ในยุค Data-Driven Age ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่หลายคนเริ่มใส่ใจว่าบริษัทหรือแบรนด์ต่างๆ เอา Data ของพวกเขาไปใช้งานอย่างไร และไม่ใช่แค่ใช้งานรวมไปถึงผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นกังวลถึงความปลอดภัยในการเก็บรักษาว่าแบรนด์ต่างๆ นั้นดูแลข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาเป็นอย่างดีสมกับที่วางใจหรือไม่ ก่อให้เกิด Segmentation ใหม่ที่ชื่อว่า Privacy Actives จากรายงาน Data Privacy ของ Cisco ครับ
ไม่ว่ากฏหมายข้อบังคับเรื่อง Data ต่างๆ จากเริ่มทยอยเข็นออกมามากขึ้นทั่วโลก ทั้ง GDPR หรือ PDPA ไปจนถึง CCPA ก็ตาม ทั้งหมดคือการออกกฏระเบียบข้อบังคับที่บอกไปถึงบรรดาภาคธุรกิจว่าแต่ละคนต้องใส่ใจเรื่อง Data Privacy & Secuerity เป็นอย่างดีถ้าไม่อยากถูกปรับเป็นเงินมหาศาลในทางกฏหมาย
แต่ในขณะเดียวกันเรื่อง Data Privacy & Secuerity นี้ก็ส่งผลต่อเรื่องภาพลักษณ์หรือ Branding ไม่น้อยเช่นเดียวกัน แบรนด์ที่ดีในวันนี้ต้องทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่ไว้วางใจว่าพวกเขาจะเอา Consumer Data ไปใช้ตามที่ขออนุญาตไว้อย่างตรงไปตรงมา และให้ผู้บริโภคที่เป็นเจ้าของ Data สามารถเพิกถอนการอนุญาตที่เคยให้ไว้ได้ง่ายๆ และข้อสุดท้ายคือพวกเขาคาดหวังว่าเมื่อวางใจให้ Data ไปจะต้องไม่ปล่อยให้รั่วไหลถูกแฮกหรือเจาะออกไปได้ง่ายๆ
วันนี้ผมจะพาพวกคุณมารู้จักผู้บริโภคกลุ่มใหม่ในยุค Data ที่ถูกนิยามว่าเป็น Privacy Active ซึ่งพร้อมจะเปลี่ยนแบรนด์ทันทีถ้ารู้สึกว่าคุณไม่โปร่งใสในเรื่อง Data กับพวกเขาครับ
Privacy Active ที่มาพร้อมกับ 3 ประเด็นหลักที่ชี้วัดว่าใครใส่ใจในเรื่อง Privacy
ทัศนคติของกลุ่ม Privacy Actives ที่มีต่อเรื่อง Data Privacy
เมื่อถามถึงทัศนคติหรือ Attitudes ของกลุ่ม Privacy Actives พบว่าผู้บริโภคยุค Data กลุ่มนี้รู้สึกว่าสิ่งที่ธุรกิจทำกับ Data พวกเขาก็เป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่ธุรกิจทำกับพวกเขาเช่นกันถึง 90%
เช่น ถ้าธุรกิจไม่ได้ใส่ใจในเรื่องการดูแลรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาเป็นอย่างดี หรือไม่ปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา ธุรกิจดังกล่าวก็ไม่น่าจะจริงใจกับพวกเขา เรียกได้ว่าเรื่อง Data Privacy เป็นภาพสะท้อนของแบรนด์ในยุค Data ได้เป็นอย่างดีครับ
และอีก 91% ที่คิดว่าพวกเขาจะไมาซื้อสินค้าหรือบริการจากแบรนด์หรือธุรกิจที่พวกเขารู้สึกว่ามีการบริการจัดการ Data ของพวกเขาอย่างไม่น่าไว้วางใจ เช่น ขออย่างเอาไปใช้งานอย่าง พวกเขาจะรู้สึกไม่ไว้ใจและไม่ใช้เงินกับคุณอีกต่อไป เท่ากับว่านิยามของการสร้างแบรนด์จะเริ่มเปลี่ยนไปอีกมาก ในยุคที่คนยุคใหม่ใส่ใจกับเรื่อง Data เพิ่มเติมจากการใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมหรืมนุษยธรรมอื่นๆ ที่ผ่านมาครับ
GDPR หรือ PDPA อาจจะไม่ได้ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกมั่นใจว่า Data ของพวกเขาจะปลอดภัยอย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อดูจากภาพนี้ที่แสดงการสำรวจความคิดเห็นหรือความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อกฏหมายข้อบังคับเรื่อง Data อย่าง GDPR ที่ถูกนำไปปฏิบัติใช้อย่างแพร่หลายนั้นจะเห็นว่า ยังมีกลุ่มคนอีกมากที่ไม่ได้ตระหนักถึงข้อดีของ GDPR อย่างที่ควรจะเป็น
ผู้บริโภคยุค Data รู้สึกเรื่อง Data Privacy เป็นหน้าที่ของเอกชนมากกว่าภาครัฐ
เมื่อสำรวจลึกลงไปผู้บริโภคยุค Data กลับรู้สึกว่าภาครัฐควรเป็นพระเอกหลักในการจัดการเรื่อง Data Privacy แค่ 45% นั่นหมายความว่าผู้บริโภควันนี้กลับมองว่าเรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่ของภาคเอกชนเสียมากกว่า
ความท้าทายเรื่อง Data Privacy จากความรู้สึกของผู้บริโภคยุค Data
ยังมีงานอีกมากที่นักการตลาดและแบรนด์ต่างๆ ต้องทำ เมื่อผู้บริโภคยุค Data แค่ 43% เท่านั้นที่รู้สึกว่าวันนี้พวกเขาสามารถควบคุม Data ของตัวเองได้อย่างที่ควรจะเป็น
73% บอกว่ายากที่จะไปสืบรู้ว่าบริษัทต่างๆ ที่ได้ Data พวกเขาไปนั้นเอาไปใช้งานต่ออย่างไรจริงๆ กันแน่ ใช้ตามที่บอกไว้จริงหรือ?
49% บอกว่าถ้าจะใช้บริการใดๆ ต้องถูกบังคับให้เก็บ Data ไปแม้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริการที่ใช้เลยก็ตาม
46% รู้สึกว่าข้อมูลส่วนบุคคลหรือ Personal data ของพวกเขาน่าจะพร้อมให้เอาไปใช้งานอยู่แล้วในวันนี้
41% บอกว่าไม่ไว้ใจว่าบริษัทต่างๆ ที่เอา Personal data ของพวกเขาไปจะปฏิบัติตามกฏหมายหรือข้อบังคับที่ระบุไว้อย่างจริงจัง
41% บอกว่าไม่เข้าใจว่าตัวเลือกในการใช้บริการต่างๆ ที่ต้องกดยินยอมให้ Personal data ไปนั้นคืออะไร
ถ้าให้สรุปภาพรวมในส่วนนี้สั้นๆ สำหรับผมๆ มองว่าเพราะผู้บริโภคยุค Data ต่างรู้สึกว่า Data นั้นเป็นอะไรที่ไม่เหมือนอย่างอื่น เป็นแค่ข้อมูลที่ไม่มีตัวตน ทำให้ไม่แน่ใจว่าเมื่อถูกเก็บ Personal data ไปแล้วจะอย่างไรต่อ ถ้าขอให้ลบจะลบจริงไหม ก็เหมือนกับให้ไปแล้วก็ยากที่จะทวงคืนในสิ่งนั้นได้
สรุป Privacy Actives ผู้บริโภคยุค Data ที่ใส่ใจกับเรื่อง Data Privacy
เมื่อเรื่อง Data ไม่ใช่เรื่องของ IT หรือ Technology อีกต่อไป เมื่อ Data หมายถึงความเชื่อใจและไว้วางใจ นั่นย่อมส่งผลกระทบต่อการสร้าง Branding อย่างมากในศตวรรษที่ 21 นี้
กว่า 32% ของผู้บริโภคยุค Data ที่พร้อมจะเปลี่ยนใจจากแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งในทันทีถ้าทำให้พวกเขาไม่ไว้ใจว่า Personal data ที่ให้ไปจะไม่ปลอดภัยหรือปล่อยให้เกิดอัตรายขึ้นมา
ปัญหาการทำตามสัญญาของการใช้งาน Personal data ของลูกค้าสำคัญมาก ปัญหาการให้สิทธิในการควบคุมและเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าก็สำคัญยังไม่แพ้กัน
รายงานฉบับนี้ของ Cisco ยังไม่ได้พูดถึงการรั่วไหลของ Data ที่เป็นข่าวและคดีความต่างๆ มากมาย เอาไว้ในวันหน้าผมจะหยิบเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังต่ออีกครั้ง ว่านักการตลาดอย่างเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรให้ผู้บริโภคยุคใหม่วางใจในแบรนด์เราและกล้าที่จะมอบ Data ให้กับเราเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายมากขึ้นครับ