สรุป 5 Digital Marketing Trends 2025: The Age of Implementation รวมเทรนด์การตลายุค Data & AI จากมุมมองที่ปรึกษาการตลาดคนหนึ่ง

5 Digital Marketing Trends 2025: The Age of Implementation

หนึ่งในคำถามที่ผมถูกถามเป็นประจำว่าเทรนด์การตลาดในปี 2025 ไปจะมีอะไรใหม่บ้าง วันนี้ผมเลยเอาที่เคยเขียนไว้ใน Facebook Fan Page การตลาดเมื่อตอนปลายปี 2024 มาลงเป็นบทความให้คนที่เสิร์จหาสามารถอ่านย้อนหลังได้ง่ายขึ้น และในขณะเดียวกันเทรนด์การตลาดทั้งหมดนี้ก็มาจากประสบการณ์ที่ผมได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาด หรือ Data Driven Marketing Advisor ให้กับบริษัทต่างๆ ที่มีความหลากหลายในปีที่ผ่านมา ผมพบว่าเทรนด์การตลาดไทยมีหน้าตาประมาณนี้ ซึ่งก็เลยขอเอามาเรียบเรียงเป็นบทความชื่อ 5 Digital Marketing Trends 2025 ที่ผมขอนิยมว่าเป็น The Age of Implementation เพราะนับจากนี้จะไม่ได้แข่งกันว่าใครทำเรื่องใหม่ได้มากกว่ากัน แต่จะแข่งกันว่าใครสามารถลงมือทำได้ลึกกว่า ละเอียดกว่าจนคู่แข่งไม่สามารถตามได้ทันอีกต่อไปครับ

ทำไมถึงเป็น The Age of Implementation

เพราะจากที่ผมสังเกตมาพบว่าเรื่องราวการตลาดปี 2024 ยังไม่ได้มีอะไรใหม่แบบก้าวกระโดดเหมือนอย่างตอนที่ ChatGPT หรือ Generative AI ถูกเปิดตัวสู่สาธารณะชนครั้งแรกตอนปลายปี 2022 จนทำให้โลกการตลาดไปจนถึงโลกทั้งใบพลิกโฉมหน้าไปอย่างมาก

จากเดิมเราเคยขาดการณ์กันว่าเราจะก้าวเข้าสู่ยุคของ Metaverse และ Blockchain ดูเหมือนเทรนด์ที่เคยมาแรงในระดับที่ Facebook เปลี่ยนชื่อบริษัทไปเป็น Meta ยังแอบแป๊ก หลายเหรียญคลิปโตที่เคยถูกเก็งก็เจ๊งกันไประนาว ตลาดแตกกันไม่รู้กี่รอบ โกงกัน Rug Pool กันไปไม่รู้กี่หน นั่นเลยยิ่งทำให้เทรนด์ของ Metaverse ถูกยัดใส่ไว้ก้นถังลึกๆ ถึงระดับที่ไม่มีใครกล้าพูดคำนี้กันอีก เพราะไม่งั้นจะดูไร้สาระมาก

แต่พอปลายปี 2022 มาจากการเปิดตัวของ ChatGPT ทำให้โลกทั้งใบอึ้งกับความสามารถของเจ้า AI ที่ใครๆ ก็เข้าไปใช้งานได้ด้วยการพิมพ์คำสั่งเหมือนคำพูด หรือรู้คำสั่ง Prompt นิดหน่อยก็สามารถเก่งขึ้นได้แบบก้าวกระโดด และโลกทั้งใบก็กระโดดเข้างับเทรนด์ Generative AI กันอย่างบ้าคลั่งจนทำให้เกิดบริษัทสตาร์ทอัพเดท AI ใหม่ๆ จำนวนมากที่ใส้ในมักเป็น Open AI อยู่เบื้องหลัง และจากความสามารถของ Generative AI ก็ทำให้เกิด AI รูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ได้ให้มาแค่ตัวหนังสือข้อความ แต่ยังสามารถทำภาพ สร้างเสียง ไปจนถึงสร้าววิดีโอให้เราได้แล้ว

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้งานการตลาดง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันก็ไวขึ้นไปจนถึงถูกคาดหวังจากหัวหน้า ลูกค้า ว่างานทุกอย่างจะต้องเร็วและดีขึ้นในราคาที่ถูกลงกว่าเดิมมาก ในขณะที่นักการตลาดส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจกับเรื่องของ AI กันอย่างไม่ขาดปาก แต่ผมในฐานะที่ปรึกษาด้านการตลาดพบว่าบริษัทส่วนใหญ่ที่ผมดูแลในวันนี้เรากำลังกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่อง Fundamental หรือเรื่องพื้นฐานเพื่อปูเป็นรากฐานให้ทั้ง AI ที่กำลังจะสร้างขึ้นมาใช้ภายในเป็นอาวุธลับในองค์กรเรา

บวกกับประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เสียอธิปไตยทางดาต้า เสียอำนาจควบคุมการค้าบนแพลตฟอร์ม เราถูกแพลตฟอร์มอีคอมเมิซเจ้าใหญ่ควบคุมค่า GP แบบฉันอยากขึ้นก็ขึ้นใครรับไม่ได้ก็เลิกขาย แล้วก็ยังถูกริดรอนการเข้าถึง Customer Data ข้อมูลลูกค้าที่เคยเป็นมา ทำให้วันนี้หลายแบรนด์ทำได้แค่ขายเพื่อเอาเงิน แต่ไม่สามารถกลับไปทำ Marketing อะไรกับลูกค้าของตัวเองด้วยตัวเองเหมือนวันวานได้อีกเลย

และนี่ก็เป็นทิศทางเทรนด์การตลาดออนไลน์หรือการตลาดดิจิทัลในประเทศไทย 5 ข้อ หรือที่ผมจะเรียกว่า 5 Digital Marketing Trends 2025 จากมุมมองที่ปรึกษาด้านการตลาดคนหนึ่งครับ

1. Data Standardization วางรากฐานธุรกิจด้วยการกำหนดมาตรฐานของดาต้า

ถึงวันนี้ทุกคนรู้แล้วว่าดาต้าสำคัญขนาดไหน ทุกคนรู้แล้วว่าตัวเองต้องหาทางใช้ดาต้าที่มีให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้ แต่การจะรีด Insight จาก Data ให้มากกว่านี้คือการทำ Data Integration เพื่อให้ทำ Data Enrichment หรือทำดาต้าให้มีค่ามากกว่าเดิม

แต่ปัญหาคือเทคโนโลยีระบบจัดเก็บดาต้าที่ใช้เดิมนั้นไม่เอื้อต่อการทำ Data Enrichment สักเท่าไหร่ เพราะแต่ละ Tech เดิมที่ถูกสร้างมาไม่ได้คิดเผื่อถึงว่าวันหน้าจะมีการเอา Data มาเชื่อมเพื่อทำ Marketing Analytics จริงจัง ส่งผลให้แม้จะมีดาต้ามากแต่กลับเอามาใช้งานจริงได้น้อย และที่หนักกว่านั้นคือเอามาเชื่อมโยงกันแทบไม่ได้เลย ครั้นจะทำได้ก็ต้องเสียเวลาทำ Data Prep หรือ Data Cleansing นานมากจนเริ่มต้นเก็บใหม่อาจคุ้มค่า ROI กว่า

ซึ่งปัญหานี้เพิ่งเริ่มเห็นชัดก็ตอนที่บริษัทนั้นขุดดาต้าจากทุกระบบที่มีมาใช้งานแบบจริงจัง ทำให้บางบริษัทท้อและถอดใจไม่เอาดาต้าเก่ามาใช้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้บางบริษัทเกิดไฟลุกโชนว่าจะต้องปฏิวัติ Technology Stack เดิมในองค์กรให้สามารถทำ Personalization ได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

วันนี้หลายบริษัทเลยต้องพยายามใช้ Data Driven Marketing แบบ Silo Data Driven นั่นก็คือเหมือนให้คนตาบอดคลำช้าง แต่ละคนเห็นดาต้าคนละส่วน อย่างดีก็อาจเชื่อมดาต้าได้สัก 2-3 ส่วน แต่ทั้งองค์กรอาจมีดาต้าลูกค้าจริงอยู่สัก 7-10 ส่วนได้

ผลคือพอเห็นภาพคร่าวๆ ของลูกค้าแต่ไม่สามารถเห็นภาพรวมหรือที่เรียกว่า Single View of Customer จริงๆ ได้ และนั่นทำให้ในปี 2025 นับจากนี้ปีหลายองค์กรที่เริ่มรู้ตัวว่าดาต้าและระบบจัดเก็บข้อมูลของตัวเองมีปัญหาจะเริ่มสร้างหน่วยงานหรือทีมที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานการจัดเก็บดาต้าเข้าด้วยกัน

บางบริษัทอาจเรียกว่าเป็นทีมทำ Data Governance เพื่อสร้างมาตรฐานของดาต้าในองค์กรเราให้ทำงานร่วมกันได้อย่างที่ควรจะเป็น แต่บอกได้เลยว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายครับ ขนาดธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งยังไม่สามารถฝ่าฟันไปถึงจุดนั้นได้ บางธนาคารใช้เวลาหลายปีแล้วก็ยังไม่ค่อยเดินหน้าไปไหน เพราะเรื่องนี้ต้องใช้กำลังภายในและความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายอย่างถึงที่สุด ยิ่งกว่าการทำ Digitalization อีก

และจากความวุ่นวายเรื่องการบริหารจัดการอำนาจภายในส่งผลให้ต่างแผนกต่างใช้แค่ Data ที่ตัวเองมีต่อไปอีกสักระยะแทนเพราะไม่อยากจะผิดใจกับทีมไหน หรือผู้บริหารคนใดข้นมา แต่ในขณะเดียวกันแต่ละทีมก็พยายามสร้าง Data Standard ของทีมตัวเองขึ้นมาเป็นมาตรฐานกลางในองค์กร จนน่าจะเกิดการแข่งขันเรื่องนี้เพื่อหาว่าทีมไหนสร้างมาตรฐานการจัดการดาต้าได้ดีที่สุดเป็นทีมแรก ก็จะค่อยๆ กลายเป็นทีมที่ทำเรื่อง Data Centralization ที่จะควบรวมดาต้าจากทุกทีมเข้ามายังตัวเองได้มากที่สุด

และยุคนี้ใครมีดาต้ามากกว่าคนนั้นมีอำนาจมากกว่า จากสถานการณ์นี้จะทำให้ทีมที่เป็นผู้นำเรื่อง Data Standardization จะกลายเป็นทีมกลยุทธ์หลักของบริษัทที่จะสามารถเรียกทรัพยากรและความช่วยเหลือจากทีมอื่นได้ มีอำนาจสูงสุดในองค์กรรองจาก CEO และบอร์ดบริหาร

และจากการพยายามจัดการดาต้าที่มีความหลากหลายเต็มไปด้วยความวุ่นวายนี้ ก็จะส่งผลให้ทีมงานดังกล่าวเริ่มมีการทำ Data Enrichment มากขึ้นจนค้นพบปัญหาอีกเรื่องที่จะกลายเป็นเทรนด์การตลาดถัดไป

2. Define Defect in Data ปิดช่องโหว่ธุรกิจด้วยดาต้า

เดิมทีเวลาพูดถึงการใช้ดาต้ามักคิดถึงทีมการตลาดเป็นหลัก ด้วยคำว่า Data Driven Marketing เป็นหนึ่งในคำที่เรามักคุ้นเคยกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วนับจากนี้ไปทุกทีมในบริษัทจะใช้ Data Driven Everything หรือแต่ละทีมจะใช้ดาต้าในแบบของตัวเองครับ

โดยเฉพาะเราจะไม่ได้ใช้ดาต้าเพื่อเพิ่มโอกาสอย่างที่คุ้นเคยกัน เช่น เพิ่มโอกาสขาย เพิ่มโอกาสหาลูกค้าใหม่ แต่จะเป็นการใช้เพื่อหาจุดรั่วในธุรกิจที่เราไม่เคยรู้แล้วมองข้ามไปนาน จนพอเห็นรูรั่วจากดาต้าก็ทำให้เราสามารถอุดรูรั่วนั้นได้ไวขึ้น

เพราะอย่าลืมว่าการทำธุรกิจให้มีกำไรมากขึ้นไม่ได้มีแค่การทำยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ไม่ได้มีแค่การพยายามหาลูกค้าใหม่ให้เยอะขึ้น หรือขายให้ได้มากกว่าเดิม แต่เรายังสามารถทำกำไรของธุรกิจให้ดีขึ้นได้ด้วยการลดจุดอ่อน จุดบอดที่ไม่จำเป็นลงไป หรือตัดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ออกไปด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างเช่นบริษัทขายอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งพบจุดอ่อนจากดาต้าว่าอัตรา Conversion Rate ต่ำมากกว่า 1% ทำให้ที่ผ่านมาทีมบริหารตั้งคำถามผิดว่าจะหาลูกค้าใหม่ให้เยอะกว่าเดิมได้จากไหน มาเป็นเราจะปิดการขายจากลูกค้าเดิมที่มีให้เพิ่มขึ้นอีกแค่ 1% เป็น 2% ได้อย่างไร

เพราะการเพิ่มขึ้นแค่ 1% นั้นหมายถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึงเท่าตัว และจากตัวเลข 1 ไป 2 ก็ไม่ได้ยากขนาดบอกให้ไปดวงจันทร์ หรือดาวอังคารแบบที่ Elon Musk พยายามทำแต่อย่างไร มันคือการพยายามทำเรื่องของ Lead Nuturling ให้ดีขึ้น

จะเห็นว่าแค่เราตั้งคำถามแบบ Data Thinking ใหม่เท่านี้ก็สามารถพลิกกลยุทธ์ธุรกิจที่จะพาเราขายดีขึ้นเท่าตัวแบบง่ายๆ

อ่านถึงตรงนี้คุณอาจสงสัยว่าทำไมผมถึงเลือกใช้คำว่า Defect in Data แทนที่จะเป็น Opportunity แทนที่คนส่วนใหญ่นิยมกัน เพราะคนส่วนใหญ่ชอบมองข้ามสิ่งที่เป็นอยู่ใกล้ตัวออกไปหาสิ่งใหม่ไกลตัวที่ดูหวือวา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วแค่ลดต้นทุนการทำธุรกิจลงได้แม้จะไม่ทำยอดขายเพิ่มขึ้นแต่ก็สามารถทำให้บริษัทมีกำไรบรรทัดสุดท้ายมากกว่าเดิมแล้ว

ท้ายที่สุดมันคือการทำให้บริษัทเรา Lean หรือจะเรียกว่า Optimization Workflow & Process ก็ไม่ผิดนัก ดังนั้นเทรนด์การตลาดในปีนี้เราจะเห็นการหาปัญหาที่มีจากดาต้าที่มีแล้วก็ค่อยๆ ปิดรูรั่วนั้นไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มกำไรตอนปิดงบดุลสิ้นปีในท้ายที่สุดครับ

3. D2C4CD การกลับมาของ Brand.com

หนึ่งในเทรนด์การตลาดที่เคยถูกพูดถึงมาหลายปีก่อนแล้วอย่าง D2C แม้จะเงียบหายไปตามกระแสเทรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามาแทนที่ แต่เชื่อไหมครับว่าสิ่งนี้กำลังกลับมาอย่างเข้มข้นกว่าเดิมเพราะใครที่ทำธุรกิจออนไลน์ ขายของผ่าน Ecommerce Marketplace ต่างๆ จะพบกับปัญหาค่า GP ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีแบบไม่มีวันลง และเราก็ทำอะไรไม่ได้เพราะหน่วยงานภาครัฐเราไร้ซึ่งความเข้มแข็งในการปกป้องผู้ประกอบการออนไลน์รายย่อยมานานแล้ว

และจากค่า GP บน Marketplace ที่ตอนนี้พุ่งสูงไปถึงระดับ 20% แล้วและก็มีแนวโน้มจะขยับไปถึง 30% ในอนาคตอันใกล้ ดูเหมือนว่าการเอาสินค้าเข้าร้านสะดวกซื้อออฟไลน์ที่แม้จะเก็บค่า GP สูงกว่าแต่ในแง่มุมหนึ่งกลับได้ Visibility และ Credibility ที่มากกว่าจนผมเองก็เริ่มแนะนำให้ลูกค้าขยับมาทางนี้แล้ว

บวกกับการที่แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ พยายามอ้างเรื่อง Privacy หรือ PDPA ในการไม่ให้ข้อมูลลูกค้าผู้ซื้อกับทางเจ้าของร้านเอาไปวิเคราะห์ปรับแผนกลยุทธ์การตลาดใๆ ต่อ เป็นการบังคับเรากลายๆ ให้ต้องผูกติดกับแพลตฟอร์มเหล่านั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วดาต้าของลูกค้าเจ้าของร้านก็ควรได้สิทธิ์ในการต่อยอดด้วย และเมื่อผมทำการสอบถามกับคนทั่วไปพบว่ามีจำนวนมากที่รู้สึกว่าดาต้าของพวกเขาควรเป็นของร้านค้าที่ตัวเองซื้อมากกว่าแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์

หลายแบรนด์ที่เริ่มรู้เท่าทันจึงหันกลับมาทำการขายตรงกับลูกค้าไม่ว่าจะผ่านช่องทาง Messenger ของ Meta หรือ LINE Commerce หรือแม้แต่กระแสของ Brand.com ที่กำลังจะกลับมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้ตัวเองสามารถเก็บดาต้าลูกค้าได้เต็มที่ เพื่อจะได้เอาไปทำ Direct Marketing แบบ Personalized Marketing เอาอกเอาใจลูกค้าเดิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ชื่อเทรนด์การตลาด D2C4CD จึงมาจากคำว่า Direct to Customer for Collect Data จึงหมายถึงการขายลูกค้าตรงผ่านช่องทางใดก็ได้ของตัวเองที่ทำให้ตัวเองได้ดาต้าลูกค้ามา โดยเฉพาะทางเว็บไซต์ Brand.com ที่ทำให้เราสามารถเก็บดาต้าได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากที่สุด ตั้งแต่

  1. Digital Behavioral Data ข้อมูลพฤติกรรมความสนใจโดยดูจากระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละหน้า การกดแต่ละปุ่ม การค้นหาสินค้าหรือข้อมูลที่ต้องการในเว็บไซต์ ไปจนถึงการซื้อ
  2. Transaction Data ข้อมูลการซื้อที่เกิดขึ้นจริง ซื้ออะไร ซื้อเท่าไหร่ จ่ายเงินด้วยวิธีไหน ที่อยู่ที่สะดวกให้จัดส่ง เบอร์โทร อีเมล อาจไปถึง LINE

ดังนั้นถ้าวันนี้ใครยังมียอดขายกว่า 50% ที่มาจาก Marketplace อยู่เตรียมกระอักเลือดเมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้ปรับขึ้นค่า GP ในอนาคตอันใกล้ได้เลยครับ สำหรับคำแนะนำที่ผมมีให้ลูกค้าคือถ้าบริษัทคุณมีเป้าหมายระยะสั้น เน้นทำยอดขายในเวลา 2-3 ปีแล้วปิดแบรนด์ไปเปิดแบรนด์ใหม่ การโฟกัสกับ Marketplace จะตอบโจทย์ธุรกิจมากกว่า

แต่ถ้าเป้าหมายคุณคือสร้างแบรนด์ที่ยืนยาวธุรกจิที่ยั่งยืนไปอีก 10 ปีอย่างน้อย ต้องเริ่มสร้างบ้านของตัวเองได้แล้ว และบ้านของแบรนด์ในยุคนี้ก็ไม่ใช่แค่หน้าร้านทางกายภาพ แต่เป็นตึกของเราทางดิจิทัลซึ่งก็คือ Brand.com ที่กำลังจะมาเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจในปี 2025 เป็นต้นไป

4. CRM CDP & Marketing Automation การตลาดแบบใส่ใจแบบให้ AI ทำ

เมื่อเราเริ่มจัดการดาต้าที่มีได้ดีจนเริ่มมีดาต้าดีๆ ที่ใช้งานจริงได้มากพอ แล้วเราก็เริ่มลงทุนกับเครื่องมือ Marketing Technology ต่างๆ ที่มีราคาถูกลงจากหลายปีก่อนมาก เมื่อก่อน CDP มีค่าใช้จ่ายหลักแสนต่อเดือน มาวันนี้หลักพันก็สามารถหาได้ไม่ยากแต่ความสามารถก็อาจลดหลั่นลงมาตามแพคเกจที่จ่าย

บางบริษัทที่ผมเป็น Advisor ให้ตอนนี้ก็ทำ CRM แบบจริงจังจาก CRM Canvas ในหนังสือการตลาดแบบใส่ใจของผมจนสามารถทำให้เกิด Conversion Rate 10% ได้ง่ายๆ ด้วยการโฟกัสกับกลุ่ม Segment ลูกค้าเก่าที่เคยซื้อไปแต่สินค้าน่าจะใกล้หมดแล้วให้กลับมาซื้อใหม่ด้วยส่วนลดไม่กี่บาท

และทีมการตลาดก็ไม่ต้องตั้งเวลาบอกตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำการตลาดนี้ทุกวัน หรือทุกต้นสัปดาห์ หรือทุกต้นเดือนแบบที่เคยเป็นมา แต่พวกเขาก็ใช้เครื่องมือ Marketing Automation ในการกำหนด Rules Based ไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องส่งการตลาดแบบไหนไปหาใครเมื่อไหร่

อย่างเคสนี้คือเมื่อลูกค้าคนไหนที่ซื้อสินค้าไปครบ 60 วันแล้วยังไม่เกิดการซื้อใหม่ ระบบจะทำการส่งคูปองส่วนลดเล็กๆ น้อยๆ ไปให้เพื่อกระตุ้นเตือนให้ลูกค้ารู้ว่าสินค้าน่าจะใกล้หมดแล้ว หรือหมดไปแล้ว อย่าลืมกลับมาซื้อนะ

จากการตลาดง่ายๆ แค่นี้ก็ทำให้มีคนที่ได้รับคูปองกลับมาซื้อกว่า 10% เรื่องนี้ผมก็เขียนไว้ในหนังสือการตลาดแบบใส่ใจ Customer Relationship Marketing อยู่แต่ส่วนผลลัพธ์จะมากน้อยเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความใส่ใจในการคิด Message ตอนส่งออกไป รูปภาพตอนส่งออกไป จนถึงช่วงเวลาในการส่งออกไปเพราะแต่ละช่วงชั่วโมงของวันก็ได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน ถ้าอยากรู้ส่งตอนกี่โมงดีสุดสำหรับแบรนด์เรา จะรู้ได้ก็ต้องทำการลองส่งออกไปหลายๆ ช่วงเวลาหรือทำ A/B Test เพื่อหาช่วงที่ได้รับผลตอบรับดีที่สุดครับ

เดิมทีการทำ CRM เป็นแค่ทฤษฏีการตลาด แถมเครื่องมือ CDP Customer Data Platform ก็มีราคาแรงมากจนธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ในไทยไม่มีทางเข้าถึงได้ แต่วันนี้เมื่อใครๆ ก็เข้าถึงเครื่องมืออย่าง CDP ได้แล้วจึงสำคัญว่าใครมี CRM Strategy หรือกลยุทธ์การตลาดที่จะใส่ใจลูกค้าได้มากกว่ากัน จากนั้นก็เอา Logic ดังกล่าวไป Config ในเครื่องมือ Marketing Automation เพื่อให้ AI ช่วยทำงานแทนเรา ใส่ใจลูกค้าแทนเรา แต่ทั้งหมดต้องมาจากความคิดไอเดียเราเพราะมันยังคิดให้เราและตัดสินใจแทนเราไม่ได้ครับ

ฉะนั้นทิ้งท้ายเทรนด์นี้ใครยังคิดว่าจะทำ CRM แบบผ่านๆ ไม่ใส่ใจ ไม่แยก Segmentation ลูกค้าออกมาให้ชัด บอกเลยว่าคุณกำลังเอาเงินบริษัทไปละลายแม่น้ำจนผมรู้สึกว่าเก็บเงินไปเลี้ยงหมูกระทะลูกน้องทีมงานยังมีประโยชน์กว่าครับ

5. R&D ด้วย Social Listening

รายงานเจาะลึก Data Research Insight ครีมทาผิวหน้าคนไทย ซื้อครีมบำรุงผิวแบบไหน จาก Social Listening สนับสนุนโดย Removed Group

ถ้าบริษัทไหนทำข้อ 1-4 ได้ดีแล้ว แสดงว่าตอนนี้คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง First-Party Data ก็ว่าได้ ถ้ามาถึงตรงนี้ก็ควรที่จะขยับการตลาดไปอีกระดับด้วยการสร้างทีมใหม่เพื่อเอาไว้หาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จาก External Data นอกองค์กร และนั่นก้คือการใช้ Social Listening ให้เป็นมากกว่าแค่การทำ Monitoring แบบที่ใครๆ เขาทำกัน แต่เป็นการใช้เพื่อทำ R&D Research and Development สินค้าหรือบริการใหม่ๆ ให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทุกปีครับ

เช่น คุณอาจไม่รู้ว่าสินค้าในกลุ่ม Beauty ที่มีการแข่งขันกันสูงนั้นแบรนด์รุ่นใหม่บางรายที่ทำยอดขายปีละหลายร้อยล้านบาท พวกเขามีทีมทำ Social Listening จริงจังเพื่อ Monitor Trends ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นบนโซเชียล จากนั้นก็เอาไปเป็นไอเดียทำ R&D ที่ทำให้สามารถออกสินค้าใหม่มาเทสตลาดได้ทุกสองสัปดาห์

เท่ากับว่าในหนึ่งปีแบรนด์นี้สามารถออกสินค้าได้มากกว่า 50 คอลเลคชั่น ซึ่งปกติออกกันได้ควอเตอร์ละ 1-2 คอลเลคชั่นก็นับว่าหืดขึ้นคอแล้ว และในแง่มุมหนึ่งสินค้าหใม่าที่พวกเขาออกอาจไม่ได้เน้นขายไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ แต่เน้นไปยังกลุ่มลูกค้าเก่าที่เพิ่งซื้อไปให้มีโอกาสที่จะซื้อสินค้าใหม่ไวขึ้น

ถ้าสินค้าตัวไหนออกมาไม่เวิร์คก็แค่เลิกขายไป แต่ถ้าได้เจอสักหนึ่งตัวที่เวิร์คมากพอก็สามารถเอามาต่อยอดเป็นสินค้า Flagship เรือธงตัวใหม่เพื่อสร้าง New S Curve ได้อีกด้วย

สำคัญกว่านั้นคือสินค้าเหล่านี้พวกเขาไม่ได้ขายยังช่องทางปกติ แต่เน้นไปยังช่องทาง Official ของตัวเองซึ่งก็จะย้อนกลับไปยังเทรนด์การตลาดข้อ 3 D2C4CD Direct to Customer for Collect Data ครับ

นี่คือกลยุทธ์การตลาดแบบซุ่มเงียบโดยที่ไม่ได้เน้นเรื่อง Awareness แบบเดิมแต่อย่างไร แต่เป็นเน้การสร้าง Deep Engagement เน้นการเพิ่ม Retention Rate และก็เพื่อสร้างความ Privilege ให้กับกลุ่ม Existing Customer ด้วย CRM นั่นเองครับ

อ่านทั้งหมดนี้คุณจะรู้ว่าแทบไม่มีอะไรที่ใหม่จากสิ่งที่เคยรู้ เพราะมันคือยุคเปลี่ยนผ่านจาก Conceptual & Theory Marketing มาสู่ยุคแห่งการลงมือทำจริง The Age of Implementation

แต่ความต่างจริงๆ ที่คุณจะค้นพบจะเริ่มต้นเมื่อคุณได้ลงมือทำจริงๆ จนเริ่มเป็นแนวทางที่เป็นรูปเป็นร่าง อย่าเพิ่งรีบคาดหวังผลลัพธ์เร็วเกินไปเพราะทั้งหมดนี้ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะลงตัว

แต่ในท้ายที่สุดการทำสิ่งนี้ก็จะไม่มีวันจบ เพราะเราจะต้องปรับปรุงแก้ไขพร้อมกับเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาเร็วกว่าเดิมมากขึ้นทุกวัน เพียงแต่สิ่งที่เป็นแก่นของการตลาดทั้งหลายยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปนับจากเมื่อหลายร้อยหรือพันปีที่แล้ว นั่นก็คือเราจะทำอย่างไรให้คนอยากได้เรามากกว่าเราอยากขายเขา เราจะรู้ใจพวกเขาให้มากกว่าเดิมได้อย่างไร เพื่อที่เราจะได้นำเสนอคุณค่าที่ตรงใจจนทำให้พวกเขาอยากเป็นใช้เงินกับเรามากกว่าเดิม

ส่วนเรื่อง Generative AI ทั้งหลายที่ผมขอไม่พูดถึงในเทรนด์การตลาดครั้งนี้ ก็เพราะส่วนตัวผมมองว่าวันนี้เราใช้ ChatGPT หรือ AI ตัวอื่นแทน Google Search ไปเรียบร้อยแล้ว ขนาดผมเองยังสมัคร ChatGPT Pro เอาไว้สำหรับเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องงาน เช่น “แนะนำอาหารที่น่าสนใจที่เป็นเอกลักษณ์ของ Osaka ให้หน่อย” จากนั้นผมก็เลือกอาหารมาสักชนิดแล้วก็ถามมันต่อว่ามันมีร้านไหนที่แนะนำให้ผมไปกินบ้าง แล้วผมก็ค่อยเอาชื่อร้านที่มันให้มาไป Google Search อีกรอบเพื่อเช็ครีวิวว่าไปกินแล้วจะไม่ผิดหวัง นี่คือวิธีใหม่ของการใช้ AI ในรูปแบบ Assistant Intelligence ครับ

และนี่ก็เป็นทิศทางเทรนด์การตลาดในประเทศไทยจากประสบการณ์ Marketing Advisor ที่ปรึกษาด้านการตลาดอย่างผมที่ได้เข้าไปช่วยดูบริษัททั้งเล็ก กลาง และใหญ่ บริษัทที่พูดชื่อไปคุณก็ร้องอ๋อ บางแบรนด์อาจอยู่ใกล้มือคุณกว่าที่คิด หรือบางแบรนด์พูดชื่อไปคุณก็อาจแต่ได้ทำหน้างงเพราะไม่รู้จักมันเลยจริงๆ

ทั้งหมดนี้ทำให้ผมได้เห็นทั้งภาพกว้าง ภาพลึก ภาพจากคนที่ทั้งเป็นผู้บริหารและคนที่ได้ลงมือทำงานจริงๆ ดูเหมือนวันนี้นักการตลาดอย่างเราจะมีเครื่องมือช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นเร็วขึ้นมากมาย แต่ในขณะเดียวกันมันก็มาพร้อมกับความคาดหวังว่าคุณจะทำงานได้ดีขึ้นและเยอะขึ้นกว่าเดิมมาก

หากคุณมีความเห็นอย่างอื่นที่อยากแชร์กัน ก็เชิญเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ที่เพจการตลาดวันละตอนครับ\

อ่านสรุป 10 Digital Marketing Trends 2024 ต่อสำหรับคนที่สนใจครับ: https://everydaymarketing.co/trend-insight/10-marketing-trends-thailand-2024/

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *