Diffusion of Innovation Theory ที่นักการตลาดต้องรู้ ถ้าอยากให้นวัตกรรมปัง

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนถึงรีบคว้าสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดมาครอบครอง แต่บางคนกลับใช้โทรศัพท์มือถือธรรมดาอยู่? หรือทำไมบางร้านถึงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่บางร้านกลับเงียบเหงาไร้ลูกค้า? วันนี้ผู้เขียนเลยจะมา เขียน Diffusion of Innovation Theory เพราะ นวัตกรรม อยู่รอบตัวเรา เราเลยจะกระจายความล้ำสมัยสู่ทุกคน

คำถามจากด้านบนต่าง ๆ คำตอบของคำถามเหล่านี้อาจซ่อนอยู่ทฤษฎีที่ชื่อว่า “ทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรม” Diffusion of Innovation Theory ทฤษฎีนี้อธิบาย นวัตกรรมใหม่ๆ จะแพร่กระจายไปสู่ผู้คนในสังคม ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มีอพไรบางไปอ่านกันค่ะ

5 กลุ่มผู้ใช้นวัตกรรม ทำไมแต่ละกลุ่มถึงมีพฤติกรรมแบบนี้ ?

กลุ่มผู้นำ (Innovators) กล้าเสี่ยง ชอบลองของใหม่ เป็นกลุ่มแรกที่นำนวัตกรรมมาใช้
กลุ่มผู้รับก่อน (Early Adopters) มีข้อมูล วิเคราะห์ ตัดสินใจอย่างรอบคอบ เป็นกลุ่มที่รองลงมาจากกลุ่มผู้นำ
กลุ่มผู้ใช้งานช่วงต้น (Early Majority) กลุ่มใหญ่ มองโลกในแง่ดี ยอมรับนวัตกรรมเมื่อเห็นว่ามีประโยชน์จริง
กลุ่มผู้ใช้งานช่วงปลาย (Late Majority) กลุ่มใหญ่ มองโลกในแง่ร้าย ยอมรับนวัตกรรมเมื่อเห็นว่าคนอื่นใช้กันทั่วไป
กลุ่มผู้ไม่ยอมรับ (Laggards) กลุ่มเล็ก ยึดติดกับวิธีเดิม ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
กลยุทธ์กระจายนวัตกรรม

แล้วทำอย่างไรให้นวัตกรรม Diffusion of Innovation ของเราเข้าถึงทุกคนได้ ?

ก่อนแรกเลย เราต้องมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้นำและผู้รับก่อน กลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อผู้อื่น การเข้าถึงกลุ่มนี้ จะช่วยสร้างกระแส ดึงดูดกลุ่มอื่นๆ มาใช้ เน้นการสื่อสารข้อมูล อธิบายประโยชน์ จุดเด่น และวิธีการใช้งานนวัตกรรม อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย หรือสร้างแรงจูงใจ เสนอโปรโมชั่น ส่วนลด หรือสิทธิพิเศษ เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนลองใช้

และสร้างชุมชน จัดกิจกรรม เวิร์คชอป หรือกลุ่มออนไลน์ เพื่อให้ผู้ใช้นวัตกรรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง รับฟังความคิดเห็น ปรับปรุงพัฒนา ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน เพราะนวัตกรรม ก็เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ ที่รอการเติบโต ทฤษฎี “การแพร่กระจายนวัตกรรม” เปรียบเสมือนน้ำ แสงแดด และปุ๋ย ที่ช่วยให้นวัตกรรมงอกงาม และแพร่กระจายสู่ผู้คน

5 กลุ่มคน… 5 สไตล์การรับนวัตกรรม Diffusion of Innovation

ทฤษฎีนี้อธิบายว่า ผู้คนในสังคมจะมีพฤติกรรมต่อนวัตกรรมใหม่ๆ แตกต่างกันไป โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

Diffusion of Innovation

กลุ่มบุกเบิก (Innovators) – “ผู้นำนวัตกรรม”

มีอยู่เพียง 2.5% กล้าเสี่ยง ชอบลองของใหม่ เป็นกลุ่มแรกที่นำนวัตกรรมมาใช้มักมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนวัตกรรมก่อนใคร ไม่ค่อยแยแสกับคำพูดของคนอื่น มักถูกมองว่าแปลกประหลาด

พวกเขาไม่กลัวที่จะลองสิ่งใหม่ แม้ว่าจะเต็มไปด้วยความเสี่ยง พวกเขาพร้อมที่จะทดสอบ เรียนรู้ และค้นพบสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ พวกเขาไม่ชอบความจำเจ พวกเขาใฝ่หาความท้าทาย ชอบลองอะไรที่แตกต่าง และไม่กลัวที่จะแหกกฎเกณฑ์ สามารถมองเห็นศักยภาพของนวัตกรรมใหม่ แม้ว่าในตอนแรกคนอื่นอาจจะไม่เข้าใจ พวกเขาเชื่อมั่นว่านวัตกรรมเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงโลกได้

พวกเขาไม่ค่อยแยแสกับคำพูดของคนอื่น พวกเขามีความคิดเป็นของตัวเอง และกล้าที่จะแสดงออก และมักมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ ก่อนใคร พวกเขาติดตามเทรนด์ อ่านข่าวสาร และเข้าร่วมงานเกี่ยวกับนวัตกรรมต่างๆ

เป็นผู้ริเริ่ม ผู้คิดค้น พัฒนา และนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ สู่โลก
เป็นผู้ทดสอบ กลุ่มแรกที่ทดลองใช้นวัตกรรมใหม่ๆ และให้ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนา
เป็นผู้แพร่กระจาย เป็นผู้บอกต่อเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับคนอื่นๆ
เป็นผู้นำความคิด พวกเขาสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ และเปลี่ยนแปลงโลก

ตัวอย่าง: กลุ่มคนที่ซื้อรถ Tesla รุ่นใหม่ล่าสุด แม้ราคาจะแพงลิบลิ่ว แต่พวกเขาก็พร้อมทุ่มเทเพื่อเป็นเจ้าของ

Diffusion of Innovation

กลุ่มล้ำสมัย (Early Adopters) – “ผู้นำทางความคิด”

มีอยู่ประมาณ 13.5% เขาจะมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนวัตกรรม วิเคราะห์ ตัดสินใจอย่างรอบคอบ เป็นกลุ่มที่รองลงมาจากกลุ่มบุกเบิก มีบทบาทสำคัญในการบอกต่อมักได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง

พวกเขามักมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ ก่อนใคร พวกเขาติดตามเทรนด์ อ่านข่าวสาร และเข้าร่วมงานเกี่ยวกับนวัตกรรมต่าง ๆ สามารถวิเคราะห์ ประเมิน และตัดสินใจเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างรอบคอบ พวกเขาพร้อมที่จะลองใช้นวัตกรรมใหม่ๆ แม้ว่าจะยังไม่แพร่หลาย แต่พวกเขามีความระมัดระวัง และเลือกใช้นวัตกรรมที่มีประโยชน์จริง

และมีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง คนอื่นๆ มักให้ความเคารพ เชื่อถือ และรับฟังความคิดเห็นของพวกเขา เป็นผู้นำความคิด และสามารถโน้มน้าวให้คนอื่น ๆ ยอมรับนวัตกรรมใหม่ ๆ

ตัวอย่างของ “ผู้นำทางความคิด”

  1. บล็อกเกอร์ เกี่ยวกับเทคโนโลยี แฟชั่น หรือไลฟ์สไตล์ พวกเขามีผู้ติดตามจำนวนมาก และสามารถสร้างกระแสให้กับนวัตกรรมใหม่ๆ ได้
  2. อินฟลูเอนเซอร์ บุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกโซเชียลมีเดีย พวกเขามีผู้ติดตามจำนวนมาก และสามารถโปรโมทนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับผู้ชมได้
  3. นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ พวกเขามีความรู้ ความน่าเชื่อถือ และสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างถูกต้อง
  4. ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจที่ริเริ่มใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ
Diffusion of Innovation

กลุ่มทันสมัย (Early Majority) – “กลุ่มคนส่วนใหญ่”

มีอยู่ประมาณ 34% มองโลกในแง่ดี ยอมรับนวัตกรรมเมื่อเห็นว่ามีประโยชน์จริงตัดสินใจหลังจากกลุ่มบุกเบิกและกลุ่มล้ำสมัย เป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนการแพร่กระจายนวัตกรรมมักได้รับอิทธิพลจากกลุ่มล้ำสมัย

จะมองโลกในแง่ดี พวกเขาเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และรอบคอบ พวกเขาจะตัดสินใจใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ หลังจากพิจารณาข้อมูล เปรียบเทียบ และวิเคราะห์อย่างรอบคอบ มีเหตุผล จะเลือกใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ เมื่อเห็นว่ามีประโยชน์จริง คุ้มค่า และตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขา

แถมติดตามกระแส ที่กำลังเป็นที่นิยม และมักได้รับอิทธิพลจากกลุ่มผู้นำนวัตกรรม และกลุ่มล้ำสมัย และพวกเขามีผู้ติดตามจำนวนมาก และสามารถสร้างกระแสให้กับนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้

ตัวอย่าง: กลุ่มคนที่เริ่มใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ หลังจากเห็นว่าสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา

กลุ่มตามสมัย (Late Majority) – “กลุ่มคนลังเล”

มีอยู่ประมาณ 34% มองโลกในแง่ร้าย ยอมรับนวัตกรรมเมื่อเห็นว่าคนอื่นใช้กันทั่วไป ตัดสินใจหลังจากกลุ่มทันสมัยมักถูกมองว่าล้าสมัยมักได้รับอิทธิพลจากแรงกดดันทางสังคม

จะมองโลกในแง่ร้าย พวกเขามักกังวล และมีความระแวงต่อสิ่งใหม่ ๆ รักความมั่นคงพวกเขาชอบความคุ้นเคย และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง รอบคอบ จะตัดสินใจใช้นวัตกรรมใหม่ๆ หลังจากมั่นใจว่าปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีประโยชน์จริง
พวกเขาจะรอจนกว่านวัตกรรมใหม่ ๆ กลายเป็นที่นิยมและแพร่กระจายไปสู่ผู้คนทั่วไป ก่อนที่จะตัดสินใจใช้

เป็นผู้ทดสอบ พวกเขาเป็นกลุ่มที่ทดลองใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ในช่วงท้าย และช่วยยืนยันว่านวัตกรรมนั้นปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีประโยชน์จริง เป็นกลุ่มที่สนับสนุนการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เมื่อมั่นใจว่านวัตกรรมนั้นประสบความสำเร็จแล้ว
เป็นผู้พิสูจน์ ที่ช่วยพิสูจน์ว่านวัตกรรมใหม่ ๆ นั้นสามารถใช้งานได้จริง และเป็นที่ยอมรับของสังคม

ตัวอย่าง: กลุ่มคนที่เริ่มใช้โทรศัพท์มือถือ หลังจากเห็นว่าคนรอบข้างใช้กันหมดแล้ว

Diffusion of Innovation
The senior man as detective or boss of mafia on gray studio background

กลุ่มล้าหลัง (Laggards) – “กลุ่มคนดื้อดึง”

มีอยู่ประมาณ 16% ยึดติดกับวิธีเดิม ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เป็นกลุ่มที่ยอมรับนวัตกรรมช้าที่สุด
มักถูกมองว่าหัวโบราณ มักไม่ได้รับอิทธิพลจากคนอื่น

ตัวอย่าง: กลุ่มคนที่ยังใช้โทรศัพท์มือถือแบบรุ่นเก่า กดปุ่ม เล่นเน็ตไม่ได้ แม้จะใช้งานได้ แต่ก็ไม่สนใจที่จะเปลี่ยนใหม่

จะยึดติดกับอดีต พวกเขาชอบสิ่งเก่าๆ คุ้นเคย ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง และต่อต้านนวัตกรรม ไม่เชื่อในนวัตกรรมใหม่ ๆ มักมองว่านวัตกรรมนั้นไม่จำเป็น หรือเป็นอันตราย มักเป็นคนหัวโบราณ มีความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมที่ล้าสมัย
ไม่ค่อยมีอิทธิพล โดดเดี่ยว อาจจะรู้สึกโดดเดี่ยว และถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เมื่อคนอื่นๆ เริ่มใช้นวัตกรรมใหม่ๆ

ตัวอย่างของ “กลุ่มคนดื้อดึง”

ผู้สูงอายุ: กลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และอาจจะไม่ต้องการเรียนรู้
คนในชนบท: กลุ่มคนที่เข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ช้า และอาจจะไม่มีเงินซื้อนวัตกรรมใหม่ๆ
กลุ่มคนที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง: กลุ่มคนที่รู้สึกสบายใจกับวิถีชีวิตแบบเดิม และไม่ต้องการอะไรใหม่ๆ
กลุ่มคนที่ไม่เชื่อในเทคโนโลยี: กลุ่มคนที่กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และผลกระทบของเทคโนโลยี

Diffusion of Innovation

บทสรุป Diffusion of Innovation

จากทฤษฎี Diffusion of Innovation นี้ ธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้เพื่อวางกลยุทธ์กระจายนวัตกรรม จาก ผู้นำนวัตกรรม คือกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนโลกไปสู่อนาคต พวกเขาคือผู้บุกเบิก ผู้สร้างสรรค์ และผู้เปลี่ยนแปลง โลกของเราสรุปทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรม

เพราะ นวัตกรรม เปรียบเสมือนลูกหิน ถูกโยนลงสู่ “บ่อน้ำสังคม” ลูกหินนั้นจะสร้าง “คลื่นวงกลม” กระจายออกไป ผู้คนในสังคมเปรียบเสมือน “กลุ่มคน 5 กลุ่ม” อยู่บนวงกลมเหล่านั้น แต่ละกลุ่มจะมีพฤติกรรมต่อนวัตกรรมใหม่ๆ แตกต่างกันไป

  1. กลุ่มบุกเบิก (2.5%) – “ผู้นำนวัตกรรม” กล้าเสี่ยง ชอบลองของใหม่ เป็นกลุ่มแรกที่นำนวัตกรรมมาใช้ เปรียบเสมือน “นักผจญภัยผู้กล้าหาญ”
  2. กลุ่มล้ำสมัย (13.5%) – “ผู้นำทางความคิด” มีข้อมูล วิเคราะห์ ตัดสินใจรอบคอบ เป็นที่ยอมรับ เปรียบเสมือน “นักวิจัยผู้รอบคอบ”
  3. กลุ่มทันสมัย (34%) – “กลุ่มคนส่วนใหญ่” มองโลกในแง่ดี ยอมรับเมื่อเห็นประโยชน์จริง ตามกระแส เปรียบเสมือน “กลุ่มเพื่อนผู้ตามกระแส”
  4. กลุ่มตามสมัย (34%) – “กลุ่มคนลังเล” มองโลกในแง่ร้าย รอจนมั่นใจ ตามคนอื่น เปรียบเสมือน “กลุ่มผู้ปกครองผู้รอบคอบ”
  5. กลุ่มล้าหลัง (16%) – “กลุ่มคนดื้อดึง” ยึดติดอดีต ต่อต้านนวัตกรรม หัวโบราณ เปรียบเสมือน “กลุ่มผู้รักษาวิถีชีวิตดั้งเดิม”

นวัตกรรมจะประสบความสำเร็จ เมื่อลูกหินสร้างคลื่นวงกลม กระจายไปถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ ทฤษฎีนี้อธิบาย “กลไกการแพร่กระจายนวัตกรรม” ช่วยให้เราเข้าใจ “พฤติกรรมของผู้คน” ต่อนวัตกรรมใหม่ ๆ และ “วางกลยุทธ์” เพื่อนำนวัตกรรมสู่ความสำเร็จโชคดีที่มีพวกเขา!

สำหรับใครที่อยากอ่านบทความเกี่ยวกับการตลาดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้จาก เพจการตลาดวันละตอน รวมไปถึงเว็บไซต์ Twitter Instagram YouTube และ Blockdit ของการตลาดวันละตอนด้วยนะคะ

"เฟ'ริน " Junior Marketing Content Creator การตลาดวันละตอน สายออกแบบกราฟฟิก ที่กำลังฝึกเขียนบทความการตลาด ซึ่งมีความชื่นชอบดื่มชาเขียวเป็นชีวิตจิตใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *