ทำให้เรื่องการตลาดแบบรู้ใจยังคงเป็นแค่ Concept แนวคิดที่ฟังดูสวยหรูเหมือนโลก Utopia ที่ไม่มีอยู่จริง แต่ใครจะไปคิดหละครับว่าแค่ไม่กี่ปีผ่านไปความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI และจำนวน Data ที่เราตั้งใจเก็บก็มากพอให้เราสามารถทำการตลาดแบบรู้ใจจริงๆ ได้
จนถึงวันนี้วันที่ AI ก้าวหน้าไปอีกระดับ โลกได้รู้จัก LLM ผ่านเครื่องมือที่ชื่อว่า Generative AI ไม่ว่าจะทั้ง ChatGPT, Midjourney, Gemini และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ใครๆ ก็สามารถใช้ AI ได้โดยไม่ต้องมีทักษะความรู้ชั้นสูงแบบก่อนหน้า ไม่ต้อง Coding เป็น ไม่ต้องทำ Stat ได้ แค่พิมพ์ Prompt ข้อความง่ายๆ เสมือนภาษาพูดคุยกับใครสักคนเข้าไป เพียงแค่คุณก็สามารถใช้งาน AI ได้แล้ว
และบวกเข้ากับจำนวนของ Data ที่หลายแบรนด์เริ่มเก็บสะสมมานานมากพอ เครื่องไม้เครื่องมือ MarTech ที่ช่วยเราในเรื่องการจัดเก็บดาต้าก็มีราคาถูกลงมากอย่างเห็นได้ชัด ผสมเข้ากับทักษะ Data Thinking หรือ Data Literacy ที่นักการตลาดส่วนใหญ่มีแล้วในวันนี้ ก็ยิ่งทำให้การทำ Personalization ไม่ใช่แค่เรื่องไกลเกินตัว ไม่ใช่แค่ Conceptual อีกต่อไป แต่มันคือเรื่องที่หลายแบรนด์เริ่มทำแล้ว หลายแบรนด์ทำไปไกลแล้ว หรือแม้แต่แบรนด์น้องใหม่ก็สามารถเริ่มต้นทำ Personalization ได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจด้วยซ้ำ
ดังนั้นสิ่งที่ผมจะบอกคือ “การตลาดแบบรู้ใจ Personalized Marketing ไม่ใช่เรื่องใหม่” แต่ที่จะเป็นเทรนด์ใหม่และประเด็นใหญ่คือ “การตลาดแบบรู้ใจยุค AI หรือ Personalized Marketing 2.0 ที่กำลังมา” วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ นักการตลาดให้มารู้จักพร้อมกับเห็นตัวอย่างว่าแบรนด์ที่ใช้ AI ทำการตลาดแบบรู้ใจเขาทำกันแบบไหน
ความแตกต่างระหว่าง Personalized Marketing 1.0 กับการตลาดแบบรู้ใจยุค AI 2.0
แต่ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับ แท้จริงแล้วการใช้ AI กับงาน Marketing หรือ Advertising นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเรามักจะเห็นครีเอทีฟต่างๆ มักหยิบเอา AI มาเล่นในงานโฆษณานานแล้ว เพียงแต่สมัยก่อนทำได้แค่เพื่อทำข่าว PR เพื่อส่งเคสชิงรางวัลเป็นหลัก
เราจะเห็นว่าแคมเปญนั้นใช้ AI ทำอย่างนั้น ส่วนอีกแบรนด์ใช้ AI ทำอย่างนี้ แต่ทั้งหมดก็เป็นแค่นามธรรม ทำเพื่อชิงรางวัล ยังไม่สามารถเอา AI มาใช้งานแบบจับต้องได้จริง ผิดกับทุกวันนี้ที่ Generative AI ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งาน AI ได้แบบง่ายๆ ก็ยิ่งทำให้วงการการตลาดเราตื่นตัวกับเรื่องนี้อย่างมาก และนั่นก็ทำให้ AI กลายเป็น “เครื่องมือหลัก” ของนักการตลาดทุกคนในสมัยนี้ที่ต้องรู้จักใช้งานให้เป็นครับ
สมัยก่อนคนจะใช้ AI ได้ต้องเป็นคนสายเทคเท่านั้น แต่วันนี้ไม่ใช่อีกต่อไป ขอแค่คุณคุยรู้เรื่อง พิมพ์สื่อสารกับคนอื่นรู้เรื่อง หรือที่ผมมักใช้คำว่า “ถ้าบรีฟงานคนอื่นเป็น ก็สามารถเก่ง AI ได้”
เพราะ AI วันนี้เราแค่พิมพ์สั่งงานด้วยภาษาคนปกติ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษหรือทักษะ Prompt Engineer แบบเดิมก็สามารถใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน อยากวิเคราะห์ดาต้าไม่ต้องทำ Stat เป็นก็สามารถสั่งงาน AI ได้ (แต่จำเป็นต้องรู้จัก Stat นะ) ซึ่งอีกหน่อยก็จะเหลือแค่พูดสั่งการไม่จำเป็นต้องพิมพ์ให้เมื่อยนิ้วมืออีกด้วยซ้ำ
บวกกับ AI วันนี้มันฉลาดมากทำให้ไม่ต้องเรียนอะไรมาก็สามารถใช้งาน AI ได้ในระดับหนึ่ง ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ AI เข้ามามีบทบาทหลายด้านในสายงานการตลาดของเรา ตั้งแต่เอา Prep มาจัดการ Data ที่ยังไม่เรียบร้อย จากนั้นก็ให้มันช่วยวิเคราะห์หาแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจเบื้องต้นให้ ทั้งหมดนี้ทำผ่านการพิมพ์ถามสั่งงานผ่านช่องแชทเหมือนคุย LINE คิดภาพว่าเรากำลังสั่งงานใครสักคนที่พร้อมทำงานให้เรา 24/7 อยู่อีกฝากของหน้าจอตลอดเวลา
สิ่งหนึ่งที่ AI เข้ามาช่วยงานนักการตลาดสายดาต้าอย่างผมมากๆ ก็คือเราไม่ต้องจดสูตร Excel อยากๆ ไม่ต้องมานั่งฝึกใช้โปรแกรมที่เอาไว้สร้าง Dashboard อย่าง Looker Studio หรือ Power BI เหมือนแต่ก่อน (แต่การทำได้เป็นแล้วมาใช้ AI ก็ยังได้เปรียบกว่านะครับ) แค่พอมีความรู้ความเข้าใจสักหน่อยว่ากราฟมีกี่รูปแบบ บวกกับอยากเห็น Data อะไรในรูปแบบไหน แล้วก็พิมพ์สั่งงานง่ายๆ ด้วย Prompt เหมือนการแชทคุยกับ Data Analyst ทั่วไป เพียงเท่านี้ AI ก็จะไปวิเคราะห์ Data ตามสั่งมาให้ภายในไม่กี่วินาที
ซึ่งสำหรับการตลาดแบบรู้ใจยุค AI Personalized Marketing 2.0 นี้มีการเอา AI มาช่วยทำ Personalized Content แบบ Real-time จากเดิมที่จะเป็นการทำชิ้นงานสต็อกตุนไว้ให้มากพอที่จะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกคนที่เราต้องการ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถทำคอนเทนต์ให้ครอบคลุมทุกคนได้จริงๆ เพราะมนุษย์เรานั้นยากจะคาดเดาได้ครับ
แต่วันนี้เราแค่สั่ง Agent AI ให้พร้อมทำงานตามกลยุทธ์เราไว้ล่วงหน้า เช่น ถ้าเมื่อไหร่มีลูกค้าคนไหนกดเข้ามาอ่านคอนเทนต์เครื่องซักผ้าในเว็บเรา แต่ยังไม่ยอมตัดสินใจซื้อ หรือยังไม่ยอมกดลงทะเบียนรับข่าวสาร จากเดิมต้องมาทำ Template Content เตรียมไว้ แล้วก็ทำได้แค่ Personalization ตรงชื่อให้ตรงกับ Customer Data ที่เรามี จากการดูว่าคนที่อ่านคนนั้นเป็นใครจากการล็อคอินก่อนเข้ามาอ่าน
การตลาดแบบรู้ใจ 2.0 คือการที่นักการตลดาอย่างเราสามารถกำหนด Logic หรือ Condition ให้ AI ล่วงหน้าได้ว่าอยากให้ทำอะไรแบบไหนเมื่อเกิดอะไรขึ้น ด้วยการสั่งให้ AI คิด วิเคราะห์ ประเมินจาก Customer Journey Data ภาพรวมว่าลูกค้าคนนี้เคยเปิดอ่านอะไรมาบ้าง เคยกดใช้งานอะไรมาบ้าง ประเมินร่วมกับระยะเวลาที่ใช้ไปกับแต่ละหน้า แต่ละเนื้อหาคอนเทนต์ บวกกับประเมินร่วมกับการดูว่าแต่ละหน้าที่ผู้ใช้งานเปิดดูมีการเลื่อนลงไปดูถึงเนื้อหาส่วนไหน แค่เปิดดูแต่ส่วนต้นบนความ หรือค่อยๆ เลื่อนอ่านไปดูจนสุดบทความ
จะเห็นว่าการทำ Personalization 1.0 มักจะเป็นการใช้ Single Source of Data มารู้ใจลูกค้า แต่ถ้าเป็น Personalization 2.0 จะเป็นการใช้ Multi Source of Data มาวิเคราะห์ภาพรวมเพื่อรู้ใจลูกค้าได้ดียิ่งกว่า ทำให้สามารถประเมินได้ดีขึนว่าควรส่งการตลาดแบบไหนออกไป อีกแง่มุมหนึ่งนี่คือการตลาดแบบ Hyper-Personalization ในยุคที่ AI คิดเองได้ ทำงานเป็น แถมยังสามารถคิดและทำตามกรอบที่กำหนดไว้เป็นแนวทาง โดยที่มันยังสามารถคิดยืดหยุ่นเมื่อเจอปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเองได้
Personalized Marketing 101
แต่ทั้งหมดที่เล่ามาก็เป็นแค่เรื่องของการทำชิ้นงานการตลาดให้รู้ใจยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย AI ที่แค่ลดงานของนักการตลาดลงไปได้ แต่ยังไม่ได้ใช้ AI ยกระดับ Customer Experience ให้ Personalization ได้อย่างที่ควรจะเป็น
ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของนักการตลาดยุค AI ที่อยากทำ Personalized Marketing 2.0 คือการตั้งคำถามว่า “เราจะใช้ AI เพื่อทำให้เราเป็นนักการตลาดที่เก่งขึ้น หรือ Creative ขึ้นกว่าเดิมอย่างไรได้บ้าง ?”
เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมใช้งาน Generative AI มาสักระยะก็พอจับจุดทำความเข้าใจได้อย่างหนึ่งว่า ทุกวันนี้อยากทำอะไรทำได้เลย ทั้งเร็วและง่าย แถมยังได้งานที่พอใช้งานได้ออกมา แต่พอทุกคนต่างก็ใช้ AI ทำงานคล้ายๆ กัน สั่งคล้ายๆ กัน เวลาชิ้นงานหรือภาพที่ได้ออกมาก็ดูดีคล้ายๆ กันไปหมด
ดังนั้นสิ่งที่ทำให้งานจาก AI ของเราต่างจากนักการตลาดคนอื่นได้คือ Creativity การสั่งให้ต่างกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเขียน Prompt ให้เยอะกว่าแต่มีความหมายเท่าเดิม และการตัดสินใจเลือกว่าจะเอาส่วนไหนของ AI ไปใช้ต่อยอดให้ดีกว่าที่มันทำ จนออกมาเป็นสไตล์งานส่วนตัวในแบบของเรา
เราจะมาดูกันว่านักการตลาดเก่งๆ ครีเอทีฟเจ๋งๆ แบรนด์ดังๆ ระดับโลกเขาใช้ AI-Driven Personalization อย่างไรกันบ้าง เผื่อว่าจะจุดประกายไอเดียให้เพื่อนๆ นักการตลาดได้เห็นแนวทางว่า “เอ…ถ้าเขาใช้ AI ทำแบบนี้ได้ งั้นเรารองใช้ AI ทำแบบนั้นดูบ้างดีไหมนะ ?”
เมื่อใครๆ ก็ใช้ AI ช่วยคิดและช่วยทำงานกันเป็นปกติ เช่น ออก Art Work โปรโมชั่น หรือทำ Marketing Plan เปิดตัวสินค้าใหม่ได้ง่ายๆ เหมือนกัน จุดต่างจะเริ่มวัดกันว่าใครที่สั่งงานเอไอได้ดีกว่า ละเอียดกว่า ปรับแต่งคำตอบได้มากกว่า ก็จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นต่างกันมากพอสมควร
ถ้าเป็น Marketing Plan ก็ไม่ได้ซื้อไอเดียแรกๆ ของ AI แต่จะมีการต่อยอดไอเดียของ AI ออกไปเรื่อยๆ จนได้ไอเดียที่ผู้ใช้งานก็คิดไม่ถึง จนลูกค้าก็คิดไม่ถึงว่าตกลงไอเดียนี้ใช้เอไอช่วยคิดมาตั้งแต่ต้น นึกว่าคิดเองมาตั้งแต่แรกครับ
อ่านถึงตรงนี้คุณคงพอเห้นภาพแล้วนะครับว่าถ้าจะใช้ AI แค่ให้ทำงานได้เร็วขึ้นนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานที่ใครๆ วันนี้ก็ทำกัน คำถามคือถ้าคุณใช้ AI ทำงานแบบนั้นแล้วมันจะต่างกับคนอื่นๆ ที่ก็ใช้เหมือนกันอย่างไร ?
แรกเริ่มเดิมทีตอน AI เข้ามาใครใช้เป็นก่อนก็ย่อมได้เปรียบกว่าเรื่องความเร็วอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่วันนี้ทุกแบรนด์ใช้กันเร็วกว่าหาใช่สาระสำคัญไม่ เพราะมันกลายเป็นเรื่องพื้นฐานไปแล้ว
แต่นักการตลาดที่แตกต่างโดยเฉพาะในการเอา AI มาช่วยทำ Personalization คือการคิดหลักการ หรือ Logical Thinking ไว้ให้ AI รู้ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นควรต้องทำอย่างไร ถ้า Data เป็นแบบนี้ควรต้องทำการตลาดแบบไหน เพราะ AI สามารถวิเคราะห์ Data จำนวนมากได้ในระยะเวลาสั้นๆ แล้วก็สามารถเอาไปใช้เป็นแนวทางตอคำถามพูดคุยกับลูกค้าผ่าน ChatBot โดยจะปรับเนื้อหาที่คุยให้เข้ากับ Customer Data จากทุกๆ ช่องทางที่รวบรวมมาวิเคราะห์แบบ Real-time
จากนั้นก็ประเมินจากข้อความที่ลูกค้าพิมพ์ส่งมาว่าตอนนี้ลูกค้าน่าจะรู้สึกแบบไหน และควรจะตอบกลับไปอย่างไร มันคือการตลาดแบบ Personalization x Contextualization ด้วยพลังของ AI ในแบบที่นักการตลาดเมื่อ 5 ปีก่อนคงได้แต่คิดฝันว่าถ้าสักวันมันเกิดขึ้นจริงคงดี แต่วันนี้มันเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วครับ
ทั้งหมดที่เล่ามานี้คือความแตกต่างระหว่างนักการตลาดที่แค่ใช้ AI เพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น กับนักการตลาดที่อยากใช้ AI เพื่อยกระดับ Customer Experience ให้ดีขึ้น ทุกคนรู้ว่าถ้าลูกค้าประทับใจมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสที่เขาจะใช้เงินกับเราเพิ่มขึ้นเท่านั้น
อย่าใช้ AI แค่ให้งานเสร็จเร็วเพื่อจะได้กลับบ้านไว เพราะนั่นคือสิ่งที่คนทั่วไปส่วนใหญ่ทำกัน แต่จงใช้ AI ให้ลูกค้ารักเรามากๆ เป็นลูกค้าเรานานๆ แล้วเราจะเป็นแบรนด์ที่ไม่ใช่แค่อยู่รอดต่อไปได้ แต่ยังสามารถเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจที่ตกต่ำและฝืดเคืองได้ดีอีกด้วยครับ
ทั้งหมดที่เกริ่นมาคือการเล่าให้เห็นภาพความต่างระหว่าง Personalized Marketing 1.0 กับ Personalized Marketing 2.0 เท่านั้นเองครับ เดี๋ยวในบทความการตลาดแบบรู้ใจยุค AI ถัดไปจะยกตัวอย่างที่ทั้งแบบเวิร์ค และไม่เวิร์ค ให้เพื่อนๆ นักการตลาดทุกคนได้เห็นภาพกัน เพื่อที่คุณจะได้เป็นนักการตลาดแบบรู้ใจที่เก่งยุค AI ครับ