7 กลยุทธ์ขยายตลาด เพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่ เมื่อธุรกิจเริ่มถึงจุดอิ่มตัว

ในการทำธุรกิจ ช่วงเวลาที่น่าอึดอัดใจที่สุดอาจไม่ใช่ตอนเริ่มต้นที่ไม่มีลูกค้าหรอกครับ… แต่อาจจะเป็นตอนที่ธุรกิจมาได้สักพัก มีกำไร มีลูกค้าประจำ แต่ยอดขายกลับเริ่มนิ่ง ไม่ว่าจะยิงโฆษณาเพิ่มเท่าไหร่ ยอดขายก็ไม่กระเตื้องขึ้นกว่าเดิม เหมือนกับว่าเรากำลังตกอยู่ในสภาวะ “โตก็ไม่ได้ ตายก็ไม่เชิง” ซึ่งนี่อาจะเป็นสัญญาณเตือนว่า ตลาดของธุรกิจเดิมกำลังถึงจุดอิ่มตัว และถึงเวลาแล้วที่ต้องมองหา กลยุทธ์ขยายตลาด หรือ Market Expansion Strategy แล้วนั่นเอง 

แต่ก่อนที่เราจะไปดูกลยุทธ์ต่าง ๆ ผมอยากชวนมาทำความเข้าใจเหตุผลกันก่อนครับว่า ทำไมการขยายตลาดถึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนทำธุรกิจยุคนี้

Why does expansion matter? ทำไมเราถึงหยุดโตไม่ได้?

หลายคนอาจจะคิดว่า “ก็ขายได้เรื่อย ๆ แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว จะเหนื่อยขยายไปทำไม?” แต่เชื่อเถอะครับว่าในโลกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การหยุดอยู่กับที่เท่ากับการถอยหลัง นี่คือ 5 เหตุผลที่บอกว่าทำไมเราถึงต้องหาทางไปต่อ:

AI-Generated by Shutterstock (Prompt: Flat illustration style, modern business strategy concept, two abstract human characters planning together in front of a large presentation board showing growth charts, dotted roadmap line, location pins on a world map, symbolic elements like chess pieces representing strategy, corporate teamwork and global planning theme, bold geometric shapes, smooth curves, clean vector illustration, minimal details, dark blue background with bright accent colors (yellow, orange, coral), friendly, professional, tech and marketing vibe)
  • การกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) ถ้าเราพึ่งพารายได้จากสินค้าตัวเดียว หรือลูกค้ากลุ่มเดียว เมื่อเกิดวิกฤตหรือเทรนด์เปลี่ยน ธุรกิจอาจล้มได้ทันทีครับ การขยายตลาดช่วยให้เรามี “ขาเก้าอี้” หลายขา ถ้าขาหนึ่งหัก ธุรกิจก็ยังทรงตัวอยู่ได้
  • การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ยิ่งธุรกิจใหญ่ อำนาจการต่อรองกับซัพพลายเออร์ยิ่งสูง ต้นทุนผลิตต่อหน่วยยิ่งต่ำลง ผลที่ตามมาคือกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
  • ดึงดูดคนเก่งและนวัตกรรม (Talent & Innovation) ธุรกิจที่เติบโตมักดึงดูดคนเก่ง ๆ (Talent) ให้อยากมาร่วมงานครับ แถมการขยายตลาดใหม่ ๆ ยังเป็นแรงบีบเชิงบวกให้องค์กรต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อปรับตัวอยู่เสมอ
  • เพิ่มมูลค่าแบรนด์ (Brand Valuation) การมีฐานลูกค้ากว้างขวางทำให้มูลค่ากิจการสูงขึ้น ซึ่งดีมากถ้าวันหนึ่งคุณอยากระดมทุน เข้าตลาดหุ้น หรือ Exit กิจการ
  • หนีจากกับดักสงครามราคา (Escaping Price War) ในน่านน้ำเดิมที่คู่แข่งเริ่มเยิะขึ้น วิธีฮอตฮิตคือการตัดราคาซึ่งเจ็บตัวทั้งคู่ แต่การขยายไปตลาดใหม่จะช่วยให้เรากำหนดราคาได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเฉือนเนื้อตัวเองครับ

