายเสียงก็พูดตรง ๆ เลยว่า MacBook Neo มีข้อจำกัดชัด เช่น RAM 8GB ที่เพิ่มไม่ได้ หรือ SSD ที่ไม่ได้เร็วมาก ทำให้มันไม่เหมาะกับงานหนัก เช่น ตัดต่อหรือทำกราฟิกจริงจัง เพราะงั้นคนเลยมองตรงกันว่า มันไม่สามารถแทน MacBook Air หรือ Pro แต่เป็น “Mac สำหรับเริ่มต้น” มากกว่า ซึ่งเบลล์มองว่าถ้าเราไม่ใช่คนที่จะต้องไปทำงานสายตัดต่อหรือกราฟิกหนักๆ Macbook Neo ก็เพียงพอแล้วค่ะ หรือใครที่ยังไม่เคยมีสินค้า Apple มาก่อน ตัวนี้ก็เหมาะแก่การซื้อมาลองใช้มาก ๆ เพราะในราคานี้ได้ชิปขนาดนี้นับว่าแรงและคุ้มค่าแน่อนค่ะ และยังเหมาะสำหรับน้อง ๆ นักศึกษาที่อยากมีแล็ปท็อปสักเครื่องไว้ใช้ทำรายงาน เพิ่มความสะดวกแถมยังได้คอมสเปคดีอีกด้วย

นอกจากนี้สีสันและดีไซน์ของเจ้า Macbook Neo ก็สดใสมาก ๆ เรียกได้ว่าเป็นสีที่ไม่เคยมีมาก่อนในสินค้า Apple ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คนหยิบมาพูดถึงกันเยอะมาก ๆ เพราะสีนี้ทำให้ MacBook Neo ดูเข้าถึงง่าย และเหมือน Apple ตั้งใจทำให้มันเป็นเครื่องของคนรุ่นใหม่จริง ๆ รวมถึงมีหลายคนมองว่านี่คือ “ตัวเปิดประตู” ให้คนที่ไม่เคยใช้ Apple มาก่อนเข้ามาลอง Ecosystem ได้ง่ายขึ้นด้วย

ถ้าถามว่าน่าซื้อมั้ยหรือควรขยับไปตัวอื่นดี สำหรับเบลล์มองว่า Macbook Neo น่าซื้อนะคะถ้าคนที่ซื้อไปใช้งานทั่วไปและรู้ขอบเขตของตัวเอง โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงานที่ไม่ได้ใช้โปรแกรมหนัก ๆ เพราะมันให้ความคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงง่ายจริง ๆ แต่ถ้าใครคิดจะใช้ยาว ๆ ทำงานหนัก หรืออยากได้เครื่องที่รองรับอนาคตมากขึ้น อาจต้องขยับไป MacBook Air จะเหมาะกว่าค่ะ

สรุป Data Research Insight เจาะกระแส MacBook Neo เมื่อ Apple ลงมาเปลี่ยนเกมตลาดแล็ปท็อป

จากการวิเคราะห์ Data Research ทั้งหมด จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า MacBook Neo ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงสินค้าใหม่ของ Apple เท่านั้น แต่เป็นการขยับเกมครั้งสำคัญที่ทำให้โครงสร้างตลาดแล็ปท็อปเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนค่ะ โดยบทสนทนาส่วนใหญ่โฟกัสไปที่ “ราคาและความคุ้มค่า” ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งต้นของทุกการพูดถึง และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มเปิดใจให้กับ Mac มากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคไม่ได้มอง MacBook Neo แบบแยกเดี่ยว แต่ใช้วิธี “เปรียบเทียบ” อย่างเข้มข้น ทั้งกับ MacBook รุ่นอื่น iPad และแม้แต่ iPhone เพื่อหาว่าตัวเลือกไหนตอบโจทย์การใช้งานในงบประมาณที่มีมากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจซื้อในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่สินค้าใดสินค้าหนึ่ง แต่เป็นการเลือก “solution” ที่เหมาะกับชีวิตมากที่สุด

ในภาพรวม MacBook Neo จึงถูกวางตำแหน่งได้อย่างชัดเจนในฐานะ Entry-level Mac ที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มผู้ใช้ใหม่ โดยใช้ “ราคา” เป็นตัวดึงให้เข้ามา และใช้ “Ecosystem ของ Apple” เป็นตัวทำให้ผู้ใช้งานอยู่ต่อในระยะยาว ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็รับรู้ข้อจำกัดของสินค้า เช่น เรื่องสเปคหรือการใช้งานหนัก ทำให้ไม่ได้มองว่า Neo จะมาแทน MacBook Air หรือ Pro แต่เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่เติมเต็มตลาดในช่องว่างที่ Apple ไม่เคยลงมาเล่นมาก่อน

ดังนั้น หากมองในเชิงกลยุทธ์ MacBook Neo จึงไม่ใช่แค่การออกสินค้าใหม่ แต่คือการ “ขยายฐานลูกค้า” และพา Apple ลงมาแข่งขันในตลาด Mass อย่างจริงจัง ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนสมการการแข่งขันในตลาดแล็ปท็อปในอนาคตค่ะ

สนใจเรียน AI Social Listening กับการตลาดวันละตอน

ถ้าใครอ่านแล้วอยากทำได้แบบนี้ อยากเรียนรู้การทำ Data Research จาก Social Listening กับการตลาดวันละตอน ตอนนี้มีคอร์สสอนแบบออนไซท์ เน้น Workshop ลงมือทำ 100% ค่าเรียนคนละ 9,900 บาท โดยจะได้รับเครื่องมือ AI Social Listening ในราคา 6,750 ไปใช้ฟรี 1 เดือนเต็ม

This image has an empty alt attribute; its file name is 1-1-1-1-1-1024x1024.png
This image has an empty alt attribute; its file name is 2-3-1-1-1-1024x1024.png

และนี่คือผลงานของผู้เรียนคลาส Social Listening รุ่น 32 กับการตลาดวันละตอน ครั้งนี้เป็นผลงานของผู้เรียนที่ไม่ได้มาจากสาย Data โดยตรง แต่สนใจอยากเข้าใจผู้บริโภคให้ลึกขึ้นเลยลองมาเรียนดูสักครั้งและจากหลักการ 8 Step Social Listening ที่ได้เรียนไปในคลาส ผู้เรียนก็เอาไป Apply กับหมวด Cleansing ได้อย่างดี จนออกมาเป็น Insight ที่น่าสนใจเพียบ

เริ่มจากการดูว่า Texture แบบไหนกำลังได้รับความนิยม โดยจะเห็นว่า “ไมเซลล่า/วอเตอร์” และ “บาล์ม” คือ 2 กลุ่มที่คนพูดถึงเยอะที่สุด ต่อมาก็เจาะลึกต่อว่า แล้วผู้บริโภค เลือกซื้อเพราะอะไร จะเห็นว่า Key Feature ที่มาแรงคือ “ล้าง + บำรุง” ได้ในขั้นตอนเดียว และ “ล้างเมคอัพกันน้ำได้” ส่วนเหตุผลที่ซื้อจริง ๆ กลับไม่ได้อยู่ที่แบรนด์ แต่เป็นเพราะ “ขวดใหญ่” และ “ราคาดี” บอกเลยว่า ไม่ได้แค่ดูผิวเผิน แต่ผู้เรียนลงลึกถึงระดับ Benefit, Ingredient, Skin Concern ไปจนถึงการ Mapping ภาพรวมของ Category ได้อย่างครบถ้วน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *