ในยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่เราพยายามทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่เป็น “ความจำเป็น ” หรือเป็นสิ่งที่ต้องทำสำหรับนักการตลาดทุกคน และหากเรายังคงใช้เครื่องมือและวิธีการแบบเดิมๆ ในการวิเคราะห์ Customer Journey Map เพื่อทำความเข้าใจลูกค้า เราอาจกำลังพลาดโอกาสสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพราะเราอาจช้าไปหนึ่ง Step ในโลกแห่ง Data Marketing และ Generative AI
เพื่อนๆ ลองจินตนาการถึงเครื่องมือที่สามารถช่วยเราเจาะลึกทุกรายละเอียดของ Customer Journey ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการรับรู้ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ และแม้กระทั่งประสบการณ์หลังการขาย เครื่องมือที่สามารถวิเคราะห์อารมณ์และความรู้สึกของลูกค้าในทุก Touchpoint และช่วยให้เราระบุโอกาสในการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experiences) ได้อย่างแม่นยำ แถมยังรวดเร็วมากๆ
และเครื่องมือที่ว่านั้นคือ “ChatGPT” (หรือ Generative AI Chatbot อื่นๆ เช่น Gemini หรือ Deepseek) ด้วยความสามารถในการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทำให้ ChatGPT จะมาเป็นผู้ช่วยที่ทำให้เราสามารถสร้าง Customer Journey Map ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งกว่าที่เราเคยทำผ่านมา
ในบทความนี้ นิกจะพาทุกท่านไปสำรวจวิธีการใช้ ChatGPT ในการสร้าง Customer Journey Map แบบ step-by-step พร้อม Prompts ที่จะช่วยให้นักการตลาดอย่างพวกเราดึงศักยภาพของ Generative AI นี้ออกมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Let’s move forward to,, โลกแห่งการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย Big data และ Generative AI กันค่ะ =>>>
source: https://mapp.com/blog/customer-journey-map-ultimate-guide/
#1 แผนผังเส้นทางของผู้บริโภค: Customer Journey Map คืออะไร?
อันดับแรกเรามาทำความเข้าใจกันก่อนนะคะว่า “Customer Journey Map” หรือ “แผนผังเส้นทางของผู้บริโภค ” คืออะไร
ซึ่งแผนผังเส้นทางของผู้บริโภค ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญมากๆ สำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับประสบการณ์ของลูกค้า โดยพื้นฐานแล้ว แผนผังนี้คือการแสดงภาพรวมของขั้นตอนต่างๆ ที่ลูกค้าต้องพบเจอในขณะที่มีการโต้ตอบกับแบรนด์ ตั้งแต่การรับรู้ถึงความต้องการ การพิจารณาทางเลือก การตัดสินใจซื้อ ไปจนถึงการใช้งาน และบริการหลังการขาย
ดังนั้นการทำแผนผังเส้นทางนี้ไม่ใช่เพียงแค่การจดบันทึกว่าลูกค้าทำอะไรบ้างเท่านั้นค่ะ แต่ยังรวมถึงการทำความเข้าใจด้วยว่าลูกค้าของเรารู้สึกอย่างไรในแต่ละขั้นตอน เพราะการวิเคราะห์อารมณ์และความรู้สึกของลูกค้าจะช่วยให้เรามองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนในกระบวนการให้บริการ ทำให้สามารถปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นได้^^
นอกจากนี้การทำแผนผังเส้นทางของผู้บริโภคยังมีประโยชน์อย่างสำหรับการระบุโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ เมื่อธุรกิจเข้าใจว่าลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์อย่างไรในแต่ละจุดสัมผัส (Touchpoint) จะทำให้เราสามารถค้นพบช่องทางใหม่ๆ ในการเพิ่มมูลค่า และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ และการทำแผนผังยังช่วยให้แบรนด์สามารถปรับปรุง Customer Experience ได้อย่างตรงจุด โดยการแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่ลูกค้า(อาจ)พบเจอในระหว่างการใช้งาน ซึ่งการปรับปรุงเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า แต่ยังส่งผลให้เกิด Brand Royalty ในระยะยาวอีกด้วย 🙂
และอีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญมากๆ ของการทำแผนผังเส้นทางของผู้บริโภค คือการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนผังจะช่วยให้พวกเราเข้าใจได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร คาดหวังอะไร และที่สำคัญคือ “มีแนวโน้มที่จะทำอะไรในอนาคต” ความเข้าใจนี้เองค่ะ ที่เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างกลยุทธ์การตลาด และการบริการลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการทำแผนผังเส้นทางฯ จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือในการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตและความสำเร็จในอนาคตด้วย ^____^. สรุปนะคะว่า =>>
แผนผังเส้นทางของผู้บริโภคคือการสร้างภาพแสดงว่าลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของเราอย่างไร และ Touchpoint กับแบรนด์อยู่ทีไหนบ้าง
แผนผังฯ นี้ช่วยให้เราค้นพบโอกาสในการเติบโต ปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า และเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค
การทำแผนผังเส้นทางฯ ช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น และสร้างประสบการณ์แบบ Personalized ในทุกจุดของ Touchpoint
#2 องค์ประกอบของ Customer Journey Map
เพื่อให้ทุกท่านเข้าใจส่วนประกอบสำคัญของแผนผังเส้นทางของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น เราจะมาขยายความแต่ละส่วนเพิ่มเติมพร้อมๆ กันดังนี้ค่ะ^^
1. ขั้นตอนต่างๆ ในเส้นทางของลูกค้า:
การรับรู้ (Awareness):
นี่คือจุดเริ่มต้นที่ลูกค้าเริ่มรู้จักแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ของเรา อาจเกิดจากการโฆษณา, การค้นหาออนไลน์, หรือการแนะนำจากเพื่อนหรือครอบครัว
ในขั้นตอนนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างการรับรู้และดึงดูดความสนใจของลูกค้าเป้าหมาย
การพิจารณา (Consideration):
เมื่อลูกค้ารับรู้ถึงแบรนด์ของเราแล้ว ลูกค้าจะเริ่มพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราตอบโจทย์ความต้องการหรือไม่
ในขั้นตอนนี้ ลูกค้าจะทำการเปรียบเทียบข้อมูล, อ่านรีวิว, และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
การตัดสินใจ (Decision):
นี่คือขั้นตอนที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการของเรา
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจอาจรวมถึงราคา, คุณภาพ, และประสบการณ์ส่วนบุคคลของลูกค้า
2. จุดสัมผัส (Touchpoints):
คือทุกช่องทางที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์หรือ “สัมผัส” กับแบรนด์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม จุดสัมผัสเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างประสบการณ์ของลูกค้า และส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อและความภักดีต่อแบรนด์ โดยประเภทของจุดสัมผัส มีดังนี้
จุดสัมผัสก่อนการซื้อ ยกตัวอย่างเช่น โฆษณาออนไลน์และออฟไลน์ หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ (Facebook, Instagram, Twitter), เว็บไซต์ของบริษัทบล็อก และบทความรีวิวออนไลน์, การค้นหาใน Google, การบอกต่อจากเพื่อนหรือครอบครัว
จุดสัมผัสระหว่างการซื้อ ยกตัวอย่างเช่น ร้านค้า (หน้าร้าน) หรือ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ, พนักงานขาย, แอปพลิเคชันมือถือ หรือช่องทางการชำระเงิน
จุดสัมผัสหลังการซื้อ ได้แก่ บริการลูกค้า (โทรศัพท์, อีเมล, แชท), การติดตามผลหลังการขาย, โปรแกรมสะสมคะแนน, อีเมลแจ้งข่าวสาร, การรีวิวสินค้า/บริการการ และการรับประกันสินค้า
ความสำคัญของจุดสัมผัส:
สร้างความประทับใจแรก: จุดสัมผัสแรกที่ลูกค้ามีกับแบรนด์ของคุณสามารถสร้างความประทับใจที่ดีหรือไม่ดีก็ได้
สร้างประสบการณ์ที่สอดคล้องกัน: ลูกค้าคาดหวังประสบการณ์ที่สอดคล้องกันในทุกจุดสัมผัส
สร้างความภักดี: ประสบการณ์ที่ดีในทุกจุดสัมผัสจะช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์
รวบรวมข้อมูล: จุดสัมผัสเป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า
เพิ่มยอดขาย: การปรับปรุงจุดสัมผัสสามารถเพิ่มยอดขายและรายได้
การจัดการจุดสัมผัส:
ระบุจุดสัมผัสทั้งหมดที่ลูกค้ามีกับแบรนด์ของเรา
วิเคราะห์ประสบการณ์ของลูกค้าในแต่ละจุดสัมผัส
ปรับปรุงจุดสัมผัสที่สร้างประสบการณ์ที่ไม่ดี
สร้างประสบการณ์ที่สอดคล้องกันในทุกจุดสัมผัส
ติดตามและวัดผลประสิทธิภาพของจุดสัมผัส
ซึ่งการเข้าใจและจัดการจุดสัมผัสอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ของเรานั่นเองค่ะ^^
3. อารมณ์และความรู้สึก:
การทำความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของลูกค้าในแต่ละขั้นตอนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการวิเคราะห์อารมณ์เหล่านี้ช่วยให้เราสามารถระบุปัญหาและโอกาสในการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าได้ โดยตัวอย่างอารมณ์และความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้นระหว่าง Journey ของลูกค้ามีดังนี้
ความพึงพอใจ
ความไม่พอใจ
ความคาดหวัง
ความกังวล
ความเชื่อมโยงของส่วนประกอบต่างๆ:
ส่วนประกอบเหล่านี้เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
ขั้นตอนต่างๆ ในเส้นทางของลูกค้าจะเกิดขึ้นผ่านจุดสัมผัสต่างๆ
และในแต่ละจุดสัมผัส ลูกค้าจะมีความรู้สึกและอารมณ์ที่แตกต่างกัน
การทำความเข้าใจความเชื่อมโยงเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจสร้างแผนผังเส้นทางของผู้บริโภคที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ
โดยสรุปแล้ว การทำความเข้าใจส่วนประกอบเหล่านี้อย่างละเอียด จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างแผนผังเส้นทางของผู้บริโภคที่แม่นยำ และนำไปใช้ในการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ^^
#3 วิธีใช้ ChatGPT สำหรับสร้าง Customer Journey Map
เมื่อทุกท่านเข้าใจในหลักการและองค์ประกอบของแผงผังเส้นทางผู้บริโภคแล้ว ก็มาถึงส่วนสำคัญของบทความนี้ค่ะ นั่นคือการใช้ ChatGPT ในการช่วยเราสร้างแผนผังนี้ออกมาแบบ Step by step ซึ่งทุกท่านสามารถทำตามได้เลย 10 ขั้นตอนดังนี้ =>>
รวบรวมข้อมูล: ใช้ ChatGPT ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจากแหล่งต่างๆ เช่น แบบสำรวจ, ตั๋วสนับสนุน, และความคิดเห็น ส่งเสริมให้ ChatGPT สร้างคำถามสำหรับการสัมภาษณ์ลูกค้าและกลุ่มโฟกัสเพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ
Prompt: “ช่วยฉันสร้างรายการคำถามสำหรับการสัมภาษณ์ลูกค้าเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขาในการซื้อผลิตภัณฑ์ [ชื่อผลิตภัณฑ์] ของเรา คำถามควรครอบคลุมถึงประสบการณ์ก่อน ระหว่าง และหลังการซื้อ”
Prompt: “ช่วยฉันวิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้าจาก [แหล่งที่มา] เพื่อระบุประเด็นสำคัญที่ลูกค้าพูดถึงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ [ชื่อผลิตภัณฑ์] ของเรา” ==>> จากตรงนี้ ChatGPT จะถามเราว่า “คุณต้องการให้ช่วยสรุปข้อมูลหรือทำตัวอย่างจากแหล่งข้อมูลจริงที่คุณมีไหม?” ซึ่งถ้าเรามีข้อมูลก็สามารถอัพโหลดข้อมูลของเราเข้าไปได้เลยค่ะ ==>> และถ้าอัพโหลดแล้วก็ไปที่ข้อ 2 ได้เลย
2. สร้าง Customer Personas: ใช้ ChatGPT ช่วยสร้าง Customer Personas ที่ละเอียดขึ้นตามข้อมูลประชากรศาสตร์และจิตวิทยา ใช้ AI ในการวิเคราะห์แรงจูงใจ ความชอบ และพฤติกรรมของลูกค้าที่มีอิทธิพลต่อเส้นทางของพวกเขา
Prompt: “จากข้อมูลลูกค้าที่ฉันให้มา ช่วยฉันสร้าง Customer Persona ที่ละเอียด โดยระบุข้อมูลประชากรศาสตร์ พฤติกรรม และแรงจูงใจของพวกเขา”
Prompt: “ช่วยฉันวิเคราะห์ว่า Customer Persona [ชื่อ Persona] มีแนวโน้มที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของเราอย่างไรในช่องทางต่างๆ”
3. ทำแผนผังจุดสัมผัสของผู้บริโภค: ให้ ChatGPT รายการจุดสัมผัสที่เป็นไปได้ทั้งหมดของลูกค้ากับแบรนด์ของคุณในช่องทางต่างๆ ทำงานร่วมกับ ChatGPT เพื่อจัดลำดับความสำคัญของจุดสัมผัสตามผลกระทบต่อประสบการณ์ของลูกค้า
Prompt: “ช่วยฉันสร้างรายการจุดสัมผัสทั้งหมดที่ลูกค้ามีกับแบรนด์ของเราในระหว่างกระบวนการซื้อ [ชื่อผลิตภัณฑ์]”
Prompt: “ช่วยฉันจัดลำดับความสำคัญของจุดสัมผัสเหล่านี้ตามผลกระทบต่อประสบการณ์ของลูกค้า”
4. ร่างขั้นตอนของเส้นทางผู้บริโภค: ใช้ ChatGPT เพื่อกำหนดขั้นตอนหลักของเส้นทางของผู้บริโภค เช่น การรับรู้, การพิจารณา, การซื้อ, และความภักดี ให้ ChatGPT อธิบายการกระทำที่ลูกค้าทำในแต่ละขั้นตอนและช่องทางที่พวกเขาใช้
Prompt: “ช่วยฉันกำหนดขั้นตอนหลักของเส้นทางผู้บริโภคสำหรับการซื้อ [ชื่อผลิตภัณฑ์] ของเรา”
Prompt: “ช่วยฉันอธิบายว่าลูกค้าทำอะไรในแต่ละขั้นตอนและช่องทางที่พวกเขาใช้”
5. ระบุอารมณ์และจุดอ่อนของลูกค้า: ขอให้ ChatGPT ช่วยเขียนบทสนทนาที่สำรวจความรู้สึกสูงสุดและต่ำสุดที่ลูกค้าอาจประสบ ใช้ ChatGPT เพื่อตั้งสมมติฐานความผิดหวังหรืออุปสรรคทั่วไปของลูกค้าในเส้นทาง
Prompt: “ช่วยฉันเขียนบทสนทนาที่สำรวจความรู้สึกสูงสุดและต่ำสุดที่ลูกค้าอาจประสบในระหว่างการซื้อ [ชื่อผลิตภัณฑ์]”
Prompt: “ช่วยฉันตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับความผิดหวังหรืออุปสรรคทั่วไปที่ลูกค้าอาจพบในเส้นทางของพวกเขา”
6. วิเคราะห์โอกาส: แนะนำให้ ChatGPT แนะนำการปรับปรุงหรือโอกาสในแต่ละขั้นตอนของเส้นทาง ร่วมมือกับ ChatGPT เพื่อระดมความคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า
Prompt: “ช่วยฉันแนะนำการปรับปรุงหรือโอกาสในแต่ละขั้นตอนของเส้นทางผู้บริโภค”
Prompt: “ช่วยฉันระดมความคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า”
7. สร้างภาพให้เห็นถึงเส้นทาง: สั่งให้ ChatGPT ช่วยร่างเรื่องราวหรือสตอรี่บอร์ดที่สรุปเส้นทางของลูกค้า ใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อแจ้งการออกแบบแผนผังเส้นทางที่มองเห็นได้โดยใช้เครื่องมือหรือซอฟต์แวร์อื่นๆ
Prompt: “ช่วยฉันร่างเรื่องราวหรือสตอรี่บอร์ดที่สรุปเส้นทางของผู้บริโภคสำหรับการซื้อ [ชื่อผลิตภัณฑ์]”
Prompt: “ช่วยฉันสร้างคำอธิบายสำหรับภาพแผนผังเส้นทางของผู้บริโภค”
8. ตรวจสอบและปรับปรุง: ยืนยันความถูกต้องของแผนผังเส้นทางของคุณด้วยข้อมูลจริงหรือข้อเสนอแนะจากลูกค้า ใช้ ChatGPT เพื่อปรับปรุงแผนผังเส้นทางเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อคุณรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลใหม่ๆ
Prompt: “ช่วยฉันวิเคราะห์ข้อมูลใหม่จาก [แหล่งที่มา] เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของแผนผังเส้นทางของผู้บริโภคของฉัน”
Prompt: “ช่วยฉันปรับปรุงแผนผังเส้นทางของผู้บริโภคของฉันตามข้อมูลเชิงลึกใหม่”
9. นำไปใช้: พัฒนากลยุทธ์ตามแผนผังเส้นทางเพื่อแก้ไขจุดอ่อนและใช้ประโยชน์จากโอกาส ประเมินการเปลี่ยนแปลงที่คุณทำอย่างต่อเนื่องและผลกระทบต่อประสบการณ์ของลูกค้า
Prompt: “ช่วยฉันพัฒนากลยุทธ์การตลาดตามแผนผังเส้นทางของผู้บริโภคของฉัน”
Prompt: “ช่วยฉันวัดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงที่ฉันทำต่อประสบการณ์ของลูกค้า”
10. แบ่งปันข้อมูลเชิงลึก: ใช้ ChatGPT ช่วยเตรียมการนำเสนอหรือรายงานเพื่อสื่อสารข้อมูลของคุณไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกทีมที่เกี่ยวข้องเข้าใจแผนผังเส้นทางและวิธีการที่แผนผังนี้ส่งผลต่อบทบาทของพวกเขา
Prompt: “ช่วยฉันเตรียมการนำเสนอเพื่อสื่อสารข้อมูลเชิงลึกจากแผนผังเส้นทางของผู้บริโภคของฉันไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย”
Prompt: “ช่วยฉันสร้างเอกสารที่อธิบายว่าแผนผังเส้นทางของผู้บริโภคส่งผลต่อบทบาทของแต่ละทีมอย่างไร”
!! ป.ล. ทั้งนี้ทุกท่านสามารถปรับเปลี่ยน Prompts ให้ตรงกับความต้องการและสถานการณ์เฉพาะของแบรนด์ตัวเองเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่เหมาะสมจาก ChatGPT ได้เลยนะคะ^^
ส่วนถ้าเพื่อนๆ ท่านไหนต้องการดูตัวอย่าง Conversation สามารถดูได้ที่ URL นี้ค่ะ=> https://chatgpt.com/share/67b9ed6e-8700-8013-bc13-4d366fb16dfe
Last but not Least..
สุดท้าย (แต่ไม่ท้ายสุด) นิกเชื่อว่าทุกท่านน่าจะเห็นตรงกันว่า ChatGPT หรือ Generative AI อื่นๆ ไม่ใช่แค่เครื่องมือเท่านั้น แต่นับเป็นผู้ช่วยที่ทรงพลังที่จะช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ และขับเคลื่อนธุรกิจของคุณไปข้างหน้า
โดยเฉพาะสำหรับการทำ Customer Journey Map ซึ่งไม่ใช่กิจกรรมที่ทำครั้งเดียวจบ แต่เป็นการเดินทางที่ต้องปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว การใช้ ChatGPT จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะมาเพิ่มผลสัมฤทธิ์ตรงจุดนั้น =>> อนาคตของการตลาดแบบ Data Marketing อยู่ในมือพวกเราทุกคนค่ะ มาใช้พลังของ Genrative AI เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และสร้างความแตกต่างในโลกธุรกิจ แล้วคุณจะพบว่าขีดจำกัดเดียวของเราคือจินตนาการของเราเอง
————Let’s go to the next era o-f marketing ————–