รวม 10 Health and Wellness Trends 2026-2027 มาทำความรู้จักเทรนด์สุขภาพในปีนี้ที่เน้นเรื่องอายุ และอารมณ์ จากกระแสของ Longevity ที่มาแรงมากในปี 2025 อยากบอกว่าเรื่องนี้ไปไกลกว่าที่คิดไว้มากครับ ใครทำธุรกิจด้านนี้ เป็นนักการตลาดสายนี้ควรอ่านแล้วเซฟเก็บไว้ใช้ เพื่อจะได้ปรับแผน Marketing เราให้ตอบโจทย์เทรนด์ความต้องการใหม่ๆ ลองมาทำความรู้จัก 10 เทรนด์สุขภาพที่เกิดขึ้นแล้วและมีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีในปี 2027 กันครับ
1. Resilience Wellness จากอึด แกร่ง แข็ง สู่เทรนด์ใจที่ยืดหยุ่นจนทำให้คนยอมจ่ายหลักแสน
เดิมเราเคยเชื่อว่าคนที่เก่ง คนที่จะเป็นผู้ชนะ คนที่จะสามารถเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ ต้องเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง มีความอึด มีความแกร่ง เปรียบเสมือนเพชรที่ทุบเท่าไหร่ก็ไม่แตก
เหมือนคนที่ยุคก่อนบอกว่า “แพ้เป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร” เป็นการบอกให้รู้ว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิตต้องสู้ทนฝ่าฟันเอาชนะอุปสรรคทั้งหลายไปให้ได้
แต่ดูเหมือนว่าจากการแข่งขันสูงเหล่านั้น บวกกับปัญหารอบด้านทั้งจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำ บวกกับความกลัวว่าเอไอจะเข้ามาแย่งงาน ทำให้ผู้คนจำนวนมากในวันนี้เกิดภาวะ Burnout หรือรู้สึกท้อแท้ ยอมแพ้ หมดไฟให้กับการทำงานไปจนถึงการใช้ชีวิตว่า “พอแล้วๆ ท้อแท้จนไม่ไหวแล้ว”
และนั่นทำให้เทรนด์เรื่องของสุขภาพใจแปรเปลี่ยนไป จากเน้นความฝึกความแข็งแกร่งของจิตใจให้ชนะปัญหาหรืออุปสรรคที่ผ่านเข้ามาได้ มาสู่การฝึกจิตใจเราให้สามารถยืดหยุ่นที่จะรับปัญหาแบบไม่ต้องพยายามแข็งเพื่อเอาชนะทุกครั้ง แต่สามารถโอบอุ้มมันเข้ามาแล้วก็อาจจะผละมันออกไป
คิดภาพจากเพชรที่แข็งแรง มาสู่มาร์ชแมลโลว์ หรือยางที่ยืดและเหนียวมาก ถ้าใครอ่านวันพีชอยู่ก็ลองคิดถึงลูฟี่ดูนะครับ
ใจที่ยืดหยุ่นได้ดีกว่า จะทำให้เรามีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ Emotional Elasticity ที่จะสามารถผ่านทุกปัญหาที่เข้ามาได้มากกว่าแค่การแข็งขืนเอาชนะ เพราะอาจเป็นการสร้างความบอบช้ำสะสมในระยะยาว
คิดภาพว่าถ้ามีคนด่ามา สมัยก่อนเราอาจจะต้องด่าหรือสู้ตอบเพื่อจะเอาชนะ แต่ถ้าเป็นคนที่มีอารมณ์ที่ยืดหยุ่น มีจิตใจที่ยืดหยุ่นสูงพอก็อาจจะแค่ยิ้มรับแต่ไม่ได้สนใจรับมาเก็บเป็นสาระในชีวิตให้เปลืองสมอง หรือถ้าจะตอบก็อาจเลือกตอบเท่าที่จำเป็น จิกกัดคืนเบาๆ แล้วปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนสายลม
นี่คือความแข็งแกร่งทางจิตใจรูปแบบใหม่ จิตใจที่ยากจะทำลายได้ไม่ใช่เพราะแข็งเหมือนเพชร แต่ยืดหยุ่นได้เหมือนยาง
และจากการสำรวจคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Gen Y กว่าครึ่งบอกว่า พวกเขาวางแผนที่จะหันมาดูแลสภาพจิตใจของตัวเองให้ดีกว่านี้ในปีหน้า เน้นเรื่องของการยืดหยุ่นทางใจ Resilience ให้เกิดขึ้นกับตัวเองให้ได้
เพราะท่ามกลางโลกใบนี้ที่เต็มไปด้วยความแน่นอนจากปัจจัยรอบตัว ความยืดหยุ่นทางใจดูเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะพาให้พวกเขาผ่านช่วงเวลานับจากนี้ไปได้
และเทรนด์นี้ยังถูกนำมาทำเงินขายกับกลุ่มเป้าหมาย Luxury Segment เรียบร้อยแล้ว อย่างในเดือนมิถุนายน 2025 โรงแรมสุดหรูในอังกฤษอย่าง Estelle Manor ในเครือ Maison Estelle ได้จับมือกับ Kamalaya Koh Samui ที่เกาะสมุยบ้านเราจัดโปรแกรมพักฟื้นเป็นระยะเวลา 4 วัน ภายใต้ชื่อ Cultivating Resilience เพื่อสอนบ่มเพาะความยืดหยุ่นทางใจในราคา £4,195 หรือเกือบสองแสนบาทต่อหนึ่งคน
ผู้เข้าร่วมโปรแกรมนี้จะได้อยู่ในบริเวณของคฤหาสน์ที่มีพื้นที่กว่า 85 เอเคอร์ และก็มีสปาที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากยุคโรมันโบราณ ที่มีขนาดใหญ่ถึง 3,000 ตารางเมตร และก็ยังมีคลาสเรียน เวิร์คช็อป และการบำบัดมากมาย ซึ่งทั้งหมดทำเพื่อเป้าหมายเดียวคือเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งร่างกาย จิตใจ ไปจนถึงจิตวิญญาณ ของผู้เข้าร่วมโปรแกรมพักฟื้นราคาแพงทุกคน
ที่ประเทศตุรกีก็มีการจัดคอร์สเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางใจเช่นเดียวกัน โรงแรมหรู Scorpios Bodrum ได้จับมือกับ Remedy Place กลุ่มคนที่ใส่ใจสุขภาพจัดโปรแกรม Aegean Awakening เป็นคอร์สการฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกายที่ริมทะเลเอีเจียนนานถึง 6 วัน ที่มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 400,000-450,000 บาทต่อคน
ในรายละเอียดของโปรแกรมนี้ถูกออกแบบมาอย่างดี ตั้งแต่เรื่องอาหารการกินที่จะช่วยเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งระดับเซลล์ Cellular Resilience และเรื่องสุขภาพระบบเผาผลาญ ไปจนถึงการดูแลรักษาอีกหลากหลายอย่างที่เน้นเรื่องการสร้างความยืดหยุ่นทั้งทางร่างกายและจิตใจ
หรืออีกคอร์สนึงที่ออกแบบมาเพื่อผู้บริหารระดับสูงที่กำลังเกิดภาวะ Burnout ในอเมริกา ก็เน้นการช่วยให้คนที่เข้าร่วมโปรแกรมได้รีเซ็ตทั้งร่างกายและจิตใจ ไปจนถึงได้เหมือนชาร์จพลังใหม่บวกกับสร้างความยืดหยุ่นทางใจให้กลับไปสู้งานต่อได้อีกยาวๆ
ทั้งหมดของเทรนด์ Resilience Wellness ที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาด
คือการที่คนหันมาสนใจการสร้างความยืดหยุ่นทางใจแทนที่จะฝึกให้ใจแข็งแรงแข็งแกร่งแบบเดิม เพราะเรารู้แล้วว่าเราไม่สามารถเอาชนะทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาได้ โลกนี้เต็มไปด้วยปัจจัยและตัวแปรใหม่ๆ มากมายที่ถ้าพยายามต่อสู้ไปก็ไม่อาจเอาชนะได้ทั้งหมด
ดังนั้นความยืนหยุ่นในการปรับตัว การรับมือกับเรื่องต่างๆ จึงกลายเป็นความแข็งแกร่งรูปแบบใหม่ จากเดิมที่แพ้เป็นถ่านผ่านเป็นเพชร มาสู่การทำตัวเหมือนลูกยางที่ทุกยังไงก็ไม่แตก แถมดีไม่ดียังเด้งใส่หน้าคนทุบได้อีกด้วยครับ
อ่านถึงตรงนี้แล้วคุณมีสินค้าหรือบริการใดที่ช่วยให้จิตใจลูกค้าเรารับมือกับความไม่แน่นอนใหม่ๆ ได้หรือยังครับ
2. Social Health เทรนด์เข้าสังคมเพื่อสุขภาพ
ถ้าผมบอกว่าหนึ่งในเทรนด์ธุรกิจด้านสุขภาพที่กำลังจะมาแรงมาก จนถูกคาดการณ์ว่าน่าจะมีมูลค่านับล้านล้านดอลลาร์ คือการเข้าสังคมเพื่อสุขภาพ คุณจะเชื่อไหมครับ
เพราะความเหงา ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวแท้จริงแล้วเป็นภัยร้ายต่อโลกทั้งใบมากกว่าที่คิดนะครับ เพราะจากข้อมูลงานวิจัยก็บอกว่าใครที่อยู่คนเดียวมากๆ รู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยวอ้างว้างบ่อยๆ มีแนวโน้มจะสุขภาพไม่ดีไปจนถึงอายุสั้นกว่าคนที่มีเพื่อนเยอะ คนที่เข้าสังคมบ่อยๆ
คนที่เข้าสังคมบ่อยๆ หรือมีสังคมเพื่อนฝูงมักจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกว่า สมองทำงานได้ดีกว่า มีอัตราการเกิดโรคหัวใจที่ต่ำกว่า และสำคัญสุดคือมีอายุที่ยืนยาวกว่าคนที่ไม่ค่อยเข้าสังคมครับ
แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไม่เข้าสังคม ไม่มีเพื่อนเลยจะอายุสั้นนะครับ เพราะประเด็นสำคัญของเทรนด์นี้คือ “ความเหงา” ความรู้สึก “โดดเดี่ยว” ต่างหากที่ทำให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของคนรุ่นใหม่แย่ลงกว่าคนที่เข้าสังคม แต่ถ้าใครไม่มีเพื่อนแต่มีความสุขกับการเลี้ยงแมวหรือปลูกต้นไม้ใบหญ้า ไม่รู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยวแต่อย่างไร ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้
กลับมาที่ความเหงาและความโดดเดี่ยวกันต่อ ทางองค์กรอนามัยโลก WHO ได้ย้ำว่านี่คือปัญหาระดับโลก มันคือปัญหาของสังคมทั้งหมดในภาพรวม และหลายประเทศก็เริ่มเอานโยบายการส่งเสริมให้ผู้คนได้เข้าสังคม หรือที่เรียกว่าการส่งเสริมสุขภาวะทางสังคมมาใช้แล้ว
เพราะสังคมทุกวันนี้เต็มไปด้วยความเครียด เครียดจากงาน เครียดจากเงิน เครียดจากค่าครองชีพ และไหนจะคนที่อยู่อาศัยในเมืองก็ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะให้ใช้ จะมีแต่ก็ห้างสรรพสินค้าที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ได้ใส่ใจกันและกันมากมาย ก็ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวยิ่งขึ้น
ดังนั้นการได้เจอผู้คน การได้พูดคุยกับคนแปลกหน้าบ้าง หรือการได้มีเพื่อนการได้เข้าสังคมจะเป็นตัวช่วยให้คุณได้มาก แบรนด์ระดับโลกอย่าง Heineken ที่เกาหลีใต้ ได้ทำแคมเปญการตลาดชื่อ Rooftop Revival ด้วยการเปลี่ยนดาดฟ้าตึกที่ไร้ชีวิตชีวา ให้กลายเป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ของคนในตึกเดียวกันหรือตึกข้างเคียง ได้ออกมาดื่มเบียร์พูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาหรือแชร์ความเห็นให้กัน
ทำให้จากคนที่ต้องอยู่ในเมืองแอดอัดแต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างมาก ได้พบหน้าพูดคุยรู้จักกัน ก็ถือว่าเป็นการสอดรับกับเทรนด์ Social Health ในข้อนี้รูปแบบหนึ่ง
หรือ Mooie Boules ผู้ให้บริการด้านพื้นที่จัดกิจกรรมสันทนาการในประเทศเนเธอร์แลนด์ เดิมทีถ้าจะเข้ามาใช้พื้นที่ทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเล่นเกม เล่นโต๊ะพูล เล่นปาลูกดอก ต้องจ่ายเงินเพื่อเข้ามาใช้พื้นที่ แต่พวกเขาก็เปิดให้เข้ามาใช้พื้นที่ฟรีตอนช่วงกลางวัน และฟีดแบคที่ได้รับก็คือดีมาก มีคนเข้ามาทำความรู้จักพูดคุยกันไม่น้อยกว่า 5,500 ครั้ง
จะเห็นว่ามันคือการปรับพื้นที่ในช่วงเวลาที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ให้เกิดการทดลองใช้งานซึ่งก็จะนำไปสู่การได้ลูกค้าใหม่ๆ ที่คุยกันแล้วติดใจในท้ายที่สุดครับ
ส่วนที่ประเทศตรุกี แบรนด์ผงซักฟอกอย่าง OMO ก็ได้เปลี่ยนป้ายบิลบอร์ดโฆษณาให้กลายเป็นพื้นที่วิ่งเล่นของเด็กๆ โดยไม่เสียเงินค่าเข้า ให้สามารถเข้ามาเล่นบาส เล่นบอล หรือเล่นสไลเดอร์อย่างสนุกสนาน แน่นอนว่าเล่นไปอย่างไรก็ต้องเลอะ แล้วถ้าเลอะในพื้นที่โฆษณาของ OMO ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำแบรนด์ว่าควรเลือกซื้อผงซักฟอกยี่ห้ออะไรในครั้งหน้า
ก็ถ้ามองว่าไหนๆ ก็ต้องเสียเงินทำสื่อโฆษณาออฟไลน์อยู่แล้ว ทำไมไม่ปรับสื่อโฆษณานั้นให้คนสามารถเข้ามาใช้เวลากับเราไปด้วยแบบที่ OMO ทำหละ
ยิ่งคนได้เข้ามาเจอกันในพื้นที่ของเรามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่แบรนด์เราจะเป็น Top of Mind มากเท่านั้น
และจากแคมเปญการตลาดเพื่อช่วยกระตุ้นสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม โดยเฉพาะสังคมเมืองแบบนี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังช่วยไปถึงเรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะมีการวิจัยที่พบว่าถ้าพนักงานคนไหนรู้สึกเหงา ไม่มีเพื่อนให้เข้าสังคมด้วย มีโอกาสที่จะลาออกมากกว่าพนักงานที่มีเพื่อน มีสังคมให้เข้ามากกว่าถึงสองเท่า คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมก็ไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีจากการลางานเพราะรู้สึกไม่อยากไปทำงานเพราะไม่มีเพื่อนที่ทำงานนั่นเองครับ
ดูเหมือนว่าถ้าอยากให้บริษัทได้กำไรไม่ขาดทุน ก็ต้องหาทางให้พนักงานที่ดูไม่มีเพื่อน ไม่เข้าสังคม ได้มีเพื่อนได้มีสังคมในที่ทำงานนะครับ ยกเว้นอยากให้ใครออกก็เอาเขาไปแยกเดี่ยวให้ไม่มีเพื่อนไม่มีสังคมแล้วกัน
สรุปเทรนด์ Social Health เข้าสังคมเพื่อสุขภาพ ที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาด
ในปีก่อนมีเทรนด์ที่มีชื่อว่า Social Prescribing ใบสั่งยาทางสังคม คือถ้าเจอใครมีภาวะซึมเศร้า แทนที่แพทย์จะจ่ายยารักษาให้กินตามปกติ กลายเป็นสั่งให้ออกไปเข้าสังคมทำกิจกรรมพบปะผู้คนแทน ผลคืออาการดีขึ้นมากพอคนเหล่านี้ได้เจอคนอื่น ได้ทำเพื่อคนอื่นบ้าง มันทำให้พวกเขาได้เห็นคุณค่าของชีวิต
และในปีนี้เองเทรนด์ก็ขยับไปสู่การทำให้คนได้ทำความรู้จักพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน อย่างน้อยการได้คุยกับคนอื่นมันคือการได้ระบาย และได้ช่วยเหลือกัน มันทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าในชีวิตมากขึ้น จนนำมาสู่คำถามสำคัญก่อนจบท้ายเทรนด์นี้ว่า องค์กรเราได้ทำให้พนักงานเรามีสังคมที่ดีแล้วหรือยัง ? และสินค้าหรือบริการของเราสามารถทำให้ผู้คนได้ออกมาพบปะพูดคุยกันบ้างหรือไม่ ?
เพราะนี่คือการตลาดแบบ Community Driven Marketing ที่จะต่อยอดไปถึงการสร้าง Connectivity ระหว่าง Customer ด้วยกัน ซึ่งจะทำให้แบรนด์เราได้ฐานแฟน Brandom ด้อมของแบรนด์เราในระยะยาวครับ
3. New Rave Scene เทรนด์มันส์ได้โดยไม่ต้องเมา
หนึ่งในสิ่งที่เราได้ยินมากขึ้นเรื่อยๆ คือ “คนรุ่นใหม่กินเหล้า หรือ แอลกอฮอลล์น้อยลงมาก” นั่นก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์เพื่อสุขภาพที่สามใน Health & Wellness Trends 2026-2027 นั่นก็คือ New Rave Scence ครับ
ภาษาอังกฤษอาจงงๆ ผมอธิบายง่ายๆ แบบนี้แล้วกัน มันคือการสนุกเมามันส์ในรูปแบบใหม่ ซึ่งรูปแบบเดิมผูกติดกับแค่กลางคืน และแอลกอฮอลล์ คือถ้าไม่เมาจะไม่มันส์ ทำให้แบรนด์แอลกอฮอลล์ต่างๆ พยายามกระตุ้นให้วัยรุ่นหนุ่มสาวดื่มหนักขึ้นเรื่อยๆ
จนดูเหมือนว่าคนรุ่นใหม่สมัยนี้โดยเฉพาะ Gen Z ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะดื่มอะไรให้เมาขาดสติอีกต่อไปแล้ว สาเหตุหนึ่งก็ด้วยความกังวลเรื่องสุขภาพ อีกสาเหตุหนึ่งก็คือตื่นเช้ามาต้องออกไปทำงาน หรือกิจกรรมอื่นๆ แต่ดันรู้สึกแฮงค์ข้ามวัน
นั่นเลยทำให้เกิดเทรนด์อย่าง Coffee House หรืองานปาร์ตี้กาแฟตอนเช้า ให้คนได้มาดื่มการแฟ เต้น แดนซ์สุดเหวี่ยงที่ให้บรรยากาศเหมือนในผับ แต่ไม่มืดเท่าผับ มีดีเจเปิดแผ่นเปิดเพลงมันส์ๆ แล้วก็ค่อยเข้าออฟฟิศไปทำงานต่อ
คุณลองคิดภาพว่าเดิมคุณต้องไปซื้อกาแฟก่อนเข้างานอยู่แล้ว แล้วอยู่ดีๆ ก็มีร้านกาแฟทางเลือกที่ทำตัวเหมือนผับ เปิดเพลงดังๆ คนแน่นๆ เต้นร้องเพลงมันส์ๆ จะห้ามใจให้ไม่แวะเข้าร้านนี้ไหวหรอ
เทรนด์นี้เกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลกพร้อมกันถ้วนหน้า ในบ้านเราก็มีแถวสุขุมวิท นี่คือเทรนด์ปาร์ตี้กาแฟตอนเช้าที่กำลังมาแรง เป็นหนึ่งในเทรนด์ New Rave Scene ที่น่าสนใจ
ขนาดในงานแฟชั่นวีคที่ปารีสเองก็ยังมีการจัดปาร์ตี้กาแฟให้แขก VIP ให้สนุกสังสรรค์แทนการดื่มไวน์ หรือแชมเปญแบบก่อน เสริฟพร้อมขนมปัง เบอเกอรี่ชั้นดีสไตล์ฝรั่งเศส สำคัญคือจัดตอนกลางวันไม่ใช่กลางคืน เรียกได้ว่าเป็นการเติมทั้งคาเฟอีกและเติมความสนุกสดชื่นให้ร่างกายตั้งแต่เช้า สร้างวันที่ดีก่อนจะไปลุยงานกันต่อทั้งวัน
ที่อังกฤษเองก็มีการจัดปาร์ตี้ดนตรีชวนคนออกไปสนุกสนาน ฟังเพลง เต้นรำตอนกลางวันแทนที่จะเป็นกลางคืน โดยงานจัดที่ป่าแห่งหนึ่งที่รายร้อมไปด้วยลานทิ้งขยะกว้างๆ สำคัญคือตัวงานดนตรีแบบนี้กำหนดให้เลิกไม่เกินตีสอง เพื่อไม่ให้คนกลับบ้านดึกเกินไปจนตื่นเช้าไปทำกิจกรรมวันต่อไปไม่ไหว
เรียกได้ว่ากำหนดความสนุกให้พอดีไม่ให้ทำลายสุขภาพหรือทรมานร่างกายเกินไปครับ
ถ้าเทียบกับปาร์ตี้แบบเดิมๆ เน้นดื่มดุ อยู่ลากยาววัดพลังกัน นั่นดูไม่ใช่วิถีของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจากปาร์ตี้ในวันนี้
ร้านอาหารขายก๋วยเตี๋ยว หรืออาหารจำพวกเส้นในมุมไบเองก็มีการประยุกต์เอาการนวดเส้นสดมาทำให้เข้าจังหวะกับดนตรี EDM ก็ทำเอาได้รับความสนใจจาก Gen Z และคนเจนอื่นมากมาย
วันนี้การจะทำร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จแค่อร่อยไม่พออีกต่อไป ต้องทำให้มีสีสัน ทำให้น่าไป สำคัญคือทำให้ Instagramable ทำให้คนอยากถ่ายรูป ถ่ายคลิป แชร์ลงโซเชียลมีเดียให้เราฟรีๆ
ทั้งหมดนี้คือการทำทุกอย่างในร้านให้กลายเป็นการตลาด ทำให้คนอยากบอกต่อ พูดถึง เพราะมันคือการตลาดชั้นดีที่ใช้เงินน้อยแต่ต้องใช้ความพยายามตั้งใจทำให้ออกมาดีตั้งแต่ต้น
ที่อังกฤษก็มีผับดังบางแห่งปรับตัวให้ล้อกับเทรนด์นี้ด้วยการจัดปาร์ตี้ตอนกลางวันที่ร้าน เน้นการเปิดเพลงสนุก มันส์ๆ เพลงดังๆ เหมือนเดิม เพียงแต่ช่วงกลางวันจะไม่เน้นขายแอลกอฮอลล์เหมือนตอนกลางคืน เพราะอย่างที่บอกครับว่าคนรุ่นใหม่ไม่สนุกกับการเมา พวกเขาอยากสนุกแบบยังมีสติครบถ้วนเพื่อจะได้ออกจากผับแล้วไปทำอย่างอื่นต่อได้เลย
เพราะสุดท้ายแล้วคนกว่า 87% ให้ความสำคัญกับการได้ออกไปพบปะผู้คนมากกว่าการเมา พวกเขาอยากได้เจอคนอื่น เจอคนใหม่ๆ ได้พูดคุยกันมากกว่าจะเอาแต่ดื่มให้เมามายขาดสติ
สรุปเทรนด์ New Rave Scene เทรนด์มันส์ได้โดยไม่ต้องเมา สนุกได้โดยไม่ต้องเสียสุขภาพ
ดังนั้นการที่ความสนุก ความมันส์กระโดดข้ามมายังเครื่องดื่มอย่างกาแฟที่เน้นการดื่มแล้วเรียกสติ หรือกระตุ้นสมองให้ทำงาน ก็ยังมีร้านอาหารที่ปรับตัวตามเทรนด์นี้ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก
ประกอบด้วยความสุข การเชื่อมโยงกัน และการหาความหมายของชีวิต เทรนด์นี้ถ้าสำรวจย้อนกลับไปจริงๆ มันจะสอดคล้องกับเรื่อง Longevity การมีอายุให้ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เพราะวันนี้ก็มีงานประเภท Longevity มากมายที่จัดงานได้สนุกเหมือนปาร์ตี้ ทั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพแท้ๆ
เดิมทีเรื่องสุขภาพถูกมองว่าต้องน่าเบื่อ จืดชืด ไม่น่าสนใจ แต่ทั้งหมดที่เล่าไปในเทรนด์นี้น่าจะทำให้คุณพอเห็นว่า สุขภาพ x สนุก ได้ไม่ยาก แค่ต้องรู้จักคิดนอกกรอบหน่อยเท่านั้นเองครับ
สุดท้ายนี้ถ้าคุณเห็นแล้วว่า ผู้คนต้องการความสนุกสนาน และความสนุกก็เกิดขึ้นได้ทุกที่ ลองคิดหาทางทำสินค้าหรือบริการคุณให้สนุกได้เหมือนในผับ เหมือนในงานปาร์ตี้ หาทางทำให้ลูกค้าของคุณได้ออกมาสนุกร่วมกัน
ผมเชื่อว่าถ้าคุณคิดได้และทำถึง ยอดขายในปีนี้ก็น่าจะถึงเป้าที่ตั้งไว้ได้ไม่ยากครับ
4. Joyspans เทรนด์จากอายุยืนสู่ยืดความสุขไปยาวๆ
VIDEO
“ถ้าต้องมีชีวิตอยู่ไปนานๆ แบบไม่มีคุณภาพ ขอตายตอนที่ยังชีวิตยังดีมีความสุขดีกว่า” นี่คือ Mindset ของผู้คนในปัจจุบัน วันที่พวกเขาตระหนักได้ว่าการมีอายุยืนยาวหาใช่เรื่องสำคัญไม่ พวกเขามองว่าชีวิตที่มีความสุขมีคุณภาพต่างหากที่สำคัญ เลยทำให้หลายคนเริ่มมีความคิดว่าถ้าแก่ตัวมากพอถึงจุดหนึ่งก็อยากจะการุณยฆาต หรือทำให้ตัวเองได้จากโลกนี้ในโดยสงบสุขจริงๆ
เทรนด์ Joyspans นี้ต่อยอดมาจากเทรนด์หลักอย่าง Longevity ที่ตั้งเป้าหมายว่าจะอยู่ให้ยาวแบบมีคุณภาพ ไม่ได้อยู่เป็นผัก เป็นภาระคนรอบข้าง หรือลูกหลานให้ลำบากใจ
WHO บอกว่าระหว่างปี 2015-2050 สัดส่วนผู้สูงวัยที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 12% ไปสู่ 22% นั่นหมายความว่าทุกประเทศทั่วโลกจะมีปัญหากับระบบการดูแลสุขภาพของหน่วยงานภาครัฐ ประกันสังคมจะพังทลาย ทั้งหมดนี้มาจากปัญหาสัดส่วนประชากร หรือ Demographic เปลี่ยนไปอย่างมาก
จึงมีผู้เชี่ยวชาญออกมาเน้นย้ำว่าการมีสุขภาพที่ดียืนยาวนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกับการมีชีวิตที่ยืนยาวแต่อย่างไร ชีวิตที่ดีต้องมีสุขภาพกายและสุขภาพใจ และต้องมีอารมณ์ที่ดีควบคู่ไปด้วย และนั่นก็นำมาสู่คำถามว่าเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างไร นี่เลยเป็นประเด็นที่คนพูดถึงกันอย่างจริงจังภายใต้เทรนด์ Joyspans นี้
Dr. Kerry Burnight ผู้เขียนหนังสือ Joyspans บอกไว้ว่า 4 ข้อสำคัญที่จะทำให้เราแก่ตัวไปอย่างมีความสุขและคุณภาพประกอบด้วย
Grow ได้เรียนรู้และเติบโตตลอดเวลา ไม่ใช่ใช้เวลาว่างไปวันๆ
Connect ได้เชื่อมโยงกับคนอื่น ไม่ใช่เหงาอยู่คนเดียวในบ้าน
Adapt มีการปรับตัวให้เข้ากับบริบทใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
Give ได้เป็นผู้ให้กับคนอื่นตามสมควร ไม่ใช่มัวแต่รับความช่วยเหลือ เพราะแบบนั้นจะทำให้รู้สึกชีวิตไร้ค่าอย่างมาก
ดังนั้นแค่อายุยืนยาวไม่พอ เพราะวันนี้เราจะเน้นเรื่อง Quality of Life เน้นการหาคำตอบว่าเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปนานๆ อย่างไรได้บ้าง
เพราะการแก่ตัวไม่ใช่แค่การเสื่อมถอยของร่างกายแบบเดิม สมัยก่อนคนสูงวัยหาทางทำให้ตัวเองดูไม่แก่ ดูหนุ่มขึ้น ดูสาวขึ้น แต่วันนี้คนสูงวัยให้ความสำคัญว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น มีสุขภาพที่ดีไปนานๆ ได้ใช้ชีวิตที่ยังมีความหมายและความสุขได้จนถึงวันท้ายๆ ของชีวิต
ดังนั้นในช่วงครึ่งหลังของชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสื่อมถอยของสุขภาพ ไปจนถึงหลายๆ ด้านในชีวิต คำถามคือจะทำอย่างไรให้ครึ่งหลังของชีวิตยังคงสภาพดีได้เหมือนครึ่งแรกของชีวิต หรือถ้าจะลดลงก็ไม่ได้ลดลงแบบฮวบฮาบจนน่าใจหาย
ย้ำอีกครั้งนะครับว่าเป้าหมายของคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ไม่อยากดูแก่แบบคนแก่สมัยก่อน แต่หมายถึงการมีสุขภาพองค์รวมที่ยังดีอยู่ เช่น กินได้ดี นอนได้ดี สุขภาพจิตดี ร่างกายเดินเหินได้ดี และสุดท้ายคือต้องมีความสุขดี
ในเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา มีการเปิดตัว Joy101 เป็น Wellness Platform ที่ออกแบบมาสำหรับผู้หญิงทุกวัย วางจุดยืนว่าเป็น “เพื่อนคู่ใจรายวันเพื่อความสุขที่ยั่งยืน” ด้วยการทำแอปให้คนมาฝึกทำสมาธิและสร้างความสุขให้ตัวเองในทุกๆ วัน เช่น ฝึกการหายใจ ฝึกการทำสมาธิ ไปจนถึงฝึกให้ตัวเองได้คิดบวกบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยคนสุขภาพจิตดี
หลังจากเปิดตัวได้แค่ 4 เดือน ก็มีคนสมัครสมาชิกแล้วกว่า 40,000 คน และยังมีคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อใช้งานฟีเจอร์พิเศษไม่น้อยกว่า 5,000 คน จนมีบริษัทเข้ามาติดต่อขอร่วมลงทุนแล้ว นี่ไม่ใช่แค่แอปทำสมาธิ ดูแลสุขภาพทั่วไป แต่มันคือแอปที่สอนให้เรารู้จักสร้างความสุขด้วยตัวเอง ให้เรารู้จักจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
ความสุขที่แท้จริงคือการที่เราสามารถอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขได้ และมันคือการที่เราสามารถแสดงออกอารมณ์ที่เรารู้สึกออกมาได้อย่างอิสระ ไม่ถูกกดดันหรือตัดสินใจใคร เพราะคนเรานั้นมีหลายอารมณ์ในคนคนเดียวกัน มีทั้งอารมณ์ที่ดีและไม่ดีสลับกันไป ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลคือสิ่งที่ประกอบเป็นมนุษยืคนหนึ่งที่มีทุกด้าน และทั้งหมดนั้นก็คือที่มาของ “ความสุข”
ความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ถูกคาดหวังว่าจะต้องแสดงออกแต่ด้านดีๆ เท่านั้นเพราะกลัวการถูกตัดสินจากคนอื่น เพราะมนุษย์คือความไม่สมบูรณ์แบบ เราต้องกล้ายอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองให้ได้ถึงจะมีความสุขกับตัวเองได้อย่างแท้จริง
มีผู้เชี่ยวชาญบอกว่าทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างที่เป็นตามอายขัยและประสบการณ์ของเรา เพราะเมื่อเราอายุมากขึ้นเราจะเริ่มมองเห็นค่าของความสัมพันธ์ที่น้อยแต่หนักแน่น สมัยหนุ่มสาวเราอาจมีเพื่อนเยอะแยะมากมาย แต่พอแก่ตัวไปเราจะเหลือคนที่เรียกว่าเพื่อนที่ยังสนิทจริงๆ ไม่กี่คน
เราจะเห็นค่าของจิตวิญญาณมากขึ้น เราจะชื่นชมกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น เราจะมองเห็นความงดงามของหลายสิ่งที่เคยเห็นแต่มองข้ามไป ตั้งแต่ดนตรี ศิลปะ ไปจนถึงทุกสิ่งรอบตัว
และจากที่เล่ามานี้ทำให้เห็นว่าคนแก่ คนสูงวัย ไม่ได้อยากกลับไปมีอายุ 20 30 40 หรือ 50 เพราะถ้าคนที่อายุ 70 แล้วก็อยากจะมีความสุขกับอายุช่วงนี้ให้เต็มที่ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของพวกเขาก็คือประสบการณ์ที่ได้ผ่านและเห็นโลกมาเยอะพอ มันคือการ “สุขสมช่วงวัย” ที่ไม่ได้อายุจะสุขเพราะอ่อนกว่าวัย แต่แค่อยากมีสุขภาพที่ดีอย่างที่ควรจะเป็นเท่านั้นเอง
จากรายงาน The Future 100 ของ VML บอกว่า 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้ นั่นเลยเป็นเหตุผลให้เทรนด์ Joyspans มีความสำคัญมากในปีนี้ คนให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่ดีระหว่างมีชีวิตอยู่ มากกว่าการมีอายุยืนโดยไร้ความสุข
สรุปเทรนด์ Joyspans ชีวิตที่ดีไม่ใช่แค่ยืนยาวแต่ต้องมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตจนถึงวันสุดท้าย
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือการที่คนสมัยนี้ได้เห็นคนเฒ่า คนแก่ คนที่ดูแล้วน่าจะทรมานที่ยังมีชีวิตอยู่มากกว่าจะมีความสุข พวกเขาเลยให้ความสำคัญกับการได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากกว่าจะการมีอายุยืนยาวโดยไร้จุดหมายครับ
สำคัญคือก่อนตายเราอยากใช้ชีวิตแบบไหน เพื่อให้เราได้รู้สึกว่าเราได้ทำในสิ่งที่อยากทำเป็นส่วนใหญ่ และเราได้ทำในสิ่งที่ควรทำเรียบร้อยแล้วระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ มันคือการวางแผนที่จะใช้ชีวิตในระหว่างที่ยังมีชีวิตอย่างเต็มที่
การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญคือจากอายุยืนยาว สู่การมีความสุขไปนานๆ อารมณ์ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้คนอยากจะมีความสุขมากขึ้นก็เลยต้องหาทางออกในรูปแบบต่างๆ เป้ายหมายของเทรนด์นี้ไม่ใช่แค่อยู่มาได้นาน แต่ต้องมีความสุขได้นานสมวัย แล้วก็อย่าหลงผิดว่าคนสูงวัยอยากหนุ่มสาว พวกเขาแค่อยากมีสุขภาพที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดี ได้มีความสุขอย่างที่ควรมีในวัยของพวกเขาครับ
5. Pet Longevity เทรนด์เจ้าของสัตว์เลี้ยงอยากสัตว์เลี้ยงที่รักอยู่ด้วยกันไปนานๆ
เทรนด์ Longevity ขยายจากคนไปสู่สัตว์เรียบร้อยครับในปีนี้ ประเด็นคือคนสมัยนี้นิยมเลี้ยงสัตว์แทนการมีลูกอย่างมาก และพวกเขาก็ประคบประหงมสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ยิ่งกว่าลูกด้วยซ้ำ จึงทำให้ตลาดธุรกิจที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงโตขึ้นทั่วโลกสวนทางเศรษฐกิจซบเซา คนที่มีเงินน้อยถึงขั้นยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้สัตว์เลี้ยงที่รักได้กินของดี ส่วนคนที่มีเงินมากก็ยอมเปย์ไม่อั้นเพื่อให้สุนัขหรือแมวที่รักได้อยู่กับพวกเขาไปให้นานที่สุดครับ
ดังนั้นสินค้ากลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงที่ชูจุดขายเรื่องยืดอายุขับ กินแล้วมีอายุยืนยาว กินแล้วมีสุขภาพที่ดีแข็งแรงไปนานๆ ได้รับความนิยมไม่แพ้สินค้ากลุ่ม Longevity ของคนในวันนี้
72% ของคนเลี้ยงสัตว์ในสหรัฐอเมริกายอมจ่ายไม่อั้นเพื่อให้น้องหมา น้องแมวขนฟูได้อยู่กับพวกเขาไปนานๆ และอีก 91% ก็บอกว่าอยากซื้ออาหารหรือขนมสัตว์เลี้ยงที่จะช่วยเสริมประโยชน์สุขภาพเฉพาะทาง เช่น การปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำใส้ หรือเน้นเรื่องข้อต่อเป็นพิเศษ เราจะเห็นว่าคุณสมบัติพวกนี้ก็เหมือนอาหารเสริมเฉพาะด้านของคนเรียบร้อยแล้ว
ส่วนสินค้าพวกอาหารสัตว์เนื้อดิบก็ได้รับความนิยมมากขึ้น หรือแม้กระทั่งวันนี้มีอาหารเสริมสัตว์เลี้ยงที่ทำมาจากโสมอินเดีย ที่เชื่อว่าจะช่วยให้สัตว์เลี้ยงอยู่กับเราไปนานๆ ลดความเครียดของสัตว์เลี้ยงก็มีขายแล้ว
แบรนด์ PawOriginals ในสหรัฐอเมริกาก็เน้นสินค้าที่ดูแลสุขภาพสัตว์องค์รวมราคาไม่แพง แต่บางแบรนด์อย่าง Kayode ก็เน้นสินค้ากลุ่มคอลลาเจนเปปไทด์สำหรับสัตว์ ที่เคลมว่าช่วยยกระดับสุขภาพชีวิตสุนัขสูงวัยได้ สินค้าตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดการซื้อยาแพงๆ หรือลดการไปฉีดยาที่คลินิกสัตว์ครับ
นี่คือสินค้ากลุ่ม Preventive Product ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในเทรนด์ Pet Longevity
จากอาหารสัตว์สู่อาหารเสริม เริ่มมีบริษัทสตาร์ทอัพด้าน Longevity และนักลงทุนมาทำสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้นในปีที่ผ่านมา เน้นการยืดอายุขับของสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะในกลุ่มสุนัขสูงวัย และสุนัขตัวใหญ่ที่มีโอกาสเจ็บป่วยง่าย และในปีนี้ก็จะมียาอายุวัฒนะของสุนัขเปิดตัวครั้งแรกจากเงินลงทุนกว่า 150 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็เกือบๆ ห้าพันล้านบาทครับ
เป้าหมายของการลงทุนคือลดโรคที่ตามมาจากอายุที่มากขึ้นของสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย โดยเฉพาะสุนัขและแมว เพราะสุนัขและแมวก็เหมือนกับเรา แก่ตัวไปก็มีแต่โรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า ถ้าเราอยากให้สัตว์เลี้ยงอยู่กับเรานานๆ ก็ต้องหาทางทำให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีควบคู่ไปกับเรา
และเม็ดเงินที่ลงทุนไปกับเทรนด์ Pet Longevity จำนวนไม่น้อยก็ไหลไปยังกลุ่มธุรกิจที่เน้นเรื่องการยืดอายุของสัตว์เลี้ยงมนุษย์เราให้มีอายุยืนยาวมากขึ้น แม้วันนี้อาจเป็นแค่ตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือ Niche Market แต่ในอนาคตอันไกล้บรรดานักลงทุนมองว่านี่คือตลาดขนาดใหญ่ หรือ Mainstream ในอนาคตครับ
ท้ายที่สุดแม้เศรษฐกิจจะไม่ดี ค่าครองชีพจะสูงขึ้นขนาดไหน แต่บรรดากลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่เลือกที่จะลดคุณภาพชีวิตตัวเองลง แต่ไม่ยอมลงค่าใช้จ่ายที่มีต่อสัตว์เลี้ยงพวกเขา
พวกเขายอมกัดฟันจ่ายเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำถ้าสินค้าหรืออาหารสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นจะช่วยให้สัตว์เลี้ยงพวกเขาอายุยืนขึ้น สุขภาพแข็งแรงขึ้น หรือแม้แต่มีความสุขมากขึ้นก็ตาม อารมณ์แบบชั้นอดได้แต่ลูกชั้นอดไม่ได้ และคาดการณ์ว่าในปี 2030 มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงทั่วโลกจะไปแตะระดับ 7.3-7.4 ล้านล้านบาท สูงกว่างบประมาณประเทศไทยในปี 69 ถึงเกือบสองเท่าเลยครับ
สรุปเทรนด์ Pet Longevity เมื่อเจ้าของสัตว์เลี้ยงยอมจ่ายไม่อั้นเพื่อให้สัตว์เลี้ยงที่รักได้อยู่ด้วยกันไปนานๆ
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่อายุยืน แต่คือการยืดอายุความสัมพันธ์ ยืดเวลาความผูกพันธ์ระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยงที่เขารักให้อยู่ด้วยกันได้นานที่สุด
ก็ในเมื่อคนมองว่าหมาแมวเป็นเหมือนลูก แล้วจะมีสักกี่คนที่ยอมให้ลูกอดแต่ตัวเองสบาย หรืออยากเห็นลูกตายก่อนตัวเอง จริงไหมหละครับ
ท้ายที่สุดมันคือการซื้อเวลาให้ลูกรักสี่ขา จากอาหารสู่อาหารเสริม จากอาหารเสริมสู่ยาอายุวัฒนะ บวกกับมีเงินลงทุนมากมายไหลเวียนเข้ามายังธุรกิจนี้ นี่คือโอกาสทางการตลาดขนาดใหญ่ ถ้าคิดไม่ออกลองหาหมาแมวมาเลี้ยงดูซักตัว แล้วคุณจะเข้าใจคำว่า “ความรักชนะเศรษฐกิจ” ซึ่งส่วนตัวผมเชื่อว่าเทรนด์ Bio-Hacking ของสัตว์เลี้ยงก็คงจะตามคนมาในอีกไม่นานครับ
6. Immersive Wellness สปาเทค
เมื่อเทคโนโลยีอย่าง Immersive ถูกเอามาประยุกต์ใช้กับเรื่อง Health & Wellness จึงเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตาในปี 2026-2027 ครับ
ต้องบอกก่อนว่า Immersive ไม่ใช่แค่แสง สี เสียง ภาพ แต่มันคือ “ความรู้สึก” ที่คุณได้รับมาผ่านประสาทสัมผัสอย่างหู ตา หรือแม้แต่จมูก ไปจนถึงการขยับร่างกาย ที่ผ่านการตั้งใจออกแบบให้คุณได้รับประสบการณ์แบบที่เขาตั้งใจ ตั้งใจทำให้คุณรู้สึกว้าว อึ้ง ทึ่ง หรือรู้สึกเหมือนจะกำลังขยับได้ทั้งที่คุณยืนนิ่งๆ อยู่กับที่
เหมือนตอนที่ผมไปเที่ยว TeamLab ที่โตเกียวมาก มันคือ Immersive Museum ที่ผมอยากแนะนำให้ใครไปญี่ปุ่นไม่ว่าจะเมืองไหนก็อยากให้ลองแวะดูประสบการณ์แปลกใหม่เหล่านี้
ทีนี้เมื่อกลับมาที่ประเด็นของเทรนด์ Immersive Wellness คือการเอา Technology + Neuroscience + healing practice มาผสมผสานกันเพื่อช่วยปลดปล่อย กระตุ้น หรือฮีลใจเราให้ดีขึ้น
จากรายงานของ The Future 100 VML 2026 บอกว่าผู้คนกว่า 86% อยากได้ประสบการณ์แปลกใหม่ที่พาให้ตัวเองรู้สึกอึ้ง ทึ่ง ว้าว เพื่อหลีกหนีจากโลกที่น่าเบื่อจำเจซ้ำซาก ให้รู้สึกเหมือนได้ลอยละล่องแม้จะเป็นแค่เวลาช่วงสั้นๆ ก็ตาม แต่มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้รู้สึกถึงการมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง
ในโรงอาบน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งได้มีการเอาเทคโนโลยี Immersive เข้าไปผสมผสานกับการอาบการแช่น้ำ ทำให้คนที่กำลังบำบัดด้วยน้ำอยู่ได้รู้สึกสงบผ่อนคลายที่ลึกกว่าปกติ
มีสถานที่ให้บริการซาวน่าบางแห่งก็ทำแบบเดียวกันนี้ เอาเทคโนโลยี Immersive เข้าไปเสริมเป็นจุดขายใหม่ให้ลูกค้าที่อยากผ่อนคลายแบบที่หาจากที่ไหนไม่ได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คงไม่สามารถทำแบบนี้ที่บ้านตัวเองได้
หรือในพิพิธภัณฑ์เองก็มีการเอา Immersive Technology เข้าไปเพื่อให้คนดูได้รับประสบการณ์ใหม่ที่ว้าวกว่าเดิม
VIDEO
ที่งาน World Expo 2025 เองก็มีการเปิดตัวเครื่องซักมนุษย์ที่บอกว่าจะทำให้เราไม่ต้องอาบน้ำน่าเบื่อเองทุกวัน เจ้าเครื่องนี้ก็จะคำนวนว่าต้องปรับน้ำให้มีอุณหภูมิเท่าไหร่ แล้วก็ช่วยขัดตัวให้คนอาบ มีหน้าตาเป็นแคปซูลรูปไข่ที่ดูสวยงาม แต่ถ้าแค่นี้มันก็คงไม่เข้ากับเทรนด์ Immersive Wellness จริงไหมครับ
นอกจากนี้เจ้าเครื่องซักมนุษย์นี้ยังมีการฉายภาพและเสียงระหว่างที่มันอาบน้ำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น สดชื่นมากขึ้น และก็เติมพลังให้เราพร้อมแต่งตัวไปทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้เสร็จภายใน 15 นาทีเท่านั้นเอง
สรุปเทรนด์ Immersive Wellness สปาเทค ดูแลสุขภาพล้ำลึกด้วยประสบการณ์ที่ลึกจากเทคโนโลยีที่ล้ำ
เดิมทีเทคโนโลยี Immersive ถูกเอาไปใช้กับงานด้าน Digital Art & Experience เป็นหลัก แต่พอมีคนเจอว่า Experience เหล่านี้ส่งผลต่อความรู้สึกและการทำงานของสมอง ก็เลยเกิดการคิดเอามาต่อยอดใช้กับการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดีกว่าที่เคยเป็น
ในวันที่โลกเราเต็มไปด้วยความเครียด ความเบื่อหน่าย การได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ การได้ทำให้รู้สึกได้เหมือนหลุดไปอยู่ในจินตนาการแม้จะไม่กี่นาที ก็สามารถเยียวยาหรือฮีลใจเราได้มากกว่าที่คิด
ลองหาเทคโนโลยีสุดล้ำที่ถูกมองข้ามจากสุขภาพไป แล้วหยิบเอามาประยุกต์ใช้เหมือนที่เกิดขึ้นแล้วกับเทรนด์ Immersive Wellness ครับ
7. Climate-Resilient Healthcare ระบบสุขภาพสู้โลกร้อน
จากปัญหาภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะไฟป่าหรือน้ำท่วม และหนึ่งสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตเราทุกคนอย่างมากก็คือปัญหาเรื่องน้ำท่วมครับ
เพราะน้ำท่วมทำให้ทุกอย่างกลายเป็นอัมพาท ถนนหนทางใช้ไม่ได้ รถยนต์เดินทางไม่ได้ แล้วไหนจะถ้าท่วมหนักก็ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขทั้งหมดล่มสลายได้ง่ายๆ ตั้งแต่ไฟดับ ก็ทำให้เครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลใช้งานไม่ได้ อย่างที่เราเห็นเคสน้ำท่วมหาดใหญ่ทำเอาต้องอพยพผู้ป่วยวิกฤตกันวุ่นวาย ยังไม่นับถึงการไม่มีน้ำดื่มสะอาดให้กินให้ใช้ ไปจนถึงส้วมสุขาก็ไม่สามารถใช้งานได้
ดังนั้นจะเห็นว่าจากภาวะโลกร้อนส่งผลไม่ใช่แค่อากาศ แต่ยังกลายเป็นวิกฤตทางสาธารณสุขระดับชาติ แล้วถ้าย้อนกลับไปหน่อยในช่วงโควิด19 แพร่ระบาดเป็นครั้งแรก ทำให้เราเห็นแล้วว่าระบบสาธารณสุขทั่วโลกนั้นเปราะบางขนาดไหน
ขนาดประเทศที่เจริญแล้วยังเอาไม่อยู่ ไม่ต้องพูดถึงประเทศที่ติดหล่มคำว่ากำลังพัฒนาแบบไทยนั้นเละเทะแบบไม่มีชิ้นดี
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่มาของเทรนด์นี้ ที่ผู้คนเริ่มกำลังคิดหาทางว่าเราจะออกแบบระบบสาธารณสุขอย่างไรให้สามารถอยู่รอดได้แม้จะเจอกับปัญหาวิกฤตโลกร้อน
87% ของผู้คนบอกว่าเราต้องลงมือทำอะไรมากกว่านี้เพื่อจัดการกับปัญหาโลกร้อน และมีมากถึง 84% ที่บอกว่าแบรนด์ต้องแสดงออกและลงมือทำให้มากกว่านี้ถ้าอยากได้ใจผู้บริโภคยุค Climate Crisis
ดังนั้นคำถามสำคัญ ณ ตอนนี้คือ แบรนด์คุณวางแผนจะทำอะไรกับปัญหาเรื่องโลกร้อนบ้างหรือยังครับ
กลับมาที่เทรนด์หลักอันนี้ ในประเทศบังกลาเทศมีการสร้างโรงพยาบาลสำหรับแม่และเด็กที่ทนทานต่อมรสุมน้ำท่วมทั้งหลาย ไม่ใช่แค่ก่ออิฐฉาบปูนให้แข็งแรงเท่านั้น แต่เป็นการสร้างทั้งโรงพยาบาลให้อยู่บนแท่นที่สามารถยกสูงลอยอยู่บนน้ำได้ ทำให้เมื่อน้ำท่วมมาโรงพยาบาลก็ไม่จบ อารมณ์เหมือนพวกโป๊ะท่าเรืออะไรอย่างนั้นครับ
และไม่ใช่แค่เท่านั้น ถ้าเกิดน้ำท่วมมาแล้วไฟฟ้าดับตัดไม่จ่าย ทางโรงพยาบาลก็มีทั้งโซลาเซลล์คอยผลิตไฟฟ้า มีทั้งแบตเตอรี่สำรองไฟไว้ใช้ตอนกลางคืน แล้วก็มีระบบบำบัดน้ำเสียของตัวเองให้กลายเป็นน้ำดีสำหรับใช้งานได้ เรียกได้ว่าเป็นโรงพยาบาลแม่และเด็กที่สามารถอยู่ด้วยตัวเองได้สบายๆ ทำให้ผู้ป่วยคนไข้มั่นใจว่าอย่างไรก็ปลอดภัยไม่ว่าจะเกิดภัยอะไรมา
หรือในประเทศโคลอมเบียเองก็มีการสร้างระบบตู้เย็นที่ใช้พลังงานจาก Microgrid ในพื้นที่ห่างไกล ถ้าถามว่าตู้เย็นสำคัญอย่างไรกับสุขภาพ ก็ต้องบอกว่าพวกวัคซีนรักษาโรคต่างๆ จำเป็นจะต้องเก็บในอุณหภูมิที่เย็นไม่อย่างนั้นจะเสื่อมสมรรถภาพการรักษาลงได้
และยิ่งไปกว่านั้นที่ประเทศอังกฤษเองก็มีการพยายามคิดค้นวัคซีนที่เก็บรักษาได้ในพื้นที่อากาศร้อน เรียกได้ว่าถ้าวัคซีนชนิดใหม่นี้คิดค้นขึ้นมาได้บรรดาตู้เย็นก็หมดไป วัคซีนก็จะสามารถเข้าถึงคนในพื้นที่ห่างไกลไฟฟ้าเข้าไม่ถึงได้อีกเป็นจำนวนมากครับ
นอกจากการพยายามพัฒนาระบบกับตัวยาการรักษาให้ทนทานต่อสภาพอากาศอันเลวร้าย ยังมีการเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยป้องกันโรคระบาดเพิ่มเติมจากบทเรียนช่วงโควิด 19 เช่นกันครับ
อย่างในประเทศสิงค์โปรเองก็มีบริษัทชื่อ Certis ที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์จำนวนยุงลายเพื่อคาดการณ์ว่าจะเกิดโรคไข้เลือดออกระบาดเมื่อไหร่ และตรงไหนบ้าง ได้แม่นยำถึง 98% ที่ประเทศอินเดียเองที่มีจำนวนพื้นที่และประชากรสูงกว่าสิงค์โปรมากก็มีการสร้างแพลตฟอร์มรวมดาต้าที่ชื่อว่า Prism-H ในการเอาดาต้าต่างๆ อย่างสภาพอากาศ การระบาดวิทยา สภาพแวดล้อม และอื่นๆ อีกมากมายจนสามารถคาดการณ์โรคอย่างไข้เลือดออกได้ว่ากำลังจะเกิดการระบาดที่ไหนได้ล่วงหน้านานถึง 2 เดือน
หรือที่ประเทศอินโดนีเซียเองก็มีการสร้าง CrisisSmart Digital Twin Platform แพลตฟอร์มที่เก็บดาต้าจากสภาพแวดล้อมจริงแบบ Real-time มาประมวลผลว่าจากการเคลื่อนย้ายตัวของประชากรในเมือง อุณหภูมิ สภาพอากาศ รูปแบบของโรคระบาดในเมืองนั้น แล้วเอามาคาดการณ์ว่ากำลังจะเกิดโรคระบาดอะไรขึ้นที่ไหน เพื่อนำไปสู่แผนการรับมือป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่ปล่อยระบาดจนเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากมายแบบช่วงโควิด 19
ฟังตัวอย่างล้ำๆ จาก Data และ AI มาเยอะ อยากบอกว่าการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขเสี่ยงเพราะโลกร้อนยังมีทางออกแบบง่ายๆ เช่นกัน อย่างที่ประเทศปาปัวนิวกีนีก็มีการทำตู้เย็นพลังงานแสงอาทิตย์แบบง่ายๆ สำหรับใช้เก็บรักษาวัคซีนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งก็ไม่ใช่นวัตกรรมอะไรที่ล้ำหรือว้าว
หรือที่บังกลาเทศเองก็มีการสร้างทางเดินและส้วมยกสูงสำหรับใช้งานช่วงเวลาเกิดน้ำท่วมเช่นกัน ก็เพื่อให้การจัดการสุขาภิบาลยังคงปลอดภัยไม่ต้องปล่อยถ่ายกันเรี่ยราด
สรุป Climate-Resilient Healthcare ระบบสุขภาพสู้โลกร้อน
เทรนด์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากหน่วยงานองค์กรต่างๆ ทั่วโลก ว่าเราจะต้องมีระบบสาธารณสุขที่ยังคงทำงานได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเกิดไฟฟ้า ไฟดับ น้ำท่วม หรืออะไรก็ตาม เพราะไม่อย่างนั้นเราจะสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปอีกมากทั้งที่สามารถวางแผนป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
และการเอาเทคโนโลยี Data & AI เข้ามาใช้เพื่อคาดการณ์โรคระบาดล่วงหน้าในแต่ประเทศก็กำลังได้รับความสนใจและพัฒนาไปไกลพอสมควรแล้ว ดังนั้นเทรนด์นี้จะกลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาลในอนาคตอันใกล้ เพราะเทรนด์นี้เกี่ยวกับความเป็นความตายไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกี่ยวกับชีวิตคนจำนวนมาก เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศด้วยซ้ำ
สิ่งที่อยากให้คุณคิดต่อคือ ถ้าเกิดปัญหาน้ำท่วมขนส่งไม่ได้ ไฟดับตู้เย็นไม่ทำงาน สินค้าหรือบริการของเราจะยังคงส่งมอบให้ลูกค้าได้หรือไม่ ยังคงทำงานหรือเก็บรักษาไว้ให้พร้อมใช้งานได้หรือเปล่า
ถ้าไม่ต้องเริ่มคิดแล้วตั้งแต่วันนี้ เผื่อเกิดวิกฤตอะไรขึ้นในวันข้างหน้า ธุรกิจคุณจะได้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ครับ
8. Heartbreak Healing ฮีลใจอย่างไรให้หายจากอาการใจสลายสูญเสียรัก
อกหักไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะในความเป็นจริงแล้วมันคือเรื่องใหญ่มาก และใหญ่มากขนาดที่ว่าถ้าธุรกิจไหนเข้าใจก่อน นักการตลาดคนไหนเห็นโอกาสก่อน ก็สามารถต่อยอดทำอะไรได้อีกเยอะ
หนึ่งในเทรนด์ด้านสุขภาพปีนี้คือการจะหาทางเยียวยาช่วยเหลือคนที่อกหักให้ดีขึ้นได้อย่างไร แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่านิยามของคำว่า “อกหัก” ในที่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องความรักระหว่างหนุ่มสาว หรือคนที่เป็นคู่รักเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความรักระหว่างคนในครอบครัว หรือความรักระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงที่แสนรัก
ดังนั้นนิยามของคำว่า Hearkbreak จึงไม่ใช่แค่คำว่า “อกหัก” แต่หมายถึงอาการ “ใจสลาย” เมื่อต้องสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักยิ่งไป นี่คือกลุ่มคนที่มีความทุกข์ทรมานในหัวใจมากยิ่งกว่าการสูญเสียใดๆ ในชีวิตครับ
เพราะอกหักนอกจากจะทำให้เราเศร้าแบบดิ่งหนักมาก ยังทำให้เราซึมจนไม่อยากจะออกไปใช้ชีวิตด้วยซ้ำ ทำให้หลายแบรนด์ หลายธุรกิจเริ่มออกมาจัดกิจกรรมเพื่อเน้นดูแลคนที่ใจสลายเพราะเสียรักไปมากเป็นพิเศษ ในอเมริกาก็มาการจัดพื้นที่ให้คนอกหักใจสลายได้ออกมาระบายกันแบบไม่ต้องอายใคร
หรืออย่างแอปหาคู่ TInder เองก็หันมาเน้นการจัดกิจกรรมเพื่อคนอกหักใจสลายแทนการหาแฟนใหม่ อย่างที่ Tinder ประเทศญี่ปุ่นก็มีการจัดแคมเปญชวนคนอกหักมาไหว้พระขอพรให้ตัวเองตัดใจจากรักครั้งเก่าที่เพิ่งเลิกลากันไปได้
Tinder ที่ประเทศอินเดียก็มีการจัดแคมเปญ Move On ชวนให้คนอกหักเดินหน้าผ่านช่วงเวลาแย่ๆ นี้ได้ไวขึ้น ตั้งแต่เอาของแฟนเก่ามาทิ้งลงรถขยะทางจัดเตรียมไว้ให้ หรือชวนคนอกหักไปออกกำลังกาย Move Body ด้วยกันยาวๆ ทั้งปี ทั้งหมดนี้ก็จะได้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะเริ่มปัดขวาหารักครั้งใหม่ใน Tinder ครับ
เพราะจาก Data ของ Tinder บอกว่ามีคนมากกว่า 75 ล้านคนที่ตั้งใจเข้ามาปัดขวาหาแฟนในแต่ละวัน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสมหวังเพราะความรัก ถ้าหาคู่ในทินเดอร์ได้ ก็แล้วทำไมจะคิดว่าจะไม่เสียคู่ของเราให้กับคนในทิดเดอร์บ้างไม่ได้หละ
สรุปเทรนด์ Heartbreak Healing เทรนด์ฮีลใจคนอกหักใจสลายให้หายโดยไว
เดิมทีการเสียใจเพราะอกหักมักดูเป็นเรื่องน่าอาย สมัยก่อนถูกสอนให้ทำใจเงียบๆ อยู่คนเดียวเงียบๆ จนกว่าจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ด้วยตัวเองตัวคนเดียว แต่ดูเหมือนว่าวันนี้โลกเปิดกว้าง มีพื้นที่เพื่อคนอกหักใจสลายให้ออกมาพบเจอกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน แชร์ประสบการณ์ที่ทุกข์ทรมานระหว่างกัน
ดังนั้นคนอกหักไม่ควรใจสลายอยู่คนเดียวที่บ้าน แบรนด์ไหนมองเห็นโอกาสตรงนี้ก็รีบทำสินค้าหรือบริการออกมา ตั้งแต่ช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นโดยไว หาพื้นที่ให้พวกเขาได้ออกมาเจอคนที่รู้สึกแบบเดียวกัน ทั้งหมดก็เพื่อช่วยทำให้คนที่กำลังใจสลายผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตเวลานั้นไปให้ได้โดยไวที่สุด
ถ้าแบรนด์ไหนทำได้ผมแน่ใจว่า แบรนด์นั้นจะกลายเป็นที่หนึ่งในใจของพวกเขาเหล่านั้นไปอีกนานครับ
9. Contrast Recovery เทรนด์การบำบัดแบบสลับร้อนจัดและเย็นจัด
หนึ่งในกระแสที่มาแรงมากในบ้านเราคือการแช่น้ำแข็ง หรือ Ice Bath ที่เราจะเห็นบรรดาอินฟลู คนดัง เจ้าของธุรกิจชั้นนำแช่น้ำแข็งแล้วโพสลงโซเชียลเป็นประจำจนรู้สึกว่าอยากลองบ้าง
แต่รู้ไหมครับว่าเทรนด์นี้พัฒนาไปอีกขั้นในปีนี้ โดยในปีล่าสุดขยับไปเป็นการแช่สลับร้อนเย็นแบบไวๆ ทั้งหมดนี้ก็มีงานวิจัยที่บอกว่าจะทำให้สารเคมีต่างๆ ในสมองหลั่งออกมาประหนึ่งกำลังเมายา แต่ไม่ต้องเมายาให้เสียสุขภาพ เพียงแค่ต้องทนผ่านความทรมานของการสลับเจออุณหภูมิที่ร้อนจัดและเย็นจัดให้ได้
การบำบัดแบบ Contrast Recovery นี้เป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ เพราะมันทำให้คนที่ทำสิ่งนี้มีสมาธิมากขึ้น ได้ฝึกการหายใจ สำคัญคือเมื่อสมองเจอภาวะที่หนักหน่วงแบบนี้ก็จะหยุดการคิดฟุ้งซ่าน ต้องมาโฟกัสสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวินาทีนั้นเท่านั้น มันคือการฝึกสมาธิรูปแบบหนึ่งที่ทรมานร่างกายและจิตใจแบบสุดๆ
แต่ถ้าใครผ่านมากได้ก็จะรู้สึกสุขมหาศาลจนกลายเป็นการเสพติดรูปแบบหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อ โดยบางคลาสที่ทำเรื่อง Contrast Recovery ก็จะมีการเอาเสียง หรือดนตรีเข้ามาช่วยบำบัดควบคู่กับการสลับอุณหภูมิร้อนจัดเย็นจัดแบบฉับพลัน
การบำบัดแบบนี้ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่มีปัญหาเรื่องแพนิค คนที่มีปัญหาเรื่องความเครียดสูงๆ หรือคนที่มีปัญหาเรื่องอารมณ์ หรือคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคอาการอักเสบแบบต่างๆ บ้างก็เคลมว่าการบำบัดแบบนี้สามารถซ่อมแซมร่างกายในระดับเซลล์ได้ ขจัดสารพิษในร่างกายได้ แถมยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันอีกด้วย
นอกจากการบำบัดแบบสลับร้อนจัดและเย็นจัดตามสถานที่ต่างๆ แล้ว วันนี้ก็มีเครื่องมือที่คุณสามารถทำเองได้ที่บ้าน และสามารถทำแค่เฉพาะจุดที่ต้องการบำบัดรักษาแบบ Contrast Recovery นี้ได้ด้วย
ซึ่งคนที่คิดเครื่องมือตัวนี้ขึ้นมาก็คือเจ้าของแบรนด์ปืนนวดไฟฟ้าชื่อดัง Hyperice ที่คุ้นเคยกัน โดยพวกเขาได้ออกสินค้าใหม่ชื่อ Hyperice Contrast 2 ที่สามารถทำให้รู้สึกร้อนและเย็นสลับกันได้ด้วยไฟฟ้า คุณสามารถซื้อเอาไว้ใส่ติดตัวได้ตลอดเวลา หรือจะเน้นแค่เวลาที่ต้องการรักษาเยียวยาตัวเองก็ได้
เดิมทีเครื่องมือที่สามารถทำความร้อนและเย็นได้ด้วยไฟฟ้าจะมีแค่อุปกรณ์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาลชั้นนำเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าด้วยความนิยมจนกลายเป็นเทรนด์ส่งผลให้ใครๆ ก็สามารถหาซื้อไว้ใช้ที่บ้านได้แล้ว
และที่น่าสนใจกว่านั้นเทรนด์นี้ยังมีการจัดเป็นปาร์ตี้สังสรรค์กันจริงจัง รวมตัวกันมาบำบัดด้วยอุณหภูมิร้อนและเย็นจัดมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวผมคาดการณ์ว่าเทรนด์นี้คงจะตามเข้ามาในบ้านเราอีกไม่นาน ดูจากกระแส Ice Bath ที่ไม่แผ่วลงแต่อย่างไร ดูเหมือนนี่จะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่อยากให้เพื่อนๆ นักการตลาดทำความเข้าใจ
สรุปเทรนด์ Contrast Recovery เทรนด์การบำบัดแบบสลับร้อนจัดและเย็นจัด
เพราะการบำบัดด้วยอุณหภูมิร้อนและเย็นจัดสลับกันไปมาจะสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายและเยียวยาจิตใจผู้คนในวันนี้ได้เป็นอย่างดี แถมยังได้พาให้คนได้มาเจอกันจนกลายเป็นกลุ่มก้อนคนที่ชอบทรมานตัวเองอะไรแบบนี้ มันคือ Social wellness รูปแบบใหม่ที่คนสนใจดูแลสุขภาพตัวเองต้องการได้ประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนครับ
10. Indigenous Remedies เทรนด์สมุนไพรและการแพทย์แผนโบราณรักษาโรคที่จะได้รับความนิยมในระดับโลก
ต้องบอกว่าเดิมทีแพทย์แผนโบราณ หรือพวกยาสมุนไพร ถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีมาตรฐาน หลอกลวง รักษาจริงได้ไม่สู้กับแพทย์สมัยใหม่ที่จ่ายยาแบบสังเคราะห์เป็นเม็ดๆ แต่ดูเหมือนว่านับจากนี้ไปกระแสการแพทย์แผนโบราณ การใช้สมุนไพรรักษาโรคจะได้รับความนิยมระดับโลกจนกลายเป็นหนึ่งใน Health & Wellness Trends 2026-2027 ครับ
เพราะจากข้อมูลบอกให้รู้ว่าในปัจจุบันนี้มีคนที่รักษาด้วยวิธีแพทย์แผนโบราณ หรือใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคมากกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลก ดังนั้นถ้ามองในแง่ของจำนวนก็ถือว่าเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีมหาศาลจนมองข้ามไปไม่ได้
บวกกับทาง WHO องค์กรอนามัยโลกก็ยังผลักดันเรื่องแพทย์แผนโบราณให้กลายเป็นยุทธ์ศาสตร์ระดับโลกไปพร้อมกัน ซึ่งทาง WHO ก็ได้ทำการเปิดห้องสมุดการแพทย์แผนโบราณระดับโลกขึ้นมา ที่จะรวบรวมข้อมูลการรักษาที่สมบูรณ์ที่สุดของแพทย์ทางเลือกแผนโบราณจากทั่วโลก
เรียกได้ว่าเปลี่ยนจากการท่องจำ ส่งต่อจากแค่รุ่นสู่รุ่น มาสู่ความรู้ในระดับสากลที่ใครๆ ก็สามารถหยิบเอาไปต่อยอดใช้งานได้
แต่ปัญหาหลักของแพทย์แผนโบราณ โดยเฉพาะการใช้สมุนไพรรักษาโรคที่ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจจากกลุ่มทุนบริษัทเอกชนทั้งหลายมาจากเรื่องของ “สิทธิบัตร” ครับ
เพราะสิ่งใดก็ตามที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ใบหญ้า พืช สมุนไพรต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและก็มีอยู่ทั่วไป สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ เลยทำให้บรรดาภาคเอกชนไม่กล้าเข้ามาลงทุนพัฒนาอย่างจริงจัง เพราะกลัวว่าถ้าทุ่มเงินพัฒนาไปแล้วไม่สามารถจดสิทธิบัตรเอาไว้ใช้ทำกำไรได้ ก็ถือเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ไม่ตอบโจทย์เป้าหมายอย่างการทำกำไรเท่าไหร่นัก
สรุปเทรนด์ Indigenous Remedies เทรนด์สมุนไพรและการแพทย์แผนโบราณรักษาโรคที่จะได้รับความนิยมในระดับโลก
อย่างไรก็ตามดูเหมือนเทรนด์นี้จะตอบกับการรักษาด้วยแพทย์แผนโบราณ หรือการใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้านของไทยเราอย่างมาก จากกระแสการกลับมาของเทรนด์นี้ในระดับโลกบอกให้รู้ว่า ใครพร้อมลงทุนก่อนก็อาจทำกำไรได้ก่อน แม้การจดสิทธิบัตรสมุรไพรตามธรรมชาติไม่อาจทำได้ แต่ถ้าเราทำพืชสมุนไพร GMO ให้กลายเป็นลิขสิทธิ์ของเราคนเดียวก็อาจไม่ใช่เรื่องยากเกินจะทำครับ
แล้วยิ่งถ้าหาทางใช้แพทย์แผนโบราณ สมุนไพร ควบคู่กับการแพทย์สมัยใหม่และยาจากห้องแล็ป ก็น่าจะทำให้ยิ่งเติบโตได้ไว เป็นกำลังให้เจ้าของธุรกิจที่เกี่ยวกับสมุนไพรไทยทุกคนครับ
10 Health & Wellness Trends 2026-2027 สรุป 10 เทรนด์สุขภาพ การดูแลตัวเอง จากรายงาน The Future 100 ของ VML
จาก 10 เทรนด์ที่เล่ามาตั้งแต่ต้นจะเห็นภาพว่าปีนี้และปีหน้าเน้นไปเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก จิตใจ มากกว่าปีก่อนที่เน้นเรื่อง Technology & AI เป็นหลัก ซึ่งจะขอสรุปหัวข้อทั้ง 10 เทรนด์ส่งท้ายรายงานฉบับนี้อีกครั้งครับ
Resilience Wellness ดูแลสุขภาพกายและใจให้พร้อมรับมือโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
Social Health ดูแลสุขภาพให้ดีได้ง่ายๆ แค่เข้าสังคมเจอผู้คนให้มากขึ้น
New Rave Scene ความสนุกรูปแบบใหม่ คนรุ่นใหม่มันส์ได้โดยไม่ต้องเมา
Joyspans จากชีวิตที่ยืนยาว สู่การได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและคุณภาพจนวันสุดท้ายของชีวิต
Pet Longevity อยากให้สัตว์เลี้ยงที่รักอยู่ด้วยกันไปนานๆ
Immersive Wellness สปาเทค เปิดประสบการณ์การผ่อนคลายด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ
Climate-Resilient Healthcare อัปเกรดระบบสาธารณสุขให้พร้อมรับวิกฤตโลกรอบด้าน
Heartbreak Healing คนอกหักใจสลายต้องการธุรกิจมาฮีลใจขั้นสุด
Contrast Recovery สลับแช่ร้อนเย็นจัด สุขที่ได้ทรมานตัวเอง
Indigenous Remedies เทรนด์แพทย์แผนโบราณและสมุนไพรรักษาโรคที่ได้รับความนิยมในระดับโลก
ทั้งหมดนี้คือ 10 Health & Wellness Trends 2026-2027 เทรนด์การดูแลสุขภาพและชีวิตให้ยืนยาวใหม่ที่อยากให้นักการตลาดทุกคนได้รู้ไว้ เพื่อจะได้เอาไปประยุกต์ใช้กับแผนการตลาดปีนี้และปีหน้าครับ
อ่าน 10 Health & Wellness Trends 2025-2026 ในการตลาดวันละตอนต่อ
Source: https://www.vml.com/insight/the-future-100-2026