เมื่อ Third-Party Cookies กำลังจะตายหายไปซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อคนทำการตลาดออนไลน์ คนทำ Digital Marketing และคนที่ทำธุรกิจทั่วโลกมหาศาล เพราะจากเดิมทีที่เราแค่ใส่เงินเข้าไปในระบบ Facebook Ad แล้วก็รอดูว่า Conversion ปลายทางผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่ากับ ROI ไหม ซึ่งด้วยความอัจฉริยะที่แสนจะฉลาดของเจ้า AI หรือ Algorithm หลังบ้านจะไปหากลุ่มคนที่น่าจะอยากได้สินค้าหรือบริการเรามาให้อย่างง่ายดายเพราะมันเรียนรู้จาก Third-Party Cookies ที่ถูกติดและฝังไว้ตามเว็บต่างๆ แต่ในปี 2022 ซึ่งก็คือปีหน้านี้จะหายไปจากสารระบบ ซึ่งเราก็คงเห็นข่าวกันอยู่เรื่อยๆ ว่า Facebook เองก็ออกมาเรียกร้องหนักมาก และวันนี้ระบบโฆษณาต่างๆ หรือ Facebook Ad ก็ไม่ได้แม่นยำมากเท่าก่อนหน้าไม่นานมานี้อีกต่อไป
วันนี้ผมเลยเจอบทความหนึ่งที่น่าสนใจที่พูดถึง New Digital Strategy เมื่อไม่มี Third-Party Cookies อำนวยความสะดวกสบายอีกต่อไป สรุปสั้นๆ ทั้งหมดทั้งมวลคือการต้องทำการตลาดแบบใส่ใจ ใส่ใจตั้งแต่การวางแผนทำ Mix Media Planning ด้วยตัวเอง ใส่ใจใน Consumer Journey และใส่ใจในการทำ Creative Communication แบบเข้าใจ Contextual ของแต่ละ Channel
ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูแนวทางการรับมือกับเรื่องนี้กัน เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค Privacy-first หรือ Privacy Era แล้วเราจะสามารถทำการตลาดแบบแม่นยำและมีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าในยุคก่อนหน้าที่เรามี Data มากมายให้ใช้งานกันได้อย่างไร
การตลาดแบบใส่ใจ กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลใหม่ในโลกที่ไม่มี Third-Party Cookies
การที่ Third-party cookies กำลังจะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไปถือเป็นข่าวใหญ่ที่เป็นข่าวร้ายสำหรับแวดวง Digital Marketing หรือการตลาดออนไลน์อย่างมาก เพราะการยิ่งแอดโฆษณาจะไม่มีทางแม่นยำแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคจำนวนมากมายมหาศาล เพราะเราจะได้ความ Privacy กลับคืนมา ยินดีต้อนรับเข้าสู่ยุค Privacy Era อย่างเต็มตัว
และยิ่งเป็นการทำ Social media marketing นั้นเป็นที่รับรู้กันว่ามีความแตกต่างจากสื่อแบบเดิมหรือสื่อออนไลน์ทั่วไปมาก เพราะนี่คือสื่อที่แบรนด์หรือธุรกิจสามารถติดต่อสื่อสารตรงกับผู้บริโภคได้ มันคือการสื่อสารแบบ 2 way communication หรือจะเรียกว่า multi-way communication ก็ได้ เพราะตั้งแต่มีสื่อโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นมาแบรนด์ก็สามารถสร้างแบรนด์ได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถพังชื่อเสียงของแบรนด์ได้แค่ไม่กี่คลิ๊กก็ตาม และเมื่อเทียบกับสื่อออนไลน์อย่าง Search engine หรือ display web banner ที่มีความเป็นสื่อแบบดั้งเดิมมากกว่า คือรอคนมาเห็น รอคนเข้ามาหา รอคนพิมพ์ความต้องการออกมาเราถึงจะไปปรากฏตัวให้ว่าที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้เห็น
ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมตั้งใจวันนี้ว่าถ้าเราไม่พึ่งพา Third-party cookies แล้วเราจะยังทำการตลาดออนไลน์ให้ดีเหมือนเดิมได้อย่างไร เพราะโลกใบนี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Privacy Generation มากขึ้นทุกวัน ถ้าเราสามารถเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนจะไม่สามารถใช้ Third-party cookies ได้จะกลายเป็น Digital Marketing Strategy ที่สำคัญที่จะทำให้เราได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ไม่ยอมรีบปรับตัวแล้วเอาแต่โอดครวญว่าขายไม่ดีครับ
