Rethink Sustainability จากงาน CTC2025 เมื่อ ‘ธุรกิจสีเขียว’ ไม่ใช่แค่โลกสวย แต่คือ Game Changer สู่การเติบโตยั่งยืน

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหน เราก็มักจะได้ยินคำว่า “Sustainability” หรือ “ความยั่งยืน” กันบ่อยขึ้นใช่ไหมครับ? ตั้งแต่ในห้องประชุม ไปจนถึงแคมเปญการตลาดบนโซเชียลมีเดีย แต่เคยสงสัยไหมครับว่า เราเข้าใจคำที่ดูยิ่งใหญ่นี้ลึกซึ้งแค่ไหนกันแน่ วันนี้ผมเลยอยากจะพาทุกคนมาถอดรหัสแนวคิดนี้ ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและคนทำธุรกิจตัวจริงในงาน CTC2025  ไม่ว่าจะเป็น

  • คุณพิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์ นักเล่าเรื่องอาหาร แห่ง PEAR is hungry
  • คุณกมลนาถ องค์วรรณดี ที่ปรึกษาและ Consultant ด้านธุรกิจเพื่อความยั่งยืน
  • คุณธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ COO and Co-Founder moreloop
  • คุณอมรพล หุวะนันทน์ CEO and Co-Founder moreloop

ในเซสชัน Sustainability in Action: How to Survive and Thrive in the Green Business  รักษ์โลกอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด เพื่อให้เห็นภาพว่า Sustainable Business ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น “กลยุทธ์” ที่จะพาธุรกิจให้อยู่รอดในโลกยุคต่อไปครับ

แก่นแท้ของ Sustainable Business เมื่อกำไร, ผู้คน และโลก ต้องไปด้วยกัน

ก่อนอื่นเลย เราต้องโยนความคิดที่ว่า “ธุรกิจยั่งยืน = ไม่ทำกำไร” ทิ้งไปก่อนเลยครับ เพราะจริง ๆ แล้ว ธุรกิจที่ยั่งยืนคือธุรกิจที่มองการณ์ไกลและมีจุดยืนแข็งแกร่งกว่าในระยะยาว ที่ไม่ได้โฟกัสแค่ตัวเลขใรช่วงสั้น ๆ แต่หันมามองภาพใหญ่ว่าธุรกิจจะส่งผลกระทบและเชื่อมโยงกับทุกสิ่งรอบตัว

AI-Generated by Shutterstock (Prompt: Vector illustration of three diverse people shown from chest up, standing side by side in one frame. The first person represents “Profit,” portrayed as a confident businessperson with the word “Profit” floating above their head in a bold, elegant font. The second person stands for “People,” depicted as a warm and friendly character with “People” above their head in a casual, handwritten-style font. The third person symbolizes “Planet,” shown as an eco-conscious individual wearing earth-tone clothing, with the word “Planet” floating above them in an organic, nature-inspired font. The image should feature a clean background, harmonious color palette, and modern flat vector design, ideal for conveying sustainability, ESG, or social responsibility themes.)

ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ Triple Bottom Line หรือ 3Ps ที่เป็นเหมือนเสาหลัก 3 ต้นของธุรกิจ ได้แก่

  • Profit (กำไร) แน่นอนว่าธุรกิจต้องมีกำไรครับ แต่มันคือกำไรที่มาจากการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่การกอบโกยระยะสั้นที่ทิ้งปัญหาไว้ข้างหลังที่อาจจะส่งผลกระทบไปถึงอนาคตด้วย
  • People (ผู้คน) คือการใส่ใจ “ผู้คน” ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่พนักงาน คู่ค้า ชุมชน ไปจนถึงลูกค้าของเรา
  • Planet (โลก) คือการยอมรับและจัดการผลกระทบที่ธุรกิจมีต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การใช้ทรัพยากรไปจนถึงการจัดการของเสีย
CTC2025

บอกเลยว่าปัญหาของโมเดลธุรกิจแบบเดิม ๆ คือการ “ผลักภาระต้นทุน” (Externalization) ลองนึกภาพตามนะครับ เสื้อยืดราคาถูกที่เราซื้อกัน ราคาที่จ่ายไปอาจไม่ได้รวมต้นทุนของแม่น้ำที่ปนเปื้อนสีย้อม หรืออย่างเคสล่าสุดที่เกิดขึ้นที่แม่น้ำกกที่จังหวัดเชียงราย ต้นทุนที่มองไม่เห็นเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกผลักให้สังคมและคนรุ่นต่อไปต้องมารับผิดชอบแทน 

ติดกระดุมเม็ดแรก จาก Purpose สู่โมเดลธุรกิจสุด Creative

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ต้องเริ่มต้นจากรากฐานที่สำคัญที่สุด 2 ประเด็น คือ “วิธีคิดของผู้นำ” (Leadership) และ “เป้าหมายขององค์กร” (Purpose)

CTC2025

รากฐานสำคัญ ผู้นำและเป้าหมาย (Leadership & Purpose) สิ่งที่สำคัญความคิดของผู้นำ  “Top-down Management” หากเจ้าของหรือผู้บริหารระดับสูงไม่เชื่อและไม่ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ต่อให้พนักงานระดับปฏิบัติการอยากทำแค่ไหน การเปลี่ยนแปลงก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน 

ผู้นำต้องตั้งคำถามกับแก่นของธุรกิจว่า “องค์กรของเรามีอยู่เพื่ออะไร?” (Purpose) การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาบางอย่างให้แก่สังคมหรือสิ่งแวดล้อม จะเป็นเข็มทิศที่นำทางทุกการตัดสินใจขององค์กร

และเมื่อธุรกิจมี Purpose ที่ชัดเจนแล้ว ธุรกิจต้องเปลี่ยนผ่านจากโมเดล “เศรษฐกิจเส้นตรง” (Linear Economy) ที่มีรูปแบบคือ ผลิต-ใช้-ทิ้ง ไปสู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ที่พยายามรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้หมุนเวียนอยู่ในระบบให้นานที่สุด

CTC2025

แนวคิดที่ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนคือ “ภูเขาแห่งคุณค่า” (Value Hill) โดยเปรียบคุณค่าของผลิตภัณฑ์เหมือนการอยู่บนยอดเขา ธุรกิจแบบเดิมจะรีบปล่อยให้สินค้า “ตกเขา” กลายเป็นขยะอย่างรวดเร็ว แต่ธุรกิจยั่งยืนจะพยายามสร้าง “บริการ” หรือ “โซลูชัน” ต่าง ๆ เข้าไป “ช้อน” คุณค่าของผลิตภัณฑ์ไว้บนเขาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

เราจะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนจากแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Patagonia ที่ไม่ได้มองว่าความสัมพันธ์กับลูกค้าจะจบลงเมื่อขายสินค้าได้ แต่พวกเขาสร้างโซลูชันใหม่ในการ ให้บริการรับซ่อมแซมเสื้อผ้า นี่คือการสร้างรายได้พร้อมกับส่งเสริมให้ลูกค้าใช้สินค้าหนึ่งชิ้นได้นานที่สุด

เปลี่ยน ‘ความดี’ ให้เป็น ‘ดีมานด์’ กลยุทธ์การตลาดสำหรับธุรกิจยั่งยืน

เมื่อมีโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนแล้ว ขั้นต่อไปคือการนำเสนอคุณค่านั้นออกสู่ตลาดให้ลูกค้าเข้าใจและยอมรับ การวางกลยุทธ์การตลาดจึงต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย โดยอาจแบ่งประเภทสินค้าได้ 3 รูปแบบ

CTC2025
  • Dissonant: สินค้ายั่งยืน แต่คุณภาพหรือความสะดวกอาจด้อยกว่าสินค้าปกติในตลาด (เช่น รถยนต์ Hybrid ยุคแรก) กลยุทธ์คือการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าผู้บุกเบิก (Early Adopter) ที่ยอมเสียสละเพื่ออุดมการณ์
  • Independent: สินค้ายั่งยืน และมีคุณภาพทัดเทียมกับสินค้าทั่วไป (เช่น สินค้าจากผ้าเหลือใช้ของ Mallu) กลยุทธ์คือการตั้งราคาให้แข่งขันได้ พร้อมชูจุดเด่นด้านความยั่งยืนเป็นมูลค่าเพิ่ม
  • Resonant: สินค้ายั่งยืน ที่มีคุณภาพและฟังก์ชันดีกว่าสินค้าทั่วไปอย่างชัดเจน (เช่น รถยนต์ไฟฟ้า Tesla) สินค้ากลุ่มนี้คือ “Holy Grail” ที่สามารถตั้งราคาสูงและสร้างตลาดใหม่ให้ตัวเองได้

บททดสอบของธุรกิจยั่งยืน เมื่อข้อจำกัดกลายเป็นเรื่องเล่าที่ทรงพลัง

แน่นอนว่าเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ การทำธุรกิจที่ยั่งยืนนั้น “ยากกว่า” ธุรกิจปกติ เพราะต้องคิดเยอะขึ้น สื่อสารเยอะขึ้น และต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่ไม่เคยเจอ

CTC2025

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของ moreloop ที่ทำธุรกิจเสื้อผ้าและยูนิฟอร์มจากผ้าส่วนเกินในอุตสาหกรรม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการสื่อสารกับลูกค้าองค์กรว่า “เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าผ้าจะมีสีตรงตามโค้ดสีประจำองค์กร (Corporate Identity) ของคุณได้ 100%” 

นี่คือปัญหาใหญ่สำหรับฝ่ายจัดซื้อ แต่แทนที่จะมองว่าเป็นจุดอ่อนแบรนด์กลับเปลี่ยนมันเป็นเรื่องเล่าที่จริงใจและมีความพิเศษ “ยูนิฟอร์มของคุณจะไม่เหมือนใคร เพราะมันมาจากผ้าที่มีจำกัดและช่วยลดขยะให้โลกใบนี้” นี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยนข้อจำกัดให้กลายเป็นจุดขาย ผ่าน การสื่อสารที่โปร่งใส และการจัดการความคาดหวังของลูกค้าอย่างมืออาชีพ

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับแนวคิด Sustainable Business จากงาน CTC2025 ผมมองว่าการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ใช่โปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่มันคือ “การเดินทาง” ที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองทุกอย่างแยกส่วน มาเป็นการมองภาพรวมที่เชื่อมโยงถึงกัน

นี่คือบทเรียนที่น่าสนใจมากสำหรับธุรกิจยุคใหม่ครับว่า การลงมือทำตั้งแต่วันนี้คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะการอยู่เฉย ๆ อาจหมายถึงการต้องจ่ายต้นทุนที่แพงกว่ามหาศาลในอนาคต ท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจที่จะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำกำไรได้สูงสุด แต่คือธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่างกำไร, ผู้คน และโลกใบนี้ได้อย่างลงตัวที่สุดนั่นเองครับ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

Marketing Content Creator and Data Insight Researcher

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *