ในยุคที่โลกการตลาดหมุนเร็วกว่าเดิมทุกวัน นักการตลาดไม่ได้เผชิญแค่โจทย์ที่ว่า “จะสื่อสารยังไง” แต่ต้องคิดเผื่อไปถึงว่า “สื่อสารอย่างไรให้คุ้มค่า และสร้าง Impact ได้” การจะทำแคมเปญให้ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่แค่การไล่ตามแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองให้ลึกถึงเทรนด์พฤติกรรมของผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมครับ บทความนี้พามาสรุป Session: Thailand Advertising & Communication Trends โดยคุณภารุจ ดาวราย (DAAT), ดร.บุรณิร รัตนสมบัติ (MAT) และคุณรติ พันธุ์ทวี (AAT) จากกงาน MKT 2025 บอกได้เลยว่าเป็นเวทีที่รวบรวมทั้งภาพใหญ่ของตลาด ที่จะช่วยให้นักการตลาดไทยเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงในปีต่อ ๆ ไปครับ
4 Advertising & Communication Trends 2025 ที่นักการตลาดต้องรู้
1. Short Entertainment วิดีโอสั้นกำลังมาแรง
(Photo credit: Evano)
อย่างที่ทุกคนรู้ครับ หนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงที่สุดคือคอนเทนต์สั้น Short Entertainment ที่สามารถดึงอารมณ์และสาระที่เข้มข้นมาเล่าในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ปัจจุบันผู้ใช้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Reels และ YouTube Shorts ใช้เวลากับวิดีโอสั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ เพราะตอบโจทย์พฤติกรรมแบบ อยากรู้ทันทีตัวอย่างที่เห็นชัดคือกระแสละครคุณธรรมที่ได้รับความนิยมทั้งในไทย จีน และต่างประเทศ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าคนพร้อมดูคอนเทนต์สั้นถ้ามันทั้งกระชับและถูกใจ สำหรับแบรนด์ความท้าทายคือการย่อ Massageให้สั้น แต่คม และสร้าง Impact ได้ตั้งแต่ 3–10 วินาทีแรกครับ
2. Social Media Shift โซเชียลมีเดียเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ต้องบอกว่าโซเชียลมีเดียไม่เคยหยุดนิ่งครับ และนั่นหมายความว่านักการตลาดก็ห้ามหยุดนิ่งเช่นกัน (พิมพ์เองเจ็บเองเลยครับประโยคนี้) สมัยก่อนการโพสต์ถี่ ๆ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักในการทำการตลาด แต่วันนี้ผู้บริโภคเลือกเสพคอนเทนต์จากรูปแบบที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอสั้นแบบ On-the-go, Live ที่โต้ตอบได้ทันที หรือคอนเทนต์แบบ Interactive ที่ชวนผู้ชมมีส่วนร่วมจริง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้แบรนด์ต้องยอมรับว่าการผลิตคอนเทนต์ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณ แต่คือการเข้าใจแพลตฟอร์มและอัลกอริทึมใหม่ ๆ ที่หมุนเร็วตลอดเวลาครับ
อีกหนึ่งเทรนด์ที่เติบโตอย่างชัดเจนคือ Community Commerce หรือการซื้อขายที่เกิดขึ้นภายในกลุ่มเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook Group, LINE OpenChat หรือแม้แต่กลุ่มออฟไลน์เล็ก ๆ พลังของ Community อยู่ที่ความไว้ใจ เพราะสมาชิกเชื่อคำแนะนำจากคนในกลุ่มมากกว่าโฆษณาแบบทั่วไป ทำให้แบรนด์ที่สามารถเข้าไปอยู่ในกลุ่มและสร้างคอนเทนต์ที่จริงใจได้ จะได้ทั้งโอกาสในการขาย การสร้าง Loyalty และการบอกต่อแบบ Organic ที่ทรงพลังยิ่งกว่าแคมเปญโฆษณาซะอีกครับ
4. Diversity & Inclusion ความหลายหลายและความเท่าเทียม
อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Diversity & Inclusion หรือการสื่อสารที่สะท้อนความหลากหลายและเคารพความแตกต่างครับ ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้คุณค่ากับ Representation และ Authenticity มากกว่าเดิม แบรนด์ที่แสดงออกอย่างจริงใจว่าพร้อมเปิดพื้นที่ให้กับทุกความเป็นตัวตน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม LGBTQ+, คนหลากหลายรูปร่าง หรือภูมิหลังที่ต่างกัน จะสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแรงและได้รับการยอมรับจากสังคม แต่หากทำเพียงเพื่อเกาะกระแสโดยไร้ความจริงใจ ก็จะถูกผู้บริโภครู้ทันและย้อนกลับมาเป็นดาบสองคมได้เช่นกันครับ
ถ้าลองมองไปที่ตัวอย่างจริง เราจะเห็นว่าแบรนด์ที่ทำ Diversity & Inclusion ได้ดี มักจะไม่หยุดอยู่ที่การใช้ภาพหรือข้อความเพื่อแสดงความหลากหลาย แต่จะฝังมันลงไปใน DNA ขององค์กรและการสื่อสารทั้งหมดครับ เช่น มีนโยบายการจ้างงานที่เปิดกว้าง การทำคอนเทนต์ที่เล่าเรื่องจากมุมมองที่ไม่เคยถูกพูดถึง หรือการออกแคมเปญที่สะท้อนประเด็นทางสังคมอย่างจริงใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกได้ว่าแบรนด์ไม่ได้ทำเพียงเพื่อให้ถูกพูดถึงในช่วงสั้น ๆ แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่ดีขึ้นจริง ๆ และนั่นคือสิ่งที่จะสร้างความผูกพันและ Brand Love ที่ยั่งยืนในระยะยาวครับ
4 เรื่องที่นักการตลาดควรโฟกัส
1. Focus Objective เป้าหมายต้องชัดเจน
ในโลกที่ทุกแบรนด์เร่งผลิตคอนเทนต์ออกมาแทบทุกวัน สิ่งที่นักการตลาดควรถามตัวเองอยู่เสมอคือ “เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร” การสร้างแคมเปญหรือโพสต์ที่ไม่ได้ตอบโจทย์กลยุทธ์ใหญ่อาจจะได้ยอดไลค์ ยอดแชร์ แต่ไม่ได้สร้างคุณค่าใด ๆ ต่อแบรนด์ ดังนั้นการรู้จักหยุด หรือกล้าที่จะถอยเมื่อสิ่งนั้นไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย จึงเป็นทักษะสำคัญไม่แพ้การลงมือทำครับ เพื่อให้ทุกแคมเปญคมชัด ตรงจุด และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุดครับ
2. Identity สร้างความแตกต่างและตัวตน
ตลาดทุกวันนี้กระจัดกระจายไปหลายกลุ่มเป้าหมาย ผู้บริโภคไม่ได้อยู่รวมกันที่แพลตฟอร์มเดียวหรือช่องทางเดียวอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นการสร้าง Identity ที่ชัดเจนคือสิ่งเดียวที่จะทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำได้ท่ามกลางความหลากหลายที่เกิดขึ้นครับ แบรนด์ที่มีจุดยืนและ Identity ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโทนเสียง การเล่าเรื่อง หรือ Visual Identity จะสามารถสร้าง Brand Love ได้ยั่งยืนกว่าแค่การทำแคมเปญตามกระแส เพราะแม้กลุ่มเป้าหมายจะเปลี่ยนหรือกระจัดกระจายไปตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ แต่แบรนด์ก็ยังคงเป็นตัวของตัวเองที่ผู้บริโภคจำได้อยู่เสมอครับ
3. Humanized ใส่ความเป็นมนุษย์ในทุกการสื่อสาร
แม้ว่าเครื่องมือทางการตลาดทุกวันนี้จะเต็มไปด้วย AI, Automation และ Data-driven Marketing แต่สิ่งที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้จริง ๆ คือความเป็นมนุษย์ครับ ไม่ว่าจะเป็นโทนการสื่อสารที่อบอุ่น เนื้อหาที่สะท้อนความเข้าใจในชีวิตจริง หรือการใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “แบรนด์นี้เข้าใจฉัน” การใช้เทคโนโลยีควรเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน แต่หัวใจหลักคือการสร้าง Connection ที่มีอารมณ์ร่วมและความจริงใจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ลูกค้าไม่ได้จำแค่โปรโมชั่น แต่จำความรู้สึกที่ได้รับจากการสื่อสารนั้นมากกว่าครับ
4. Creativity อย่าลืมความสร้างสรรค์
ในยุคที่ทุกคนเข้าถึงเครื่องมือและแพลตฟอร์มแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการยิงโฆษณา Data Analytics หรือการใช้ Influencer สิ่งที่จะทำให้แบรนด์โดดเด่นกว่าคู่แข่งจริง ๆ คือ Creativity ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอ หรือการเล่าเรื่องที่แตกต่าง สามารถเปลี่ยนคอนเทนต์ที่ธรรมดาให้กลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้างได้ทันที และที่สำคัญ ความสร้างสรรค์ยังเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าให้แคมเปญยืนระยะได้ ไม่ถูกลืมไปง่าย ๆ แม้กระแสจะหมุนเร็ว เพราะผู้บริโภคจดจำความสร้างสรรค์ ได้มากกว่าสื่อโฆษณาที่เหมือนกันทั้งหมดครับ
สรุป ส่อง 4 Communication Trends 2025 ที่นักการตลาดต้องรู้ จากงาน MKT 2025
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator : a modern flat illustration, vector cartoon 2d style, minimal clean design. a group of young thai marketers, designers, and advertisers are standing together, holding smartphones, laptops, and presentation boards. behind them is a big billboard showing graphs, social media icons (facebook, tiktok, instagram, line), and ad campaigns. the scene represents “thailand advertising & communication trends”. color palette in shades of blue, white, and purple, friendly and professional atmosphere, infographic style, simple background with abstract geometric elements.
เมื่อมองภาพรวมจาก Session นี้ 4 เทรนด์หลักที่น่าจับตา ทั้ง Short Entertainment ที่ทำให้คอนเทนต์สั้นแต่ทรงพลัง, Social Media Shift ที่บังคับให้แบรนด์ปรับตัวตามพฤติกรรมผู้ใช้, Community Commerce ที่ทำให้การซื้อขายเกิดจากพลังขอ งCommunity และ Diversity & Inclusion ที่สะท้อนคุณค่าความจริงใจของแบรนด์
ขณะเดียวกันนักการตลาดเองต้องโฟกัส 4 เรื่องสำคัญไปพร้อมกัน คือการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน, การสร้างตัวตนให้โดดเด่น, การสื่อสารอย่างเป็นมนุษย์ และการไม่ลืมพลังของความคิดสร้างสรรค์ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เทรนด์ที่มาแล้วไป แต่คือโจทย์ใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางการสื่อสารของแบรนด์ไทยในปีต่อ ๆ ไป และใครที่พร้อมปรับตัวก่อน ก็จะเป็นคนที่คว้าโอกาสและยืนระยะได้จริงในตลาดที่เปลี่ยนเร็วกว่าเดิมทุกวันครับ
บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