Metaverse เชื่อว่าคำนี้ยังคงก้องกังวาลในหูของนักการตลาดและคนทำธุรกิจมากมาย ว่าเจ้ากระแสใหม่ที่มาแรงพลิกโลกทั้งใบจนทำให้ Facebook เองถึงขนาดประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta เพื่อประกาศก้าวว่าจะเป็นผู้นำโลกใหม่ใบนี้ให้ได้ แต่ในขณะเดียวกันหลายคนก็ยังคงนึกไม่ออกว่าเราจะใช้ชีวิตจริงๆ บนออนไลน์ บนดิจิทัล หรือบน Metaverse ได้จริงๆ หรือ? มันเป็นแค่โลกในจินตนาการหรือสังคมของเฉพาะกลุ่มคนที่เสพย์ติดอินเทอร์เน็ตหรือเปล่า (ขอโทษที วันนี้คุณออกจากบ้านโดยไม่พกมือถือ หรือขาดอินเทอร์เน็ตได้ด้วยหรอครับ) จากบทความแรกที่ปูพื้นฐานเล่าเรื่องว่า Metaverse คืออะไรและเกี่ยวกับโลก Marketing อย่างไร? มาสู่บทความตอนที่ 2 ที่จะฉายภาพให้เราเห็นว่าชีวิตที่ขาด Metaverse ไม่ได้เป็นอย่างไร คงจะคล้ายที่เราขาดอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟนไม่ได้ในวันนี้ครับ ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูอนาคตของ Lifestyle in Metaverse หรือที่เราจะเรียกกันว่า MetaLives ครับ
จากรายงานของ Into the Metaverse ของ Wunderman Thompso n ที่อธิบายเรื่องนี้ทั้งหมดไว้ ได้ทำการเกริ่นภาพรวมให้เราเห็นเร็วๆ ว่า Metaverse คืออะไร หรือเป็นอะไรได้บ้างดังนี้ครับ
Persistent ตลอดกาลและตลอดไป
ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นข้อมูลทุกสิ่ง การกระทำทุกอย่าง จะล้วนถูกเก็บไว้บน Metaverse และเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้จบ เปรียบเสมือนกับกาลเวลาที่ไม่ไหลย้อนกลับ และเราทุกคนก็รู้ว่าวินาทีข้างหน้ามีอยู่เสมอ จากเดิมบางสิ่งบางอย่างอาจมีจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง ภาพยนต์ เกม เพลง หรือแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ แต่กับ Metaverse ไม่ มันจะเดินหน้าต่อไปไม่ว่าจะเป็นโลกออนไลน์หรือออฟไลน์ เพราะโลกทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงเข้าหากันแล้ว และเมื่อกาลเวลาเริ่มต้นเดินหน้า มันก็จะเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดสิ้นสุดครับ
Reaction ตอบสนองที่เรียลขึ้นแบบเรียลไทม์
Credit: https://www.denofgeek.com/movies/ready-player-ones-virtual-reality-future-introverted-dystopia-opinion/
มนุษย์เราจะก้าวเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์หรือ Interaction กับคนต่างๆ ใน Metaverse ที่เป็นโลกเสมือนจริงหรือ Virtual environment ได้แบบ real-time ภาพนี้จะคล้ายกับเกม Ready Player One หรือคิดถึงภาพเวลาเรากด Likes รูปเพื่อนแล้วมี Notification ไปแจ้งบอกทันที ทำให้เพื่อนเราสามารถรับรู้ได้เลย
เจ้า Notification เปรียบเสมือนกับการสะกิดเรียกเพื่อนเราคนนั้น แต่ลองจินตนาการว่าถ้าเราสามารถสะกิดทักได้จริงๆ โดยผ่านเครื่องมือหรือ Device สักอย่างหละ เราจะยิ่งไม่รู้สึกฟินจนเสพย์ติดกับการมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับผู้คนใน Metaverse มากขึ้นไปเรื่อยๆ หรือ?
Interoperable ต้องเชื่อมต่อกันข้ามแพลตฟอร์ม
เดิมทีเมื่อเราลงทุนลงแรง ใช้เวลากับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง เราจะต้องติดอยู่กับแพลตฟอร์มนั้นนานขึ้นทุกที เช่น ถ้าเราใช้เฟซบุ๊กมานานเราจะมีรูปภาพมากมายของเราที่อยู่บนเซิฟเวอร์หรือระบบของเฟซบุ๊ก แต่ถ้าเราจะย้ายข้อมูลเดียวกันเช่นรูปภาพ สเตตัส หรือแม้แต่รายชื่อเพื่อนทั้งหมดของเราไปยังแพลตฟอร์มอื่นอย่าง Google+ (ที่เคยมีแต่ตายไปแล้ว) หรือ TikTok หรือแพลตฟอร์มใดก็ตามบอกได้เลยว่าเป็นเรื่องยากมากจนแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะนี่คือ Asset สำคัญที่จะทำให้คนติดกับแพลตฟอร์มนั้นไปอีกนาน
หรือถ้าจะทำได้ก็ไม่ใช่โดยง่าย เช่น ถ้าเรามีวิดีโอบน YouTube แล้วเราต้องการเอาวิดีโอเดียวกันนั้นให้มีอยู่บน Vimeo ด้วย เราไม่สามารถกดแชร์ตรงๆ ให้วิดีโอเดียวกันไปปรากฏสองที่ได้ทันที แต่วิธีคือเราต้องอัพโหลดคลิปวิดีโอเดียวกันเป๊ะๆ ขึ้นไปอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง เพื่อให้คลิปวิดีโอเรานี้มีตัวตนสองที่บนออนไลน์ ทั้งที่มันก็คือคลิปเดียวกันเป๊ะๆ แท้ๆ จะมีซ้ำซ้อนไปทำไมในความเป็นจริง
แต่ใน Metaverse นั้นทุกอย่างจะต่างไปหมด เพราะข้อมูลต่างๆ ของเราถูกเก็บไว้บน blockchain ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ เราจะสามารถเปิดให้ข้อมูลของเราถูกเข้าถึงโดยใคร หรือให้มันแสดงผลที่ไหนก็ได้
เปรียบได้กับอัปโหลดไฟล์ไว้ที่เดียวจากนั้นก็ติ๊กเลือกได้ว่าจะให้แชร์ไปยังช่องทางไหนได้บ้างครับ
เหมือนที่ Facebook พยายามทำโลก Metaverse ใน Ecosystem ของตัวเองขึ้นมา เราสามารถคุยแชทผ่านทุกแอปในเครือ Meta ด้วยแอปเดียวได้แล้ว ไม่ว่าจะ Facebook Messenger หรือ DM ของ Instagram หรือ WhatsApp ที่คนไทยอาจไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่ก็ตาม
นี่แหละครับคือหัวใจสำคัญของ Metaverse ที่เราสามารถเชื่อมต่อข้าม Platform โดยไม่มีกำแพงขวางกั้นอีกต่อไป
Creative ยุคใหม่ที่ใครๆ ก็สร้างสรรค์ง่าย
เคยได้ยินแนวคิด 1-9-90 ไหมครับ ตัวเลขนี้เป็นแนวคิดของโลกโซเชียลมีเดียมานาน ท่ามกลางคอนเทนต์มากมายนั้นมีผู้สร้างคอนเทนต์จริงๆ แค่ 1% อีก 9% ที่เหลือคือคนที่เข้ามา Engage หรือมีส่วนร่วมกับมัน เอาง่ายๆ คือคนที่ทำให้มันกลายเป็นกระแสนั่นเอง ส่วนอีก 90% ที่เหลือคือผู้ชมทั่วไป อาจเข้ามามีส่วนร่วมบ้างแต่ไม่จริงจังมาก นั่นก็เพราะว่าในยุคแรกของอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียนั้นการจะสร้างคอนเทนต์สักอันต้องใช้ทั้งความคิดและความพยายามอย่างสูง
แต่วันนี้โทรศัพท์มือถือเราพัฒนาขึ้นมา แอปต่างๆ ก็ทำให้การสร้างคอนเทนต์ดีๆ ไม่ใช่เรื่องยากหรือต้องใช้สกิลชั้นสูงอีกต่อไป โดยเฉพาะคน Gen Z ที่กลายเป็น Digital Content Creator แทบจะโดยกำเนิด พวกเขาคือผู้สร้างยุคที่เรียกว่า Meme Geneation หยิบจับทุกสิ่งรอบตัวมาดัดแปลงเป็นสิ่งใหม่ แล้วมีมุมมองต่อเรื่องของลิขสิทธิ์ที่ต่างออกไป เพราะเขาจะปล่อยให้ใครก็ตามที่ชอบใจเอาไปต่อยอดัดแปลงได้เต็มที่
เราจึงเห็นเทรนด์ของ TikTok ที่โตอย่างมาก ทำซ้ำ ต่อยอด และทำเพิ่มในแนวตัวเองออกไปเรื่อยๆ โดยไมรู้จบ เราเล่น Challenge กันเยอะมาก เราทำคอนเทนต์แนวเดียวกันแต่เรื่องราวข้างในต่างออกไป เรารอดูว่าในวิธีการเดียวกันใครจะมีไอเดียบอกเล่าเรื่องราวที่ดีกว่า น่าสนใจกว่า และนั่นก็หมายความว่าเราจะเต็มไปด้วย Creator มากมายเพราะในโลกของ Metaverse จินตนาการสำคัญกว่าความรู้หรือทักษะสกิลจริงๆ
อ่านรายงานเจาะลึก Insight Gen Z เพิ่มเติมครับ > https://everydaymarketing.co/trend-insight/gen-z-insight-jwt-intelligence/
User-defined จะอยู่หรือตายผู้ใช้กำหนด
Metaverse จะไม่เหมือนกับโซเชียลมีเดียหรือออนไลน์แพลตฟอร์มใดๆ ที่เคยมีมา เพราะเมื่อข้อมูลของเราเราควบคุมเองได้หมด เราสามารถถอนสิทธิ์การเข้าถึงออกจากแพลตฟอร์มใดก็ได้ เราสามารถให้แพลตฟอร์มใดเข้าถึงโดยทันทีก็ได้ เราสามารถย้ายจาก Universe หนึ่งไปยังอีก Universe หนึ่ง
อารมณ์เหมือนถ้าเราไม่พอใจประเทศนี้เราก็สามารถย้ายประเทศบนดิจิทัลได้เลยโดยไม่วุ่นวาย (ผิดกับการย้ายในชีวิตจริง) ดังนั้นแพลตฟอร์มต้องเอาใจผู้ใช้งานให้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มากๆ ไม่ใช่คิดอยากปรับ Algorithm ก็ปรับ อยากลดการมองเห็นก็ลด แล้วก็ไม่บอกด้วยว่าใช้หลักการอะไรในการเลือกแสดงผลข้อมูล ทุกอย่างถูกเก็บเป็นความลับ ทุกอย่างดูยุ่งยากกว่าวันแรกมาก แต่ทำอย่างไรได้ก็ลงทุนกับมันไปมากแล้ว
ดังนั้นถ้าแพลตฟอร์มไหนทำตัวใหญ่เกินผู้ใช้ เตรียมสูญเสียผู้ใช้ทั้งหมดไปได้โดยง่ายครับ
Decentrailized ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของร่วมกันได้จริงๆ
แต่ไหนแต่ไรมาโลกเราไม่ว่าจะออนไลน์หรือออฟไลน์ล้วนอยู่ในรูปแบบ Centrailized หรือรวมศูนย์ไว้ตรงกลางเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการมากที่สุด
ข้อมูลของเราถูกเก็บไว้บน Facebook หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่เราใช้ ข้อมูลทางการเงินของเราก็ถูกเก็บไว้กับสถาบันการเงินต่างๆ ไอเท็มในเกมราคาแพงที่เราหาซื้อมาก็ถูกเก็บไว้ในเซิฟเวอร์ของผู้สร้างบริษัทเกมนั้น นั่นหมายความว่าการรวมศูนย์ทำให้เป็นเป้าหมายของการโจมตีโดยง่าย
เซิฟเวอร์ธนาคารถูกมือดีพยายามเจาะ พยายามแฮกอยู่ทุกวัน เพราะไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีค่า ก็ย่อมมีคนอยากจะลักขโมยคุณค่าเหล่านั้นมาเป็นของตัวเอง
แต่กับ Metaverse ที่มีเทคโนโลยีอย่าง Blockchain อยู่เบื้องหลังนั้นต่างไป เมื่อทุกอย่างถูกโยนไว้ข้างบนแล้วกระจายศูนย์ออกไป นั่นหมายความว่าทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ในขณะเดียวกันก็หมายความว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรที่แท้จริง
ถ้าเราอยากทำเงิน เราก็อาจแค่เสียสละทรัพยากรตัวเองเข้าไปในระบบเพื่อทำให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น แล้วเราก็ได้ค่าตอบแทนมาจากผู้ต้องการใช้ระบบโดยตรง ต่างจากเดิมที่ถ้าเราอยากได้พื้นที่บนอินเทอร์เน็ต เราก็ต้องไปเช่ามาจากใครสักคน เงินก็จะเข้ากระเป๋าคนนั้นโดยตรง ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของแบรนด์นั้น แต่นั่นเป็นการแข่งกันสร้างระบบที่แข็งแกร่งกว่าคนอื่น ซึ่งมันจะดีกว่าไหมถ้าเราทุกคนเข้ามาช่วยทำให้ระบบหลักอย่าง Blockchain ที่ทุกคนใข้งานแข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้นไป
นี่คือยุคใหม่ต่อจาก Digital Disruption ที่ผมขอเรียกมันว่า Decentrailized Disruption ครับ
จากเดิมเราเคยคิดว่าโลกออนไลน์และออฟไลน์แยกออกจากกัน คนใช้ชีวิตออฟไลน์ชีวิตจริงแบบหนึ่ง ส่วนชีวิตบนออนไลน์เป็นอีกแบบ แต่ดูเหมือนว่าเราจะผ่านจุดนั้นมานานแล้ว เมื่อชีวิตออนไลน์กลายเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อน หรืออีกหนึ่งภาพชีวิตที่เราอยากให้โลกรู้จักในแบบนั้น
เราไปไหนเราโพส เราไปไหนเราเช็คอิน เราไปเจออะไรดีๆ เราถ่ายรูป เราต่างแชร์ชีวิตดีๆ หรือชีวิตที่น่าอิจฉา เราส่วนใหญ่บนโลกล้วนใช้ชีวิตโดยขาดอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือไม่ได้เสียแล้ว
นั่นหมายความว่าทุกกิจกรรมทั้งหมดของเราบน Metaverse จะกลายเป็นเรื่องปกติเหมือนที่เราใช้อินเทอร์เน็ตทำโน่นนี่นั่นตลอดเวลาอย่างทุกวันนี้ เพียงแต่ผมคิดว่ามันจะเป็นอะไรที่ Immersive มากกว่านี้ และการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่เราต้องการก็จะเป็นไปโดยง่ายกว่านี้ ลองนึกภาพว่าถ้าเราสวมใส่แว่น AR สักตัวออกไปนอกบ้าน เราเห็นอะไรสักอย่างแล้วเราอยากรู้ แทนที่เราจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์หา หรือเปิดกล้องถ่าย เราสามารถถ่ายภาพจากแว่นได้เลย เหมือนแว่น Facebook Rayban ที่ผมใช้อยู่
แล้วเราก็สามารถพูดกับแว่นให้บอกข้อมูลที่เราอยากรู้ให้ได้ ลองดูซีรีส์เรื่อง Black Mirror ดูก็ได้ครับ ทำให้เราเห็นภาพ Metaverse ได้ดีเลย
Limitless ไร้ขีดจำกัด
ยิ่ง Blockchain แข็งแกร่งเท่าไหร่ Metaverse ก็จะยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น นั่นหมายความว่าระบบจะขยายออกไปได้แบบไร้ข้อจำกัดของทรัพยากรที่บุคคลหนึ่งหรือองค์กรใดจะดูแลไหว และเราจะสามารถต่อขยายเพิ่มเติม Experience ออกไปเท่าไหร่ก็ได้ ดูเหมือนว่าขีดจำกัดเดียวคือจิตนาการและความสามารถของคุณที่จะสร้างฝันขึ้นจริงบน Metaverse ครับ
Social สุดท้ายคือเรื่องของคนกับคน
คำตอบสุดท้ายของคำถามที่ว่า Metaverse คืออะไร ไม่ใช่เทคโนโลยี ไม่ใช่อุปกรณ์ ไม่ใช่อินเทอร์เน็ต แต่เป็นเรื่องระหว่างคนกับคนที่ถักทอเข้ามาเป็นผู้คนจำนวนมาก มันคือพื้นที่ของสังคมอีกแห่งหนึ่ง เหมือนกับยุคแรกเริ่มของเว็บบอร์ด แล้วก็มาสู่ยุคของโซเชียลมีเดีย ทั้งหมดทั้งมวลคือมนุษย์ต้องการเชื่อมต่อกับใครสักคนที่ต้องการ ไม่ว่าคนนั้นจะคล้ายกันหรือต่าง ไม่ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์ใด ต่างก็เป็นไปเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ดีบ้าง ร้ายบ้าง สลับกันไป
และ Metaverse ก็จะก่อให้เกิดกลุ่มใหม่ๆ จากผู้คนเดิมๆ ในสังคมที่ค้นพบว่าแท้จริงแล้วตัวเองสนใจอะไรอยู่เมื่อถึงเวลานั้น
ทั้งหมด 9 ข้อนี้น่าจะพอตอบคำถามและอธิบายให้เราเห็นภาพได้ชัดขึ้นว่า Metaverse คืออะไร? มันจะเกี่ยวข้องกับชีวิตเราอย่างไร และมันจะพาชีวิตเราไปในทางไหนต่อจากนี้ จากพื้นฐานของ Blockchain มาสู่ Decentrailization มาสู่ NFT และมาสู่ Metaverse ที่จะกลายเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่สนใจอยากเข้ามาเป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งนี้
ในบทความตอนหน้าเราจะมาดูกันว่า Lifestyle แบบ Metaverse จะเป็นอย่างไรได้บ้าง หรือที่เราจะเรียกกันว่า MetaLives เมื่อชีวิตทุกวันเราต้องอาศัย Metaverse แบบขาอินเทอร์เน็ตไม่ได้อย่างทุกวันนี้ครับ
Source: คลิ๊ก