เมื่อเข้าใจเหตุผลแล้ว เรามาดูกันครับว่า มีท่าไหนบ้างในการ Scale Up กับ 7 กลยุทธ์การขยายตลาด ที่คุณสามารถหยิบไปปรับใช้ได้

1. Market Penetration เจาะตลาดเดิมให้มากขึ้น

กลยุทธ์พื้นฐานที่สุดแต่ทรงพลังที่สุดคือ การขายสินค้าเดิม ให้คนกลุ่มเดิม แต่ขายให้ได้มากขึ้น ครับ หลายธุรกิจมักมองข้ามข้อนี้แล้วรีบวิ่งหาลูกค้าใหม่ ทั้งที่ต้นทุนการรักษาลูกค้าเก่านั้นถูกกว่าการหาใหม่หัวใจสำคัญคือการใช้ Loyalty Program หรือโปรโมชั่นที่กระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ (Repurchase) หรือแม้แต่การปรับกลยุทธ์ในการสื่อสาร (Marketong Communication)

รูปภาพจาก: ryt9

ถ้าจะให้เห็นภาพชัดที่สุด ต้องยกให้ Coca-Cola ครับ… ขายน้ำอัดลมรสชาติเดิมมาเป็นร้อยปี แต่สิ่งที่ทำให้ยอดขายพุ่งขึ้นในตลาดที่อิ่มตัวแล้ว คือแคมเปญอย่าง “Share a Coke” ฉบับ Thailand ที่พิมพ์ ชื่อ และคำศัพท์ใหม่ ๆ ที่ฮิตหรือเป็นมีมในไทยลงบนกระป๋อง กลยุทธ์นี้ไม่ได้เปลี่ยนตัวสินค้าเลยแม้แต่น้อย แต่เปลี่ยน “อารมณ์” การซื้อ ทำให้ลูกค้าเดิมตื่นเต้น กลับมาซื้อซ้ำเพื่อสะสม หรือซื้อฝากเพื่อน เป็นการเพิ่ม “Share of Wallet” จากลูกค้าคนเดิมได้อย่างมหาศาลครับ

2. Market Development บุกตลาดใหม่ด้วยสินค้าเดิม

เมื่อสินค้าของเราแกร่งมากในกลุ่มลูกค้าปัจจุบันแต่ยอดขายเริ่มตัน ทางออกคือการพาของดีไปหาลูกค้าเซกเมนต์ใหม่ (New Market Segments) ครับ ซึ่งคำว่า “เซกเมนต์ใหม่” นี้จะกว้างหรือแคบก็ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่เราใช้แบ่ง อาจจะเป็นการขยายไปสู่ ไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยเจาะมาก่อน หรือการขยายไปยัง พื้นที่และประเทศใหม่ ๆ (New Geography) ก็ได้

กลยุทธ์ขยายตลาด
รูปภาพจาก: ChaTraMue 

เคสที่น่าสนใจมากคือ ChaTraMue (ชาตรามือ) แบรนด์ชาไทยที่อยู่คู่บ้านเรามานาน พอตลาดในประเทศเริ่มแน่น แบรนด์ตัดสินใจพา “ผงชาไทยรสชาติเดิม” บุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง (Go Inter) โดยเฉพาะจีน ฮ่องกง และอาเซียน สิ่งที่ชาตรามือทำคือการ Leverage ความเป็น “Original Thai Tea” ซึ่งเป็น Soft Power ที่ชาวต่างชาติเลิฟอยู่แล้ว ทำให้สามารถเปิดตลาดใหม่ได้สำเร็จ สร้างฐานลูกค้าใหม่โดยใช้สินค้าตัวเดิมที่มีอยู่แล้วครับ

3. Product Development สร้างสินค้าใหม่เพื่อลูกค้าเดิม

กลยุทธ์นี้เหมาะมากสำหรับแบรนด์ที่มี “สาวก” หรือฐานแฟนคลับที่จงรักภักดีสูง ลูกค้าพร้อมจะควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มถ้ามีของใหม่ ๆ มานำเสนอ โดยหัวใจคือ การพัฒนาสินค้าเวอร์ชันใหม่ หรืออัปเกรดฟีเจอร์ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเก่าซื้อซ้ำอีกครั้ง

