หนึ่งในคำถามที่ผมถูกถามเป็นประจำว่าเทรนด์การตลาดในปี 2025 ไปจะมีอะไรใหม่บ้าง วันนี้ผมเลยเอาที่เคยเขียนไว้ใน Facebook Fan Page การตลาดเมื่อตอนปลายปี 2024 มาลงเป็นบทความให้คนที่เสิร์จหาสามารถอ่านย้อนหลังได้ง่ายขึ้น และในขณะเดียวกันเทรนด์การตลาดทั้งหมดนี้ก็มาจากประสบการณ์ที่ผมได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาด หรือ Data Driven Marketing Advisor ให้กับบริษัทต่างๆ ที่มีความหลากหลายในปีที่ผ่านมา ผมพบว่าเทรนด์การตลาดไทยมีหน้าตาประมาณนี้ ซึ่งก็เลยขอเอามาเรียบเรียงเป็นบทความชื่อ 5 Digital Marketing Trends 2025 ที่ผมขอนิยมว่าเป็น The Age of Implementation เพราะนับจากนี้จะไม่ได้แข่งกันว่าใครทำเรื่องใหม่ได้มากกว่ากัน แต่จะแข่งกันว่าใครสามารถลงมือทำได้ลึกกว่า ละเอียดกว่าจนคู่แข่งไม่สามารถตามได้ทันอีกต่อไปครับ
ทำไมถึงเป็น The Age of Implementation
เพราะจากที่ผมสังเกตมาพบว่าเรื่องราวการตลาดปี 2024 ยังไม่ได้มีอะไรใหม่แบบก้าวกระโดดเหมือนอย่างตอนที่ ChatGPT หรือ Generative AI ถูกเปิดตัวสู่สาธารณะชนครั้งแรกตอนปลายปี 2022 จนทำให้โลกการตลาดไปจนถึงโลกทั้งใบพลิกโฉมหน้าไปอย่างมาก
จากเดิมเราเคยขาดการณ์กันว่าเราจะก้าวเข้าสู่ยุคของ Metaverse และ Blockchain ดูเหมือนเทรนด์ที่เคยมาแรงในระดับที่ Facebook เปลี่ยนชื่อบริษัทไปเป็น Meta ยังแอบแป๊ก หลายเหรียญคลิปโตที่เคยถูกเก็งก็เจ๊งกันไประนาว ตลาดแตกกันไม่รู้กี่รอบ โกงกัน Rug Pool กันไปไม่รู้กี่หน นั่นเลยยิ่งทำให้เทรนด์ของ Metaverse ถูกยัดใส่ไว้ก้นถังลึกๆ ถึงระดับที่ไม่มีใครกล้าพูดคำนี้กันอีก เพราะไม่งั้นจะดูไร้สาระมาก
แต่พอปลายปี 2022 มาจากการเปิดตัวของ ChatGPT ทำให้โลกทั้งใบอึ้งกับความสามารถของเจ้า AI ที่ใครๆ ก็เข้าไปใช้งานได้ด้วยการพิมพ์คำสั่งเหมือนคำพูด หรือรู้คำสั่ง Prompt นิดหน่อยก็สามารถเก่งขึ้นได้แบบก้าวกระโดด และโลกทั้งใบก็กระโดดเข้างับเทรนด์ Generative AI กันอย่างบ้าคลั่งจนทำให้เกิดบริษัทสตาร์ทอัพเดท AI ใหม่ๆ จำนวนมากที่ใส้ในมักเป็น Open AI อยู่เบื้องหลัง และจากความสามารถของ Generative AI ก็ทำให้เกิด AI รูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ได้ให้มาแค่ตัวหนังสือข้อความ แต่ยังสามารถทำภาพ สร้างเสียง ไปจนถึงสร้าววิดีโอให้เราได้แล้ว
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้งานการตลาดง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันก็ไวขึ้นไปจนถึงถูกคาดหวังจากหัวหน้า ลูกค้า ว่างานทุกอย่างจะต้องเร็วและดีขึ้นในราคาที่ถูกลงกว่าเดิมมาก ในขณะที่นักการตลาดส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจกับเรื่องของ AI กันอย่างไม่ขาดปาก แต่ผมในฐานะที่ปรึกษาด้านการตลาดพบว่าบริษัทส่วนใหญ่ที่ผมดูแลในวันนี้เรากำลังกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่อง Fundamental หรือเรื่องพื้นฐานเพื่อปูเป็นรากฐานให้ทั้ง AI ที่กำลังจะสร้างขึ้นมาใช้ภายในเป็นอาวุธลับในองค์กรเรา
บวกกับประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เสียอธิปไตยทางดาต้า เสียอำนาจควบคุมการค้าบนแพลตฟอร์ม เราถูกแพลตฟอร์มอีคอมเมิซเจ้าใหญ่ควบคุมค่า GP แบบฉันอยากขึ้นก็ขึ้นใครรับไม่ได้ก็เลิกขาย แล้วก็ยังถูกริดรอนการเข้าถึง Customer Data ข้อมูลลูกค้าที่เคยเป็นมา ทำให้วันนี้หลายแบรนด์ทำได้แค่ขายเพื่อเอาเงิน แต่ไม่สามารถกลับไปทำ Marketing อะไรกับลูกค้าของตัวเองด้วยตัวเองเหมือนวันวานได้อีกเลย
และนี่ก็เป็นทิศทางเทรนด์การตลาดออนไลน์หรือการตลาดดิจิทัลในประเทศไทย 5 ข้อ หรือที่ผมจะเรียกว่า 5 Digital Marketing Trends 2025 จากมุมมองที่ปรึกษาด้านการตลาดคนหนึ่งครับ
1. Data Standardization วางรากฐานธุรกิจด้วยการกำหนดมาตรฐานของดาต้า
ถึงวันนี้ทุกคนรู้แล้วว่าดาต้าสำคัญขนาดไหน ทุกคนรู้แล้วว่าตัวเองต้องหาทางใช้ดาต้าที่มีให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้ แต่การจะรีด Insight จาก Data ให้มากกว่านี้คือการทำ Data Integration เพื่อให้ทำ Data Enrichment หรือทำดาต้าให้มีค่ามากกว่าเดิม
แต่ปัญหาคือเทคโนโลยีระบบจัดเก็บดาต้าที่ใช้เดิมนั้นไม่เอื้อต่อการทำ Data Enrichment สักเท่าไหร่ เพราะแต่ละ Tech เดิมที่ถูกสร้างมาไม่ได้คิดเผื่อถึงว่าวันหน้าจะมีการเอา Data มาเชื่อมเพื่อทำ Marketing Analytics จริงจัง ส่งผลให้แม้จะมีดาต้ามากแต่กลับเอามาใช้งานจริงได้น้อย และที่หนักกว่านั้นคือเอามาเชื่อมโยงกันแทบไม่ได้เลย ครั้นจะทำได้ก็ต้องเสียเวลาทำ Data Prep หรือ Data Cleansing นานมากจนเริ่มต้นเก็บใหม่อาจคุ้มค่า ROI กว่า
และจากความวุ่นวายเรื่องการบริหารจัดการอำนาจภายในส่งผลให้ต่างแผนกต่างใช้แค่ Data ที่ตัวเองมีต่อไปอีกสักระยะแทนเพราะไม่อยากจะผิดใจกับทีมไหน หรือผู้บริหารคนใดข้นมา แต่ในขณะเดียวกันแต่ละทีมก็พยายามสร้าง Data Standard ของทีมตัวเองขึ้นมาเป็นมาตรฐานกลางในองค์กร จนน่าจะเกิดการแข่งขันเรื่องนี้เพื่อหาว่าทีมไหนสร้างมาตรฐานการจัดการดาต้าได้ดีที่สุดเป็นทีมแรก ก็จะค่อยๆ กลายเป็นทีมที่ทำเรื่อง Data Centralization ที่จะควบรวมดาต้าจากทุกทีมเข้ามายังตัวเองได้มากที่สุด
และยุคนี้ใครมีดาต้ามากกว่าคนนั้นมีอำนาจมากกว่า จากสถานการณ์นี้จะทำให้ทีมที่เป็นผู้นำเรื่อง Data Standardization จะกลายเป็นทีมกลยุทธ์หลักของบริษัทที่จะสามารถเรียกทรัพยากรและความช่วยเหลือจากทีมอื่นได้ มีอำนาจสูงสุดในองค์กรรองจาก CEO และบอร์ดบริหาร
และจากการพยายามจัดการดาต้าที่มีความหลากหลายเต็มไปด้วยความวุ่นวายนี้ ก็จะส่งผลให้ทีมงานดังกล่าวเริ่มมีการทำ Data Enrichment มากขึ้นจนค้นพบปัญหาอีกเรื่องที่จะกลายเป็นเทรนด์การตลาดถัดไป
2. Define Defect in Data ปิดช่องโหว่ธุรกิจด้วยดาต้า
เดิมทีเวลาพูดถึงการใช้ดาต้ามักคิดถึงทีมการตลาดเป็นหลัก ด้วยคำว่า Data Driven Marketing เป็นหนึ่งในคำที่เรามักคุ้นเคยกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วนับจากนี้ไปทุกทีมในบริษัทจะใช้ Data Driven Everything หรือแต่ละทีมจะใช้ดาต้าในแบบของตัวเองครับ
จะเห็นว่าแค่เราตั้งคำถามแบบ Data Thinking ใหม่เท่านี้ก็สามารถพลิกกลยุทธ์ธุรกิจที่จะพาเราขายดีขึ้นเท่าตัวแบบง่ายๆ
อ่านถึงตรงนี้คุณอาจสงสัยว่าทำไมผมถึงเลือกใช้คำว่า Defect in Data แทนที่จะเป็น Opportunity แทนที่คนส่วนใหญ่นิยมกัน เพราะคนส่วนใหญ่ชอบมองข้ามสิ่งที่เป็นอยู่ใกล้ตัวออกไปหาสิ่งใหม่ไกลตัวที่ดูหวือวา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วแค่ลดต้นทุนการทำธุรกิจลงได้แม้จะไม่ทำยอดขายเพิ่มขึ้นแต่ก็สามารถทำให้บริษัทมีกำไรบรรทัดสุดท้ายมากกว่าเดิมแล้ว
หลายแบรนด์ที่เริ่มรู้เท่าทันจึงหันกลับมาทำการขายตรงกับลูกค้าไม่ว่าจะผ่านช่องทาง Messenger ของ Meta หรือ LINE Commerce หรือแม้แต่กระแสของ Brand.com ที่กำลังจะกลับมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้ตัวเองสามารถเก็บดาต้าลูกค้าได้เต็มที่ เพื่อจะได้เอาไปทำ Direct Marketing แบบ Personalized Marketing เอาอกเอาใจลูกค้าเดิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ชื่อเทรนด์การตลาด D2C4CD จึงมาจากคำว่า Direct to Customer for Collect Data จึงหมายถึงการขายลูกค้าตรงผ่านช่องทางใดก็ได้ของตัวเองที่ทำให้ตัวเองได้ดาต้าลูกค้ามา โดยเฉพาะทางเว็บไซต์ Brand.com ที่ทำให้เราสามารถเก็บดาต้าได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากที่สุด ตั้งแต่
Digital Behavioral Data ข้อมูลพฤติกรรมความสนใจโดยดูจากระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละหน้า การกดแต่ละปุ่ม การค้นหาสินค้าหรือข้อมูลที่ต้องการในเว็บไซต์ ไปจนถึงการซื้อ
Transaction Data ข้อมูลการซื้อที่เกิดขึ้นจริง ซื้ออะไร ซื้อเท่าไหร่ จ่ายเงินด้วยวิธีไหน ที่อยู่ที่สะดวกให้จัดส่ง เบอร์โทร อีเมล อาจไปถึง LINE
ถ้าบริษัทไหนทำข้อ 1-4 ได้ดีแล้ว แสดงว่าตอนนี้คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง First-Party Data ก็ว่าได้ ถ้ามาถึงตรงนี้ก็ควรที่จะขยับการตลาดไปอีกระดับด้วยการสร้างทีมใหม่เพื่อเอาไว้หาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จาก External Data นอกองค์กร และนั่นก้คือการใช้ Social Listening ให้เป็นมากกว่าแค่การทำ Monitoring แบบที่ใครๆ เขาทำกัน แต่เป็นการใช้เพื่อทำ R&D Research and Development สินค้าหรือบริการใหม่ๆ ให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทุกปีครับ
ถ้าสินค้าตัวไหนออกมาไม่เวิร์คก็แค่เลิกขายไป แต่ถ้าได้เจอสักหนึ่งตัวที่เวิร์คมากพอก็สามารถเอามาต่อยอดเป็นสินค้า Flagship เรือธงตัวใหม่เพื่อสร้าง New S Curve ได้อีกด้วย
สำคัญกว่านั้นคือสินค้าเหล่านี้พวกเขาไม่ได้ขายยังช่องทางปกติ แต่เน้นไปยังช่องทาง Official ของตัวเองซึ่งก็จะย้อนกลับไปยังเทรนด์การตลาดข้อ 3 D2C4CD Direct to Customer for Collect Data ครับ
สรุป 5 Digital Marketing Trends 2025 เทรนด์การตลาดยุคมือเปื้อนดาต้า The Age of Implementation
อ่านทั้งหมดนี้คุณจะรู้ว่าแทบไม่มีอะไรที่ใหม่จากสิ่งที่เคยรู้ เพราะมันคือยุคเปลี่ยนผ่านจาก Conceptual & Theory Marketing มาสู่ยุคแห่งการลงมือทำจริง The Age of Implementation