4 Digital Marketing Strategy 2022 ในโลกยุค Privacy-first
Retooling media
หมดยุค Facebook Mix Media ให้ ต้องหันมาเริ่มทำ Media Mix เอง
ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน
Most Popular Social Media Icon on 3D Rendering Black Cubes. Top View
สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือนักการตลาดอย่างเราจะต้องฉลาดใช้งบการตลาดให้มากขึ้น จากเดิมที่อาจจะทุ่มงบกว่า 80-90% ให้กับโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลักๆ อย่าง Facebook แล้วรอดูผลลัพธ์ ROI ที่ได้มาแบบง่ายๆ จะต้องเริ่มมาทำ Media Mix ทั้งหมดด้วยตัวเองใหม่ ด้วยการจัดสรรงบประมาณให้กระจายไปอย่าวทั่วถึงและคุ้มค่าในทุกๆ ช่องทางที่คิดว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการอยู่
เราจะต้องกับมาเรียนรู้ในเรื่องของการทำ Media Mix Strategy อย่างจริงจัง (ซึ่งคุณสามารถเรียนรู้ได้จากคลาส Service Design for Marketing เพราะเราสอนเรื่อง Customer Journey ด้วยนะ ขายของตรงๆ ไม่มีแอบ) เราจะต้องรู้จักเลือกกลุ่มเป้าหมายที่อาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละแพลตฟอร์มโซเชียลที่แตกต่างกัน แม้จะเป็นคนๆ เดียวกันแต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะแสดงออกหรือสนใจในเรื่องเดียวกันเสมอไป
เพราะถ้าการ Media Mix Strategy ที่ดีหลังจากนี้จะทำให้เราสามารถทำการตลาดหรือทำโฆษณาสื่อสารด้วยข้อความที่ใช่ออกไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แพ้ในวันที่ Third-party cookies ยังใช้งานได้
เพราะอย่างที่บอกครับว่าเดิมที Facebook เค้ารวบรวมทุกช่องทางแล้ว Mix Media ให้เราด้วย AI อัตโนมัติ เพราะ Facebook ตามเก็บ Pixel ต่างๆ จนรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการนั้นไปปรากฏตัวที่ Channel ใดบ้าง
แต่วันนี้คุณต้องมาจัดสรร Portfolio media ของคุณเองด้วยตัวเองไม่แพ้กับการจัด Port หุ้นหรือกองทุนแต่อย่างไร คุณจะต้องบอกให้ได้ว่าเราจะต้องใช้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มนี้ หรือ Digital Channels นี้เพราะอะไร และจะใช้มันอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพของ Media ROI มากที่สุด
สิ่งสำคัญคือการทำ Mix Media Plan จากนี้คือเราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ากลุ่มเป้าหมายเราอยู่ที่ไหน และพวกเขาใช้งานแพลตฟอร์มหรือช่องทางนั้นอย่างไร เพื่อที่เราจะคิดออกว่าเราจะต้อง Engage กับพวกเขาแบบไหนในช่องทางนั้นๆ ที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ Media ROI ดีที่สุด แอบบอกใบ้ให้ว่าหัวใจสำคัญต่อจากนี้คือการทำการตลาดแบบเข้าใจบริบท หรือ Contextual Marketing นั่นเองครับ
หรือคุณอาจจะต้องมาเน้นที่การตลาดแบบ Community Marketing ที่สร้างหรือส่งเสริมกลุ่มคนบนออนไลน์ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะ Facebook Groups หรือเพจเฉพาะด้านที่เป็น Niche Community ก็ตาม เพราะการที่คุณจะขยายลูกค้าใหม่ๆ ได้ไม่ใช่การตลาดแบบ Mass Marketing ที่เน้นจับคนหมู่มาก แต่เป็นการจับคนกลุ่มน้อยที่เป็น Niche มากมายมารวมกันจนใหญ่ไม่แพ้ Mass แบบวันวานครับ
เพราะการซื้อมีเดียหรือซื้อ Facebook Ads โฆษณาแบบเก่าคือการพยายามทำให้ใช้เงินน้อยที่สุดโดยได้ผลลัพธ์มากที่สุดแบบง่ายๆ ก็คือการใช้ Third-party cookies นี่แหละครับ แต่พอเราเข้าสู่ยุค Parivacy-first หรือ Privacy Era เราต้องเรียนรู้ที่จะกำหนดและปรับแต่งโฆษณาต่างๆ ด้วยตัวเองมากขึ้น ด้วยการเทสเล็กๆ ก่อนจะค่อยทำใหญ่ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าที่คิดว่าช่องทางนี้เวิร์คและวิธีการนี้ใช่ไม่ใช่แค่การคิดเองเออเองจาก Instinct ครับ
เราต้องดูที่ Context ของแต่ละ Social media platform ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ Facebook, Instagram, TikTok ไปจนถึง Clubhouse แล้วนำมาใช้ทำ Media Mix Plan ให้เหมาะกับธุรกิจของเรามากที่สุดครับ
Reprioritising Creative
เมื่อโฆษณาไม่แม่นยำเท่าวันวาน เราต้องหันมาใส่ใจกับ Creative Communication และการทำ Automation Journey ให้มากขึ้น
ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน
Marketing strategy isometric landing page. Tiny business people around huge digital device with data graphs and charts. Online trading, investment, automation technology, 3d vector line art web banner
นักการตลาดดิจิทัลส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากกับ Conversion บรรทัดสุดท้ายไม่ว่าจะยอดคลิ๊กหรือยอดขายมาโดยตลอด โดยสนใจน้อยมากว่าชิ้นงานโฆษณาหรือ Communication ที่ทำออกไปนั้นมีความ Creativity มากพอที่จะเรียกความสนใจจากคนดูหรือกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ หรือแม้กระทั่งไม่สนใจด้วยซ้ำว่าชิ้นงานโฆษณานั้นที่จะเห็นจะใช่กลุ่มเป้าหมายจริงๆ หรือเปล่า
ดังนั้นเราต้องมาจัดลำดับความสำคัญใหม่ในการทำ Digital Marketing เลิกโฟกัสที่ผลลัพธ์บรรทัดสุดท้ายแต่เพียงอย่างเดียว ต้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับการทำ Content ที่สื่อสารได้อย่าง Creativity เพื่อทำให้คนในแพลตฟอร์มที่เราเลือกทำการตลาดไปหันมาให้ความสนใจและใส่ใจมากกว่าแค่ยิงแอดไปวันๆ
เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีความต่างในคาแรคเตอร์ของทั้ง User และ Behaviour ทั้งนั้น ยังไม่นับถึงจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์มก็แตกต่างกัน บางแพลตฟอร์มยอดนิยมคนใช้มากก็จะ Mass หน่อย ส่วนบางแพลตฟอร์มคนใช้น้อยออกไปทาง Niche ก็ใช่ว่าจะดูถูกปริมาณ เพราะบางแพลตฟอร์มนั้นเต็มไปด้วย Quality Audience ที่เข้ามากระจุกรวมตัวกันมากมาย (เช่น Clubhouse)
การตลาดและโฆษณาแบบ Creativity Communication จะกลายเป็นหัวใจสำคัญในวันที่เราไม่สามารถทำ Targeting เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้เฉพาะเจาะจงด้วยวิธีง่ายๆ เหมือนเดิมอีกต่อไป ดังนั้นมันจึงไม่ Make sense ที่เราจะทำ 1 size for all หรือ Mass Marketing แบบเดิมแล้วจะเวิร์คได้ เราต้องเน้นการคิดล่วงหน้าว่าถ้ากลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการที่อยู่ใน Channel นี้พวกเขาควรจะต้องเห็น Advertising หรือ Marketing แบบไหนที่จะทำให้พวกเขาสนใจและกลายมาเป็นลูกค้าเรา หรือบรรลุ Business Objective ของเราได้ การจะเอาชนะในเกมนี้ได้เราต้องสื่อสารด้วยข้อความที่ใช่ออกไปให้ถูกคน ถูกที่ และก็ถูกเวลาครับ