ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วถ้าให้เทียบ Potential ระหว่าง Lead Gen จาก Social Media กับ Website เบสมองว่าฝั่ง Website มี Potential มากกว่า (แม้ว่าถ้าเทียบปริมาณ หรือ CVR% จริง ๆ ฝั่ง Social Media จะมากกว่าก็ตาม)
เพราะเบสมองว่า พฤติกรรมของ End User กว่าจะมาที่ Website ค่อนข้างต้องผ่านขั้นตอน หรือ Marketing Funnel ที่ถูกวางเอาไว้หลายชั้นมากกว่า อีกทั้งพฤติกรรมเหล่านั้นยังเกิดอย่างเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่มาจากการไถเล่น Social Media แล้วบังเอิญมาเห็นครับ
ดังนั้นการที่แบรนด์ให้ความสำคัญกับ Lead form บนหน้า Website ของตัวเอง ก็เป็น 1 ในหัวใจสำคัญ ที่จะเพิ่มโอกาสให้แบรนด์เกิด CVR% เพิ่มมากขึ้น และยังได้ลูกค้าที่ Quallity มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่า เราต้องออกแบบ Customer Journey และวางกลยุทธ์ในการสร้างสรรค์ Lead form บนหน้า Website หรือ Landing page ของเราเอาไว้ให้ดีที่สุด
วันนี้เบสเลยมี 10 เทคนิคให้ทุกคนได้ลองไปประยุกต์ใช้กับวาง Customer Journey และการออกแบบ Lead form ในรูปแบบของตัวเองกันดู เพื่อเพิ่ม CVR% ของทุกคนให้มากยิ่งกว่าเดิมมาเล่าให้ทุกคนได้อ่านกันครับ
10 Tips of Lead Gen Optimization
1.วาง Lead form ให้อยู่ส่วนบนของ Landing page
ส่วนนี้เป็นสิ่งที่หลายแบรนด์มักพลาด เพราะห่วงเรื่องของความสวยงามของหน้า Website ของตัวเองเลยดันให้การกรอก Lead ไปอยู่ด้านล่างสุดแทน
แต่ในทางกลับกันหากเราลองดูข้อมูลจากหลังบ้าน จากข้อมูล พบว่า โดยส่วนใหญ่แล้วโอกาสที่ End User เข้ามาใน Website แล้ว Scroll down ลงจนสุดนั้นมีอยู่เพียง 10% เท่านั้น หมายความว่าการออกแบบ Journey ของเราเปิดโอกาสให้เกิดการ Drop off หรือ การออกไปก่อน ถึง 90%
ดังนั้นการเอาจุดสำคัญอย่าง Lead form ไปไว้ที่ส่วนบนสุดก่อนและออกไปแบบให้สวยงามสอดคล้องกับข้อมูลที่เราต้องการนำเสนอให้กับลูกค้าที่เข้ามา จะมีโอกาสช่วยเพิ่ม CVR% ให้กับเราได้มากขึ้น หรือจะไว้ทั้งบนทั้งล่างเลยก็ไม่ผิดกติกาครับ
2.พาดหัว (Headline) Lead form ให้มี Call-to-action (CTA) ชัดเจน
ตามหัวข้อเลยครับมันคือ “การทำให้ชัดเจน” ชัดเจน ณ ที่นี้คือ การให้ End User รู้ว่า พวกเขาต้องทำอะไร ทำสิ่งนั้นไปเพื่ออะไร ทำแล้วได้อะไรบ้าง หากเราบอกแค่อย่างใดอย่างหนึ่งน้ำหนักในการสื่อสารอาจไม่เพียงพอที่จะ Convince คนเหล่านั้นให้ลงทะเบียนได้ครับ
การที่ Lead form มีความยาวมากเกินไป จะยิ่งลดโอกาสให้คนอยากกรอก Lead ลงไปเยอะมาก สำหรับการให้ข้อมูลในเชิงพาณิชย์ ขอย้ำว่า “มาก ๆ” จริง ๆ ครับ เหตุผลก็เพราะว่า มันเยอะเกินไปครับ ขี้เกียจ ยุ่งยาก รู้สึกวุ่นวาย (ข้อมูลสัมภาษณ์จากประสบการณ์ส่วนตัวเลยครับ TT)
หลังจากนั้นจึงได้รู้ว่า ก่อนที่จะทำ Lead form เราควรออกแบบโครงสร้างของข้อมูลที่ต้องการให้ชัดเจนว่า ข้อมูลอะไรที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ลูกค้าในธุรกิจของเราจริง ๆ หรือใช้ในการติดต่อกลับหาลูกค้าให้ลิสต์ออกมาเป็นข้อ ๆ และตัดออกให้ Lean ที่สุด
โดยการทำ Lead form ให้เรามองที่ Objective ของเราไว้ก่อนเป็นหลักครัว ว่าเรามันขึ้นเพื่ออะไร เราต้องการอะไรจากมันจริง ๆ เบสแนะนำให้มี 1 Objective ต่อ 1 Lead form ก็พอครับ เต็มที่ไม่เกิน 2 เพราะการที่เราแทรก Objective ในการทำ Lead form เยอะเกินไป จะทำให้คำถามของเรากระจัดกระจายและรไม่จำเป็น
ข้อนี้ที่เบสหยิบมา เพราะเห็นว่ายังมีแบรนด์ระดับ SME หลายแบรนด์ที่ไม่ได้ใส่ * ไว้ใน Lead form ของตัวเอง
แต่ก็ขอย้ำว่าให้ใส่แต่พอดีนะครับ ใส่เฉพาะอันที่จำเป็นจริง ๆ อย่าง Force ลูกค้าให้พวกเขากรอกข้อมูลบางอย่างที่เราอยากได้แต่ลูกค้าไม่รู้สึก Make Sense กับเราด้วย จะทำให้ลูกค้า Drop off ไปเพราะรำคาญได้ครับ
เหตุผลที่ต้องคอยตรวจเช็คสิ่งเหล่านี้ให้ดี ก้เพราะว่าเรื่องเหล่านี้แม้จะดูแลน้อยแต่กลับมีผลให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีอะไรเยอะแยะยุ่งยากเกินไปจน Drop off ออกไปได้ สูงถึง 30% เลย
ภาพประกอบจาก blog.hubspot.com
6.ปรับแก้ปุ่มส่งข้อมูล (Submit Button)
เรื่องนี้เป็นข้อมูลจากการทำ Testing ของแหล่งข้อมูลที่เบสเจอมานะครับ จากตัวข้อมูลบอกว่าการใช้ปุ่มส่งข้อมูลในตอนท้ายให้ End User นั้น การใช้แค่ประโยค หรือคำว่า คลิกเพื่อส่ง/กดเพื่อส่ง/ส่งคำตอบ จะมี CVR% ที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับการทำ Submit Button ที่เฉพาะเจาะจงไปเลยว่า ลูกค้ากำลังส่งข้อมูลเหล่านี้ไปเพื่ออะไร
หากใครที่อยากลองทำเทคนิคนี้ ก็มีผู้ให้บริการเกี่ยวกับ Lead form template หรือ Lead form Design หลายเจ้าที่มีฟีเจอร์ smart form fields ให้เราลองใช้บริการในการทำ Personalize Lead form ตรงนี้ได้ครับ หรือจริง ๆ ลองคุยกับ Dev ที่เขียนเว็ปเราดู เบสคิดว่าก็สามารถทำได้เหมือนกันครับ
9.ทำแบบฟอร์มหลายหน้า
อีกเทคนิคนึงที่จะช่วยให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่า มันเยอะแยะวุ่นวายมากจนเกินไป คือ เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการแบ่งซอยย่อยคำถามให้มีน้อย ๆ และกระจาย Form ออกเป็นหลายหน้าแทนได้ ดูตัวอย่างที่ภาพด้านล่างครับ
ภาพประกอบจาก blog.hubspot.com
ส่วนตัวเบสมองว่าเทคนิคนี้เหมาะกับการทำ Lead form ที่มีข้อมูลที่ต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ที่จำเป็นต้องให้ลูกค้า Concentrate กับการกรอกพอสมควร การแบ่งซอยย่อยนี้จะช่วยให้ลูกค้าไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไปและกรอก Lead form ได้จนสำเร็จครับ
อย่างไรก็ตามการมีหน้า Form หลายหน้าก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันครับ เพราะทุกครั้งที่กด Next Step มีโอกาสจะเกิดปัญหาในการโหลดหน้าใหม่ หรือ ปัจจัยอื่น ๆ แทรกเข้ามาให้ลูกค้า Drop off ได้ ขอให้ทุกคนพยายามทำให้ Transition ตรงนี้ไวและง่ายที่สุดด้วยนะครับ
Suggest Case ที่สุดคงจะเป็นการ Next แค่ที่ Form ไม่ใช่ทั้งหน้า Website
10.ทำ A/B Testing กับ Lead form
และเทคนิคสุดท้ายที่เบสอยากจะแนะนำทุกคน คือการ A/B Testing หรือทดสอบความมีประสิทธิภาพของ Lead form อยู่ตลอดเวลาด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ Headline, Template, ชุดคำถาม, Submit button หรือ Journey
โดยการ Testing ก็มีหลายวิธีมากครับ ทั้งแบบ Multivariate Testing, Redirect Testing ฯลฯ ซึ่งเราสามารถ Observe ดูได้ทั้งหมดเลยว่า Lead form แบบไหนมีประสิทธิภาพที่สุดจากข้อสินนิษฐานที่เราอยากลองพิสูจน์
จากประสบการณ์ที่เบสเคยทำมา ปกติแล้วเราจะต้องคุยกับทาง Dev หรือ คนพัฒนา Website ไว้ตั้งแต่ต้นก่อนสร้างเว็ปเลยครับว่า เราอยากจะทำอะไรแบบนี้เพื่อพัฒนาหน้าเว็ปของเราไปเรื่อย ๆ ด้วย
ซึ่งตัวข้อมูลที่ได้จากการ Test จะสามารถดู Stat เพื่อวัดผลของ Lead form ได้ที่หลังบ้านของเราเลยครับ ว่ามี Interaction ที่เกิดขึ้นบนหน้า Website ของเราอย่างไรบ้าง ซึ่งก็อาจะขึ้นอยู่กับตัวโปรแกรมที่เราใช้สร้างเว็ปของเราครับว่าใช้โปรแกรมไหนแต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมใช้ Google Optimize เป็นหลัก
ข้อดีที่ตามมาไม่ใช่เพียงแค่ เรารู้ว่า Lead form แบบไหนมีประสิทธิภาพที่ช่วยเพิ่ม CVR% ให้กับเราได้มากที่สุด แต่เรายังสามารถทำความเข้าใจและความต้องการของลูกค้าของเราได้อยู่เสมอด้วย ผ่านการ Optimize ส่วนต่าง ๆ ของ Lead form ของเรา