กลยุทธ์ขยายตลาด
รูปภาพจาก: Apple

เจ้าพ่อของกลยุทธ์นี้ต้องยกให้ Apple ครับ ที่ใช้กลยุทธ์ Continuous Innovation ออก iPhone รุ่นใหม่ทุกปี (14, 15, 16…) สังเกตไหมครับว่า Apple ไม่ได้หาลูกค้าใหม่ทุกครั้งที่เปิดตัว แต่เน้นขาย “สินค้าตัวใหม่” ให้กับ “สาวกกลุ่มเดิม” ที่ใช้รุ่นเก่าอยู่แล้ว การทำของให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ Apple รักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และสร้างรายได้มหาศาลจากลูกค้าคนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ต้องเหนื่อยไปหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา

4. Franchising ขยายสาขาด้วยระบบ

ถ้าโจทย์ของแบรนด์คือการปูพรมยึดพื้นที่อย่างรวดเร็ว แต่ไม่อยากแบกรับความเสี่ยงเรื่องเงินลงทุนและการบริหารคนเองทั้งหมด การขายระบบความสำเร็จ หรือ Business Model ให้ Partner ช่วยลงทุน คือทางลัดที่ดีที่สุดครับ แต่ข้อควรระวังคือระบบหลังบ้านต้องเป๊ะจริง ๆ

กลยุทธ์ขยายตลาด
รูปภาพจาก: Bravobkk

ดูอย่าง McDonald’s สิครับ เบื้องหลังไม่ใช่แค่ร้านขายเบอร์เกอร์ แต่เขาคือผู้เชี่ยวชาญด้านระบบแฟรนไชส์ สิ่งที่ McDonald’s ขายคือ “ระบบปฏิบัติการ” (SOPs) ที่แม่นยำระดับวินาที ทำให้ขยายสาขาไปได้ทั่วโลกโดยที่คุณภาพและรสชาติยังคงเดิม การใช้ระบบแฟรนไชส์จึงเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์โตแบบก้าวกระโดดโดยใช้เงินทุนของคนอื่น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทแม่ได้อย่างมหาศาล

5. Licensing พลังแห่งคาแรกเตอร์มาร์เก็ตติ้ง

ในกลยุทธ์นี้เรามักได้ยินเรื่องการขายสิทธิ์ แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการ การซื้อสิทธิ์ (Licensing In) หรือการไป Collab กับทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ก็เป็นอีกหนึ่งท่าที่ทรงพลังไม่แพ้กัน เพราะมันช่วยเปลี่ยนสินค้าธรรมดา ให้กลายเป็นสินค้าที่ “มีมูลค่าทางใจ” ดึงดูดแฟนคลับของคาแรกเตอร์นั้น ๆ ให้มาเป็นลูกค้าเราได้ทันที

กลยุทธ์ขยายตลาด
รูปภาพจาก: Micechat

ตัวอย่างเช่น Miniso Thailand ครับ แทนที่จะขายแค่แก้วน้ำหรือตุ๊กตาทั่วไป Miniso เลือกใช้กลยุทธ์ IP Licensing ไปจับมือซื้อสิทธิ์ตัวละครดังระดับโลกมาอยู่บนสินค้า ไม่ว่าจะเป็น Disney, Marvel, One Piece หรือล่าสุดอย่าง Care Bears และ Crybaby กลยุทธ์นี้ทำให้ Miniso ขยายฐานลูกค้าจากเดิมที่เป็นแค่คนที่มองหาของใช้ราคาถูกไปสู่กลุ่มนักสะสมและแฟนคลับ (Fandom) ที่ยอมจ่ายง่ายกว่าและไวกว่า เพียงเพราะมีหน้าตัวละครที่เขารักอยู่บนสินค้าครับ

6. Strategic Partnerships โตทางลัดด้วยพลังของเพื่อน

ยุคนี้เก่งคนเดียวรอดยาก แต่จะสร้างเองทุกอย่างก็ไม่ทันกินครับ การจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnership) ช่วยให้เราเข้าถึงเทคโนโลยีหรือฐานลูกค้าของเพื่อนได้ทันที เป็นการติดปีกให้ธุรกิจโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

กลยุทธ์ขยายตลาด
รูปภาพจาก: Jbhifi

ตัวอย่างเช่น Samsung x Gemini ครับ ในการเปิดตัว Galaxy S24 Series ทาง Samsung รู้ดีว่าเทรนด์ AI มาแรง แต่จะสร้าง AI ของตัวเองให้ฉลาดล้ำในเวลาสั้น ๆ นั้นยากมาก Samsung จึงเลือกจับมือกับ Google เพื่อนำ Gemini AI เข้ามาเป็นสมองของระบบ Galaxy AI ทันที ผลลัพธ์คือ Win-Win ทั้งคู่ครับ Samsung ได้ฟีเจอร์ AI สุดล้ำไปเป็นจุดขาย ส่วน Google ก็ได้ขยายฐานผู้ใช้ AI ไปสู่ผู้ใช้งานมือถือ Samsung นับล้านคนทั่วโลก

7. Diversification ใช้ของใหม่กระจายความเสี่ยงสู่ตลาดใหม่

นี่คือขั้นสุดของการขยายตัวครับ คือ การทำของใหม่ ในตลาดใหม่ (New Product in New Market) เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้าง New S-Curve ใหม่ให้กับบริษัท เป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยงสูงที่สุด แต่ถ้าทำสำเร็จ ผลตอบแทนจะมหาศาลและช่วยกู้ชีพบริษัทได้เลย

กลยุทธ์ขยายตลาด
รูปภาพจาก: Starbucks

ตัวอย่างชัด ๆ คือ Starbucks ที่ไม่ได้หยุดแค่การขายกาแฟหน้าร้าน แต่ Diversify เข้าสู่ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) เต็มตัวด้วยการทำกาแฟพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink) วางขายในร้านสะดวกซื้อ เพื่อจับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เน้นความสะดวก ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับคนที่นั่งชิลในร้านนั่นเองครับ

สรุป 7 กลยุทธ์ขยายตลาด เพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่ เมื่อธุรกิจเริ่มถึงจุดอิ่มตัว

ไม่ใช่ทุกท่าที่เหมาะกับทุกคน… กลยุทธ์ขยายตลาด ไม่ใช่สมการที่มีคำตอบเดียวนะครับ การเลือกกลยุทธ์ที่ผิดอาจเปลี่ยน “โอกาสทอง” ให้กลายเป็น “วิกฤต” ได้ สิ่งสำคัญที่สุดก่อนก้าวออกจาก Comfort Zone คือการกลับมา Audit ธุรกิจตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า “ธุรกิจเรามีความพร้อมหรือไม่”

AI Generated by Nano Banana Pro
  • ถ้ามั่นใจใน “ระบบการจัดการ” ที่เป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว… Franchising อาจเป็นคำตอบ
  • ถ้าจุดแข็งคือ “ช่องทางขาย” หรืออยากอัปเกรดสินค้า… ลองมอง Licensing (แบบ Miniso)
  • แต่ถ้ามั่นใจว่า “สินค้า” ดีจริงแค่คนในพื้นที่เริ่มเบื่อ… การทำ Market Development พาของดีไปหาคนใหม่ ๆ คือทางออกครับ

และไม่ว่าจะเลือกใช้กลยุทธ์ไหน สิ่งที่ต้องระวังให้จงหนักคือ กับดักการแย่งลูกค้ากันเอง (Cannibalization) ที่อาจทำให้รายได้รวมเท่าเดิมแต่ต้นทุนสูงขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว อย่าขยายธุรกิจเพียงเพราะความกลัวตกขบวน  แต่ต้องขับเคลื่อนทุกก้าวด้วยข้อมูลที่ชัดเจนว่ามี Demand รออยู่จริง ครับ

Source, Source

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

Marketing Content Creator and Data Insight Researcher

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *