เทรนด์การตลาดแบบรู้ใจยุค AI Personalized Marketing 2.0 กับการรู้ใจที่มากขึ้น แม่นขึ้น และไวขึ้นกว่าเดิมด้วย LLM และ Agentic AI

Personalized Marketing 2.0 เทรนด์การตลาดแบบรู้ใจยุค AI

ถ้าพูดถึงการตลาดแบบรู้ใจ Personalized Marketing ผมเชื่อว่าทุกคนติดตามการตลาดวันละตอนมาสักระยะคงคุ้นเคยกับคำนี้ดี ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2019 จากนั้นกระแสเรื่องการตลาดแบบรู้ใจ Personalization ก็ถูกพูดถึงอย่างมาก

แต่ปัญหาในเวลานั้นที่ทำให้นักการตลาดและแบรนด์ส่วนใหญ่ไม่สามารถรู้ใจลูกค้าได้อย่างที่ควรเป็นก็เพราะ…

  1. Data แทบไม่มี
  2. AI ยังเข้าถึงยากและไม่ฉลาดพอ
  3. Skill ความรู้ความสามารถคนส่วนใหญ่ยังไม่มี

ทำให้เรื่องการตลาดแบบรู้ใจยังคงเป็นแค่ Concept แนวคิดที่ฟังดูสวยหรูเหมือนโลก Utopia ที่ไม่มีอยู่จริง แต่ใครจะไปคิดหละครับว่าแค่ไม่กี่ปีผ่านไปความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI และจำนวน Data ที่เราตั้งใจเก็บก็มากพอให้เราสามารถทำการตลาดแบบรู้ใจจริงๆ ได้

จนถึงวันนี้วันที่ AI ก้าวหน้าไปอีกระดับ โลกได้รู้จัก LLM ผ่านเครื่องมือที่ชื่อว่า Generative AI ไม่ว่าจะทั้ง ChatGPT, Midjourney, Gemini และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ใครๆ ก็สามารถใช้ AI ได้โดยไม่ต้องมีทักษะความรู้ชั้นสูงแบบก่อนหน้า ไม่ต้อง Coding เป็น ไม่ต้องทำ Stat ได้ แค่พิมพ์ Prompt ข้อความง่ายๆ เสมือนภาษาพูดคุยกับใครสักคนเข้าไป เพียงแค่คุณก็สามารถใช้งาน AI ได้แล้ว

และบวกเข้ากับจำนวนของ Data ที่หลายแบรนด์เริ่มเก็บสะสมมานานมากพอ เครื่องไม้เครื่องมือ MarTech ที่ช่วยเราในเรื่องการจัดเก็บดาต้าก็มีราคาถูกลงมากอย่างเห็นได้ชัด ผสมเข้ากับทักษะ Data Thinking หรือ Data Literacy ที่นักการตลาดส่วนใหญ่มีแล้วในวันนี้ ก็ยิ่งทำให้การทำ Personalization ไม่ใช่แค่เรื่องไกลเกินตัว ไม่ใช่แค่ Conceptual อีกต่อไป แต่มันคือเรื่องที่หลายแบรนด์เริ่มทำแล้ว หลายแบรนด์ทำไปไกลแล้ว หรือแม้แต่แบรนด์น้องใหม่ก็สามารถเริ่มต้นทำ Personalization ได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจด้วยซ้ำ

ดังนั้นสิ่งที่ผมจะบอกคือ “การตลาดแบบรู้ใจ Personalized Marketing ไม่ใช่เรื่องใหม่” แต่ที่จะเป็นเทรนด์ใหม่และประเด็นใหญ่คือ “การตลาดแบบรู้ใจยุค AI หรือ Personalized Marketing 2.0 ที่กำลังมา” วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ นักการตลาดให้มารู้จักพร้อมกับเห็นตัวอย่างว่าแบรนด์ที่ใช้ AI ทำการตลาดแบบรู้ใจเขาทำกันแบบไหน

ความแตกต่างระหว่าง Personalized Marketing 1.0 กับการตลาดแบบรู้ใจยุค AI 2.0

เทรนด์การตลาดแบบรู้ใจยุค AI Personalized Marketing 2.0 กับการรู้ใจที่มากขึ้น แม่นขึ้น และไวขึ้นกว่าเดิมด้วย LLM และ Agentic AI

แต่ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับ แท้จริงแล้วการใช้ AI กับงาน Marketing หรือ Advertising นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเรามักจะเห็นครีเอทีฟต่างๆ มักหยิบเอา AI มาเล่นในงานโฆษณานานแล้ว เพียงแต่สมัยก่อนทำได้แค่เพื่อทำข่าว PR เพื่อส่งเคสชิงรางวัลเป็นหลัก

เราจะเห็นว่าแคมเปญนั้นใช้ AI ทำอย่างนั้น ส่วนอีกแบรนด์ใช้ AI ทำอย่างนี้ แต่ทั้งหมดก็เป็นแค่นามธรรม ทำเพื่อชิงรางวัล ยังไม่สามารถเอา AI มาใช้งานแบบจับต้องได้จริง ผิดกับทุกวันนี้ที่ Generative AI ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งาน AI ได้แบบง่ายๆ ก็ยิ่งทำให้วงการการตลาดเราตื่นตัวกับเรื่องนี้อย่างมาก และนั่นก็ทำให้ AI กลายเป็น “เครื่องมือหลัก” ของนักการตลาดทุกคนในสมัยนี้ที่ต้องรู้จักใช้งานให้เป็นครับ

สมัยก่อนคนจะใช้ AI ได้ต้องเป็นคนสายเทคเท่านั้น แต่วันนี้ไม่ใช่อีกต่อไป ขอแค่คุณคุยรู้เรื่อง พิมพ์สื่อสารกับคนอื่นรู้เรื่อง หรือที่ผมมักใช้คำว่า “ถ้าบรีฟงานคนอื่นเป็น ก็สามารถเก่ง AI ได้”

เพราะ AI วันนี้เราแค่พิมพ์สั่งงานด้วยภาษาคนปกติ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษหรือทักษะ Prompt Engineer แบบเดิมก็สามารถใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน อยากวิเคราะห์ดาต้าไม่ต้องทำ Stat เป็นก็สามารถสั่งงาน AI ได้ (แต่จำเป็นต้องรู้จัก Stat นะ) ซึ่งอีกหน่อยก็จะเหลือแค่พูดสั่งการไม่จำเป็นต้องพิมพ์ให้เมื่อยนิ้วมืออีกด้วยซ้ำ

บวกกับ AI วันนี้มันฉลาดมากทำให้ไม่ต้องเรียนอะไรมาก็สามารถใช้งาน AI ได้ในระดับหนึ่ง ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ AI เข้ามามีบทบาทหลายด้านในสายงานการตลาดของเรา ตั้งแต่เอา Prep มาจัดการ Data ที่ยังไม่เรียบร้อย จากนั้นก็ให้มันช่วยวิเคราะห์หาแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจเบื้องต้นให้ ทั้งหมดนี้ทำผ่านการพิมพ์ถามสั่งงานผ่านช่องแชทเหมือนคุย LINE คิดภาพว่าเรากำลังสั่งงานใครสักคนที่พร้อมทำงานให้เรา 24/7 อยู่อีกฝากของหน้าจอตลอดเวลา

สำคัญคือพนักงานคนนี้สั่งงานเมื่อไหร่ก็ไม่บ่น ไม่ด่า ไม่นินทา ไม่เอาไปโพสลงโซเชียลถ้าเราเผลอสั่งงานตอนตีสามครับ

สิ่งหนึ่งที่ AI เข้ามาช่วยงานนักการตลาดสายดาต้าอย่างผมมากๆ ก็คือเราไม่ต้องจดสูตร Excel อยากๆ ไม่ต้องมานั่งฝึกใช้โปรแกรมที่เอาไว้สร้าง Dashboard อย่าง Looker Studio หรือ Power BI เหมือนแต่ก่อน (แต่การทำได้เป็นแล้วมาใช้ AI ก็ยังได้เปรียบกว่านะครับ) แค่พอมีความรู้ความเข้าใจสักหน่อยว่ากราฟมีกี่รูปแบบ บวกกับอยากเห็น Data อะไรในรูปแบบไหน แล้วก็พิมพ์สั่งงานง่ายๆ ด้วย Prompt เหมือนการแชทคุยกับ Data Analyst ทั่วไป เพียงเท่านี้ AI ก็จะไปวิเคราะห์ Data ตามสั่งมาให้ภายในไม่กี่วินาที

ซึ่งสำหรับการตลาดแบบรู้ใจยุค AI Personalized Marketing 2.0 นี้มีการเอา AI มาช่วยทำ Personalized Content แบบ Real-time จากเดิมที่จะเป็นการทำชิ้นงานสต็อกตุนไว้ให้มากพอที่จะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกคนที่เราต้องการ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถทำคอนเทนต์ให้ครอบคลุมทุกคนได้จริงๆ เพราะมนุษย์เรานั้นยากจะคาดเดาได้ครับ

เทรนด์การตลาดแบบรู้ใจยุค AI Personalized Marketing 2.0 กับการรู้ใจที่มากขึ้น แม่นขึ้น และไวขึ้นกว่าเดิมด้วย LLM และ Agentic AI

แต่วันนี้เราแค่สั่ง Agent AI ให้พร้อมทำงานตามกลยุทธ์เราไว้ล่วงหน้า เช่น ถ้าเมื่อไหร่มีลูกค้าคนไหนกดเข้ามาอ่านคอนเทนต์เครื่องซักผ้าในเว็บเรา แต่ยังไม่ยอมตัดสินใจซื้อ หรือยังไม่ยอมกดลงทะเบียนรับข่าวสาร จากเดิมต้องมาทำ Template Content เตรียมไว้ แล้วก็ทำได้แค่ Personalization ตรงชื่อให้ตรงกับ Customer Data ที่เรามี จากการดูว่าคนที่อ่านคนนั้นเป็นใครจากการล็อคอินก่อนเข้ามาอ่าน

ทีนี้ถ้านักการตลาดคนไหนมีความละเอียด ละออ ใส่ใจมากกว่าคนอื่นหน่อยก็อาจจะกำหนดการรู้ใจ Personalization ไว้ว่าล่าสุดผู้ใช้งานดูเว็บหน้าไหนอยู่ แล้วจึงปรับเนื้อหา Personalized Content ข้างในอีเมล LINE หรือ SMS ก่อนส่งออกไปหากลุ่มเป้าหมายคนนั้นให้รู้สึกว่าแบรนด์นี้รู้ใจพวกเขามากกว่าแบรนด์อื่นนิดนึง

นี่คือการตลาดแบบรู้ใจ Personalized Marketing 1.0 คุณคงพอเห็นภาพนะครับ ใครที่พยายามทำการตลาดแบบรู้ใจยุคแรกได้จะรู้ว่ามันทั้งเหนื่อยยากลำบากขนาดไหน ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างการตลาดแบบรู้ใจยุค AI Personalized Marketing 2.0 กันบ้าง

การตลาดแบบรู้ใจ 2.0 คือการที่นักการตลดาอย่างเราสามารถกำหนด Logic หรือ Condition ให้ AI ล่วงหน้าได้ว่าอยากให้ทำอะไรแบบไหนเมื่อเกิดอะไรขึ้น ด้วยการสั่งให้ AI คิด วิเคราะห์ ประเมินจาก Customer Journey Data ภาพรวมว่าลูกค้าคนนี้เคยเปิดอ่านอะไรมาบ้าง เคยกดใช้งานอะไรมาบ้าง ประเมินร่วมกับระยะเวลาที่ใช้ไปกับแต่ละหน้า แต่ละเนื้อหาคอนเทนต์ บวกกับประเมินร่วมกับการดูว่าแต่ละหน้าที่ผู้ใช้งานเปิดดูมีการเลื่อนลงไปดูถึงเนื้อหาส่วนไหน แค่เปิดดูแต่ส่วนต้นบนความ หรือค่อยๆ เลื่อนอ่านไปดูจนสุดบทความ

จะเห็นว่าการทำ Personalization 1.0 มักจะเป็นการใช้ Single Source of Data มารู้ใจลูกค้า แต่ถ้าเป็น Personalization 2.0 จะเป็นการใช้ Multi Source of Data มาวิเคราะห์ภาพรวมเพื่อรู้ใจลูกค้าได้ดียิ่งกว่า ทำให้สามารถประเมินได้ดีขึนว่าควรส่งการตลาดแบบไหนออกไป อีกแง่มุมหนึ่งนี่คือการตลาดแบบ Hyper-Personalization ในยุคที่ AI คิดเองได้ ทำงานเป็น แถมยังสามารถคิดและทำตามกรอบที่กำหนดไว้เป็นแนวทาง โดยที่มันยังสามารถคิดยืดหยุ่นเมื่อเจอปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเองได้

Personalized Marketing 101

เทรนด์การตลาดแบบรู้ใจยุค AI Personalized Marketing 2.0 กับการรู้ใจที่มากขึ้น แม่นขึ้น และไวขึ้นกว่าเดิมด้วย LLM และ Agentic AI

แต่ทั้งหมดที่เล่ามาก็เป็นแค่เรื่องของการทำชิ้นงานการตลาดให้รู้ใจยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย AI ที่แค่ลดงานของนักการตลาดลงไปได้ แต่ยังไม่ได้ใช้ AI ยกระดับ Customer Experience ให้ Personalization ได้อย่างที่ควรจะเป็น

ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของนักการตลาดยุค AI ที่อยากทำ Personalized Marketing 2.0 คือการตั้งคำถามว่า “เราจะใช้ AI เพื่อทำให้เราเป็นนักการตลาดที่เก่งขึ้น หรือ Creative ขึ้นกว่าเดิมอย่างไรได้บ้าง ?”

เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมใช้งาน Generative AI มาสักระยะก็พอจับจุดทำความเข้าใจได้อย่างหนึ่งว่า ทุกวันนี้อยากทำอะไรทำได้เลย ทั้งเร็วและง่าย แถมยังได้งานที่พอใช้งานได้ออกมา แต่พอทุกคนต่างก็ใช้ AI ทำงานคล้ายๆ กัน สั่งคล้ายๆ กัน เวลาชิ้นงานหรือภาพที่ได้ออกมาก็ดูดีคล้ายๆ กันไปหมด

ดังนั้นสิ่งที่ทำให้งานจาก AI ของเราต่างจากนักการตลาดคนอื่นได้คือ Creativity การสั่งให้ต่างกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเขียน Prompt ให้เยอะกว่าแต่มีความหมายเท่าเดิม และการตัดสินใจเลือกว่าจะเอาส่วนไหนของ AI ไปใช้ต่อยอดให้ดีกว่าที่มันทำ จนออกมาเป็นสไตล์งานส่วนตัวในแบบของเรา

เราจะมาดูกันว่านักการตลาดเก่งๆ ครีเอทีฟเจ๋งๆ แบรนด์ดังๆ ระดับโลกเขาใช้ AI-Driven Personalization อย่างไรกันบ้าง เผื่อว่าจะจุดประกายไอเดียให้เพื่อนๆ นักการตลาดได้เห็นแนวทางว่า “เอ…ถ้าเขาใช้ AI ทำแบบนี้ได้ งั้นเรารองใช้ AI ทำแบบนั้นดูบ้างดีไหมนะ ?”

ผมว่าคำถามตั้งต้นง่ายๆ แค่นี้จะพาเราไปสู่ไอเดียการตลาดที่ให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน เพราะอย่าลืมว่าในวันที่ใครๆ ต่างก็ใช้ AI ทำงานด้วยกันทั้งนั้น ใครๆ ก็คลอดผลงานที่คิดว่าดีออกมาได้ในไม่กี่นาที คนที่พาไอเดียจากเอไอไปได้ไกลกว่าเท่านั้นจึงจะกลายเป็นผู้ชนะในโลกการตลาดยุคใหม่ ยุค AI-Driven Personalization

ยุคที่ AI ถูกเอามายกระดับ Brand Experience ช่วยหา Consumer Insight แง่มุมใหม่ๆ ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าอยากมี Engagement กับเรามากขึ้น ไปจนถึงการทำอย่างไรให้ลูกค้าอยากให้ Data กับเรามากขึ้นกว่าเดิมจนคู่แข่งได้แต่อิจฉามองตาปริบๆ ครับ

Personalized Marketing ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่มันคือ Core Strategy ของธุรกิจที่อยากอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว

เทรนด์การตลาดแบบรู้ใจยุค AI Personalized Marketing 2.0 กับการรู้ใจที่มากขึ้น แม่นขึ้น และไวขึ้นกว่าเดิมด้วย LLM และ Agentic AI

เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าอยากให้ลูกค้าอยู่กับเรานานๆ ตัวเลขในส่วนของ Customer Loyalty สูงๆ เราก็ต้องพยายามทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ทำการตลาดแบบรู้ใจ Personalization ลูกค้าให้ได้มากที่สุด

และวันนี้ Personalization ไม่ใช่แค่เทรนด์แบบเมื่อห้าปีก่อน แต่มันคือ Strategy หรือแก่นหลักของการตลาดที่กลายเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนต้องคิดและทำตั้งแต่ต้น ก่อนจะทำการตลาดอะไรออกไปต้องคิดแล้วคิดอีกว่าเรากำลังทำการตลาดแบบน่ารำคาญ (Mass Marketing) หรือเรากำลังทำการตลาดด้วยความใส่ใจเพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจแบรนด์เรากันแน่

จากรายงานของ Deloitte เองก็บอกไว้ตั้งแต่ปี 2022 แล้วว่ามีมากกว่า 50% ของแบรนด์ส่วนใหญ่ที่กำหนดให้เรื่อง Personalization กลายเป็น Core Strategy หลักขององค์กร

พวกเขาตั้งต้นในการทำทุกอย่างด้วยคำถามว่า “เราจะรู้ใจลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิมในทุกๆ Touchpoint อย่างไรได้บ้าง ?” และในส่วนของลูกค้าเองก็มีมากถึง 71% ที่คาดหวังว่าการตลาดที่จะได้เห็น ได้ยิน ต้องเป็นการตลาดที่รู้ใจพวกเขาจริงๆ ไม่ใช่ส่งอะไรมาก็ไม่รู้จนทำให้รู้สึกอยากบล็อคขึ้นมาแทน

จากรายงานก็บอกว่าลูกค้ากว่า 76% รู้สึกโกรธ ไม่พอใจเวลาที่เห็นโฆษณาแบบหว่านๆ ไม่ใส่ใจ ไม่รู้กาละเทศะ เนื้อหาหรือโปรโมชั่นที่เห็นก็ไม่ได้เกี่ยวกับอะไรตัวเขา หรือความสนใจเขาเลย ดังนั้นจะเห็นว่าการทำการตลาดแบบลวกๆ นั้นให้ผลลัพธ์ทีแย่กว่าการไม่ลงมือทำอะไรด้วยซ้ำไป

Starbucks ร้านกาแฟที่รู้ใจยิ่งกว่าเดิมด้วย AI Personalized Marketing 2.0

เทรนด์การตลาดแบบรู้ใจยุค AI Personalized Marketing 2.0 กับการรู้ใจที่มากขึ้น แม่นขึ้น และไวขึ้นกว่าเดิมด้วย LLM และ Agentic AI

แค่ใช้ AI-Driven Marketing ไม่พอแต่เราต้องรู้จักใช้ AI-Driven Personalization ได้แล้ว เพราะเราจะสามารถทำ Personalization at Scale หรือรู้ใจลูกค้าเพิ่มขึ้นโดยต้นทุนไม่เพิ่มตามได้ง่ายๆ อย่างที่ Starbucks มีการใช้ AI ช่วยทำการตลาดแบบรู้ใจ Hyper-Personalization ไม่ใช่แค่กับลูกค้าในร้านที่เพิ่งซื้อไป แต่ยังทำการตลาดออกไปหากลุ่มเป้าหมายที่มีแอปอยู่ละแวกร้าน

พวกเขาสั่ง Agent AI ไว้ว่าถ้ามีผู้ใช้งานแอป Starbucks คนไหนที่อยู่ในระยะเดินถึงร้านได้ภายใน 5 นาทีจาก Location Data แต่ยังไม่ได้แวะมาซื้อกาแฟโดยให้ดูจาก Transaction Data ถ้าภายใน 30 นาทีผู้ใช้แอปคนนั้นยังไม่ซื้อให้ส่งการตลาดแบบ Hyper-Personalization ออกไปผ่าน App Notification ด้วยเมนูพิเศษของสาขานั้นบวกกับให้ส่วนลดเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้คนเห็นรู้สึกพิเศษกว่าปกติ

จากนั้นก็วัดผลว่ามีลูกค้าคนไหนบ้างที่แพ้การตลาดแบบรู้ใจที่ส่งออกไป โดยดูจาก Transaction Data ว่ามีการซื้อเกิดขึ้นหรือยัง

เห็นไหมครับว่าถ้ายังทำการตลาดแบบรู้ใจ Personalized Marketing 1.0 แบบเดิมๆ จะไม่สามารถทำการตลาดแบบรู้ใจที่ละเอียดละออขนาดนี้ได้เลย แต่ด้วย AI ทำให้เราสามารถทำการตลาดแบบรู้ใจที่ลึกขึ้นกว่าเดิมได้ด้วยความรวดเร็วทันใจครับ

เพราะจากเดิมถ้าจะทำ Personalization ได้จะต้องมีการเตรียมชิ้นงานไว้ล่วงหน้าจำนวนมากพอให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายแทบทุกคน ซึ่งกว่าจะทำชิ้นงานได้มากพอขนาดนั้นก็ต้องใช้ทั้ง คน เงิน และ เวลา มหาศาล แต่วันนี้เราสามารถบรีฟสั่งงานกำหนด Logic ให้ AI ไว้ล่วงหน้าได้

จากนั้น AI ก็จะคิดและทำ Personalization ในระดับ Real-time ตั้งแต่การรวบรวม Customer Data เอามา Integrate กันก่อนจะ Analyze ว่าควรเขียน Caption หรือ Copy Writing แบบไหน สามารถทำภาพขึ้นมาเองได้แล้วก็ปรับดีไซน์ให้เข้ากับ Platform & Device ได้โดยอัตโนมัติ โดยถ้าเกิดปัญหาติดขัดบางส่วนก็สามารถคิดและแก้ปัญหาเองได้โดยที่นักการตลาดอย่างเราไม่ต้องเข้าไปสแตนบายให้วุ่นวาย

และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ในระยะเวลาไม่กี่วินาที หรืออย่างช้าก็อาจไม่กี่นาทีครับ

Personalized Marketing 2.0 รู้ใจเร็วขึ้น รู้ใจยิ่งขึ้น ด้วย AI

เทรนด์การตลาดแบบรู้ใจยุค AI Personalized Marketing 2.0 กับการรู้ใจที่มากขึ้น แม่นขึ้น และไวขึ้นกว่าเดิมด้วย LLM และ Agentic AI

การใช้ AI มีอยู่สามระดับ ลองดูนะครับว่าทุกวันนี้เราใช้ AI ทำงานในระดับไหน

ระดับที่ 1 AI-Driven Speed & Scale งานเร็วขึ้นด้วยเอไอ

จากเดิมต้องใช้เวลาคิดหาไอเดียการตลาดที่ใช่ไม่น้อยกว่าครึ่งวัน ทุกวันนี้เหลือแค่พิมพ์ถาม ChatGPT หรือ Gemini ตรงๆ ว่า “ขอไอเดียการตลาดสำหรับธุรกิจ __________ ที่มีจุดขาย __________ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็น __________ ที่เน้นช่องทางการตลาด __________ สัก 10 ไอเดียหน่อย”

พิมพ์ง่ายๆ แค่นี้หรือใครจะพิมพ์ให้มีรายละเอียดมากกว่านี้ก็ได้ แล้วก็รอให้ AI ส่งคำตอบให้ภายในไม่กี่วินาที ถ้ายังไม่ชอบใจก็ขอไอเดียใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะเจอไอเดียที่ถูกใจ

เรียกได้ว่าจาก 8 ชั่วโมงอาจทำได้แค่ 3 งาน ก็จะกลายเป็นสามารถทำได้ 10 งานในเวลาเท่าเดิมสบายๆ หรือคนใช้คล่องๆ หน่อยก็อาจทำงานเสร็จได้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 10 เท่าครับ

ระดับที่ 2 AI-Driven Quality งานดีขึ้นด้วยเอไอ

เมื่อใครๆ ก็ใช้ AI ช่วยคิดและช่วยทำงานกันเป็นปกติ เช่น ออก Art Work โปรโมชั่น หรือทำ Marketing Plan เปิดตัวสินค้าใหม่ได้ง่ายๆ เหมือนกัน จุดต่างจะเริ่มวัดกันว่าใครที่สั่งงานเอไอได้ดีกว่า ละเอียดกว่า ปรับแต่งคำตอบได้มากกว่า ก็จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นต่างกันมากพอสมควร

เช่น คนทั่วไปสั่งทำภาพ Infographic แบบง่ายๆ ในระดับที่ 1 แต่คนที่ใช้เอไอได้เหนือกว่าคือคนที่คิดตั้งแต่คอนเซป หรือเบรนสตอร์มคอนเซปกับเอไอก่อนสั่งให้เริ่มทำภาพออกมา จากนั้นก็ปรับแต่งรายละเอียดของภาพลงไปจนได้ดั่งใจทุกอย่าง ไม่ปล่อยผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ AI ทำแบบกลางๆ ออกมาเหมือนคนระดับที่ 1

ถ้าเป็น Marketing Plan ก็ไม่ได้ซื้อไอเดียแรกๆ ของ AI แต่จะมีการต่อยอดไอเดียของ AI ออกไปเรื่อยๆ จนได้ไอเดียที่ผู้ใช้งานก็คิดไม่ถึง จนลูกค้าก็คิดไม่ถึงว่าตกลงไอเดียนี้ใช้เอไอช่วยคิดมาตั้งแต่ต้น นึกว่าคิดเองมาตั้งแต่แรกครับ

ระดับที่ 3 AI-Driven Creativity เจอไอเดียใหม่เพราะเอไอ

ระดับสูงสุดของการใช้ AI คือการใช้เพื่อให้มันช่วยจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ให้เรา เราสามารถใช้เอไอช่วยพาเราไปสู่ไอเดียที่เราคิดไม่ถึง จนนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ อย่างตอนผมใช้ AI ช่วยทำภาพ Infographic จากภาพ Infographic ที่มี ถ้าคุยแค่ครั้งแรกผมจะได้ภาพ Infographic ที่คนทั่วไปก็ทำกันออกมา แต่พอผมเริ่มชวนมันคุยเรื่องคอนเซป ไอเดีย ความเป็นไปได้ใหม่ๆ มันก็ช่วยเปิดมุมมองให้ผมคิดถึงสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้มาก่อน แล้วพอให้ AI ทำงานชิ้นนั้นออกมาก็ปรากฏว่าดีเกินกว่าที่คิดไว้ตอนแรกมาก

ท้ายสุดคือผลลัพธ์ที่ชี้วัดทุกอย่าง และแน่นอนว่ายอด Engagement ก็ดีเกินกว่าที่คิดไว้ตอนแรกมาก บางคอนเทนต์ในการตลาดวันละตอนที่มีคนแชร์เกินพันก็มาจากการที่ผมนั่งคุยไอเดียกับเอไอ จนได้ไอเดียที่ถูกใจแล้วจึงค่อยสั่งให้มันทำงานชิ้นนั้นออกมาครับ

อ่านถึงตรงนี้คุณคงพอเห้นภาพแล้วนะครับว่าถ้าจะใช้ AI แค่ให้ทำงานได้เร็วขึ้นนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานที่ใครๆ วันนี้ก็ทำกัน คำถามคือถ้าคุณใช้ AI ทำงานแบบนั้นแล้วมันจะต่างกับคนอื่นๆ ที่ก็ใช้เหมือนกันอย่างไร ?

แรกเริ่มเดิมทีตอน AI เข้ามาใครใช้เป็นก่อนก็ย่อมได้เปรียบกว่าเรื่องความเร็วอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่วันนี้ทุกแบรนด์ใช้กันเร็วกว่าหาใช่สาระสำคัญไม่ เพราะมันกลายเป็นเรื่องพื้นฐานไปแล้ว

แต่นักการตลาดที่แตกต่างโดยเฉพาะในการเอา AI มาช่วยทำ Personalization คือการคิดหลักการ หรือ Logical Thinking ไว้ให้ AI รู้ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นควรต้องทำอย่างไร ถ้า Data เป็นแบบนี้ควรต้องทำการตลาดแบบไหน เพราะ AI สามารถวิเคราะห์ Data จำนวนมากได้ในระยะเวลาสั้นๆ แล้วก็สามารถเอาไปใช้เป็นแนวทางตอคำถามพูดคุยกับลูกค้าผ่าน ChatBot โดยจะปรับเนื้อหาที่คุยให้เข้ากับ Customer Data จากทุกๆ ช่องทางที่รวบรวมมาวิเคราะห์แบบ Real-time

เทรนด์การตลาดแบบรู้ใจยุค AI Personalized Marketing 2.0 กับการรู้ใจที่มากขึ้น แม่นขึ้น และไวขึ้นกว่าเดิมด้วย LLM และ Agentic AI

จากนั้นก็ประเมินจากข้อความที่ลูกค้าพิมพ์ส่งมาว่าตอนนี้ลูกค้าน่าจะรู้สึกแบบไหน และควรจะตอบกลับไปอย่างไร มันคือการตลาดแบบ Personalization x Contextualization ด้วยพลังของ AI ในแบบที่นักการตลาดเมื่อ 5 ปีก่อนคงได้แต่คิดฝันว่าถ้าสักวันมันเกิดขึ้นจริงคงดี แต่วันนี้มันเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วครับ

คุณลองคิดภาพว่าถ้าผมกำลังแชทถามแบรนด์ Uniqlo เพื่อหาว่าชุดที่ผมอยากได้ ไซส์นี้ สีนี้ มีขายที่สาขาไหนบ้าง โดยขอสาขาที่ใกล้ที่สุดก่อน แทนที่ AI จะตอบคำถามตามคำถามแบบตรงๆ มันจะไปดึง Contextual Data อย่างข้อมูลสภาพอากาศ บวกกับการจราจรว่าพื้นที่ที่ผมอยู่นั้นเป็นอย่างไร ฝนตกหรือไม่ รถติดหรือเปล่า ถ้าเห็นว่าฝนกำลังจะตกหรือตกแล้วก็อาจแนะนำให้ผมซื้อร่มเพิ่มอีกชิ้น และก็ส่ง Personalized Promotion ว่าถ้ากดซื้อชุดที่ผมอยากได้พร้อมกับร่มตอนนี้จะมีส่วนลดพิเศษบางอย่าง

ผมคงรู้สึกว่า เออ….แบรนด์นี้มันดีจัง มันไม่ใช่แค่รู้ใจแต่มันยังใส่ใจ แล้วแบบนี้ผมจะปันใจไปหาแบรนด์อื่นลงง่ายๆ ได้อย่างไรหละครับ ตราบใดที่แบรนด์ยังรักษามาตรฐานที่ทั้งรู้ใจและใส่ใจได้ ทำให้ผมประทับใจได้เรื่อยๆ ผมก็จะยังคงเป็นลูกค้ากลุ่ม Loyalty ชั้นดีของแบรนด์ไปอีกนานอย่างแน่นอน

ทั้งหมดที่เล่ามานี้คือความแตกต่างระหว่างนักการตลาดที่แค่ใช้ AI เพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น กับนักการตลาดที่อยากใช้ AI เพื่อยกระดับ Customer Experience ให้ดีขึ้น ทุกคนรู้ว่าถ้าลูกค้าประทับใจมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสที่เขาจะใช้เงินกับเราเพิ่มขึ้นเท่านั้น

อย่าใช้ AI แค่ให้งานเสร็จเร็วเพื่อจะได้กลับบ้านไว เพราะนั่นคือสิ่งที่คนทั่วไปส่วนใหญ่ทำกัน แต่จงใช้ AI ให้ลูกค้ารักเรามากๆ เป็นลูกค้าเรานานๆ แล้วเราจะเป็นแบรนด์ที่ไม่ใช่แค่อยู่รอดต่อไปได้ แต่ยังสามารถเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจที่ตกต่ำและฝืดเคืองได้ดีอีกด้วยครับ

ทั้งหมดที่เกริ่นมาคือการเล่าให้เห็นภาพความต่างระหว่าง Personalized Marketing 1.0 กับ Personalized Marketing 2.0 เท่านั้นเองครับ เดี๋ยวในบทความการตลาดแบบรู้ใจยุค AI ถัดไปจะยกตัวอย่างที่ทั้งแบบเวิร์ค และไม่เวิร์ค ให้เพื่อนๆ นักการตลาดทุกคนได้เห็นภาพกัน เพื่อที่คุณจะได้เป็นนักการตลาดแบบรู้ใจที่เก่งยุค AI ครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *