สวัสดีครับทุกคน ท่ามกลางโลกการทำงานที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยความกดดัน วันนี้ผมขอพาทุกคนมาหยุดพักหายใจ และสำรวจจิตใจตัวเองผ่านเซสชันที่ฮีลใจที่สุดในงาน People Performance Conference 2026 ภายใต้ธีม Year of Real Life สร้างชีวิตที่แท้จริง ใน Session ดูแลกายใจ ฉบับวัยเดอะแบก จาก พี่เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ และ พี่นุ่น สินิทธา บุญยศักดิ์ มาเป็นร่วมถ่ายทอดมุมมอง โดยมีคุณแพรว ปารัณ รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ
เซสชันนี้ได้เจาะลึกถึงสิ่งที่คนยุคนี้ต้อองแบกรับ และวิธีหาความพอดีให้กับชีวิตครับ และผมจะขออาสานำความรู้ในเซสชั่นนี้มาสรุปให้ทุกคนได้อ่านกันครับกับบทความ ถอดรหัส ถอดรหัส Selfcare ปี 2026 ดูแลกายใจ ฉบับวัยเดอะแบก เมื่อการอนุญาตให้อ่อนแอ คือจุดเริ่มต้นของความเข้มแข็ง
People Pleaser เมื่อเราแบกความคาดหวังจนลืมตัวเอง
พี่เขื่อนได้เปิดประเด็นที่กระแทกใจเดอะแบกหลาย ๆ ว่าปัญหาที่หนักที่สุดของคนทำงานยุคนี้ อาจไม่ใช่งานที่ล้นมือ แต่คือการเผลอไปแบกความคาดหวังของคนรอบข้างเอาไว้จนไม่รู้ตัว จนตกลงไปในสภาวะที่เรียกว่า “People Pleaser” คนกลุ่มนี้คือผู้ที่โหยหาการยอมรับ โดยมีความเชื่อว่าเราจะมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อทำให้คนอื่นพอใจก่อน ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมและความรู้สึกที่น่าอึดอัดครับ
เพื่อแลกกับการเป็นที่รักและเป็นที่ยอมรับ คนที่เป็น People Pleaser มักจะกดดันตัวเองให้ต้องเพอร์เฟกต์อยู่ตลอดเวลา พวกเขาปฏิเสธคนไม่เป็น และปิดกั้นตัวเอง โดยบอกตัวเองว่า ห้ามอ่อนแอ ห้ามพลาด และห้ามแสดงความอ่อนโยน เพราะกลัวว่าถ้าแสดงมุมเปราะบางออกมา คนอื่นจะมองว่าเขาไม่เก่ง
ผลที่ตามมาคือความบอบช้ำทางจิตใจครับ เพราะต่อให้คนกลุ่มนี้จะทุ่มเททำงานหนักแค่ไหน สร้างผลงานได้โดดเด่น หรือปั่น KPI ทะลุเป้าเท่าไหร่ลึก ๆ ในใจพวกเขาก็จะยังถูกหลอกหลอนด้วยความรู้สึกที่ว่า “เรายังเก่งไม่พอ” หรือ “เรายังดีไม่พอ” อยู่ดี เพราะเส้นชัยที่เขาวิ่งตาม ไม่ใช่ความสุขของตัวเอง แต่เป็นมาตรฐานที่คนอื่นขีดเอาไว้ให้ครับ
เปลี่ยนเข็มทิศชีวิตให้ความหมายนำหน้าความสุข
เราถูกปลูกฝังมาตลอดครับว่าเป้าหมายสูงสุดของการมีชีวิตคือการมีความสุข แต่พี่เขื่อนได้ชวนเราตั้งคำถามครับว่า การเอาความสุขเป็นตัวนำทางเพียงอย่างเดียว อาจเป็นสิ่งทำให้เราเปราะบางกว่าเดิม ธรรมชาติของความสุขคือสิ่งที่เข้ามาแล้วก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว มันเหมือนกราฟที่พุ่งขึ้นแล้วก็ต้องตกลงมา หากเราเซ็ตเข็มทิศชีวิตโดยยึดความสุขเป็นที่ตั้งเพียงอย่างเดียว วันไหนที่เจอปัญหาหรือความเหนื่อยล้าเข้ามา เราจะสูญเสียที่ยึดเหนี่ยว และเกิดอาการ Burnout ได้ง่ายมาก และมักจะจบลงด้วยการแก้ปัญหา เช่น การลาออกเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ หรือการเปลี่ยนคนรักเพียงเพราะรู้สึกว่าสปาร์คจอยน้อยลงเพื่อวิ่งตามหาความสุขชั่วคราวครั้งใหม่ที่ไม่รู้จบครับ
ในทางกลับกัน หากเราลองเปลี่ยนแกนหลักของชีวิตจากการถามตัวเองว่า “ทำแบบไหนถึงจะมีความสุข?” มาเป็น “เรากำลังทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร?” ชีวิตเราจะมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นมากครับการใช้ความหมายนำทาง จะทำหน้าที่เป็นสมอเรือที่คอยยึดเราไว้ในวันที่พายุโหม ต่อให้วันนี้จะเป็นวันที่งานหนักล้นมือ เหนื่อย ท้อแท้ หรือโดนหัวหน้าด่า เราก็จะไม่แตกสลายง่าย ๆ เพราะลึก ๆ แล้วเรารู้ว่า ปลายทางของความทุ่มเทและความเหนื่อยยากในวันนี้ มันมีคุณค่า และมีความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่ารออยู่ครับ
สัญญาณเตือนจากร่างกายและ Quiet Moment
คุณเคยเป็นไหมครับ? ทั้งที่สมองยังบอกว่าสู้ไหวแต่ร่างกายกลับเริ่มมีอาการแปลก ๆ เมื่อเราแบกรับความเครียดจนเกินลิมิต ร่างกายและจิตใจจะเริ่มส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ผ่านพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปครับ เช่น จากคนที่เคยหัวถึงหมอนแล้วหลับสบาย กลับกลายเป็นคนหลับยาก หรือสะดุ้งตื่นกลางดึก จากคนที่เคยเอ็นจอยกับการกิน ก็เริ่มรู้สึกว่าอาหารจานโปรดจืดชืดและไม่อร่อยเหมือนเดิม
ในประเด็นนี้ พี่นุ่น ได้เสริมครับว่า อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการคิดไปเอง แต่มันเกี่ยวกับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัย ยิ่งเมื่อถูกกระตุ้นด้วยความเครียดสะสม มันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการนอนหลับของเราครับ
เพื่อกู้คืนสมดุลของร่างกายและจิตใจให้กลับมาเข้าที่ พี่นุ่นได้แนะนำ 2 ทริคในการเริ่มต้นวันใหม่ที่ทำได้ง่าย ๆ ครับช่วงเวลาประมาณ 8:30 – 9:00 น. ลองหาเวลาเดินออกไประเบียงหรือหน้าบ้าน เพื่อรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าสักพักครับ แสงแดดจะเป็นตัวส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าเช้าแล้วนะซึ่งกลไกนี้จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวในตอนกลางวัน และส่งผลให้เราหลับสนิทได้ง่ายขึ้นในตอนกลางคืนครับ
และก่อนที่จะหยิบมือถือมาเช็กอีเมล หรือไถโซเชียลมีเดีย ลองตื่นให้เช้าขึ้นอีกนิด เพื่อมอบช่วงเวลา Quiet Moment ให้กับตัวเองครับ มันคือการนั่งนิ่ง ๆ ดื่มด่ำกับกาแฟสักแก้ว เพื่อเป็นการรวบรวมสติ จัดระเบียบความคิด และอนุญาตให้ตัวเองได้หายใจลึก ๆ ก่อนที่จะต้องออกไปพุ่งชนกับปัญหาและความวุ่นวายตลอดทั้งวัน
การขอความช่วยเหลือคือพลังวิเศษของมนุษย์
ในโลกความเป็นจริง มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาพร้อมพลังวิเศษในการล่องหน หรือมีเวทมนตร์ในการอ่านใจใครได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้หรอกครับว่าเรากำลังเจ็บปวด ถ้าเราไม่พูดมันออกมา แต่สิ่งที่เราทุกคนมีเหมือนกัน และถือเป็นพลังวิเศษที่ทรงพลังที่สุดนั่นก็คือการสื่อสารและความกล้าที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอ แต่เป็นทักษะชีวิต ที่สำคัญที่สุดที่เราควรพกติดตัวไว้ครับ
อีกหนึ่งทริคสำคัญในการรับมือกับความเครียด คือการฝึกแยก “ปัญหา” ออกจาก “อารมณ์” ให้ขาดออกจากกันครับ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเอาความโกรธ ความนอยด์ หรือความน้อยใจ เข้าไปรวมกับปัญหา สถานการณ์ทุกอย่างจะยิ่งซับซ้อนและพังลงเร็วกว่าเดิมสิ่งที่ควรทำคือการฝึกสติให้มองเห็นปัญหาเป็นเพียงสถานการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ค่อย ๆ ก้าวถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อมองภาพกว้าง และหมั่นรีเช็กความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้อารมณ์พัดพาเราจมดิ่งลงไปครับ
พี่เขื่อนได้เปรียบเทียบให้เราเห็นภาพครับว่า เวลาเราปวดฟันเรายังเดินไปคลินิกทำฟัน เวลาตัวร้อนเป็นไข้เรายังไปโรงพยาบาล แล้วทำไมเวลาที่จิตใจของเราป่วย หรือแบกรับความเครียดไม่ไหว เราถึงต้องทนแบกมันเอาไว้คนเดียว? เราทุกคนมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะเดินเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาทางออกให้กับความรู้สึก โดยไม่ต้องรอขออนุญาตใคร ไม่ต้องกลัวคำตัดสิน และไม่ต้องรอให้ถึงจุดที่จิตใจแตกสลายแล้วค่อยไปรักษาครับ
สำหรับผมชอบมากเลยครับ ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งที่แก้ปัญหาได้ทุกเรื่องด้วยตัวคนเดียว การกล้าเดินไปบอกใครสักคนว่า “ช่วยเราหน่อยนะ” คือความกล้า และเป็นพลังวิเศษที่จะช่วยกอบกู้ตัวเราเองให้กลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งครับ
กฎหน้ากากออกซิเจนจงรักและเลือกตัวเองเป็นอันดับแรก
ก่อนจบเซสชัน พี่เขื่อนได้ฝากข้อคิดเอาไว้ครับนั่นคือบทเรียนของการหันกลับมารักตัวเองให้เป็นครับ ต้นไม้จะเติบโตได้ดีก็ต่อเมื่ออยู่ในดินที่เหมาะสม จิตใจคนเราก็เช่นกันครับ หากตระหนักได้ว่าสภาพแวดล้อม ที่ทำงาน หรือความสัมพันธ์รอบตัวในตอนนี้ มันมีแต่จะสูบพลังงานและบั่นทอนจิตใจ หน้าที่ของเราคือการรวบรวมความกล้า แล้วพาตัวเองเดินออกมาครับ อย่าทนฝืนให้ตัวเองเหี่ยวเฉา แต่ออกเดินทางตามหา Community หรือเซฟโซนที่เราสามารถเปล่งประกาย เป็นตัวของตัวเองได้อย่างสบายใจ และรายล้อมไปด้วยคนที่พร้อมจะซัพพอร์ตเราจริง ๆ
ภารกิจแรกและสำคัญที่สุดของชีวิต คือเราต้องเรียนรู้ที่จะรักและโอบกอดตัวเองให้ได้แบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่แก้วน้ำในใจเราถูกเติมจนเต็ม เราก็จะไม่ต้องไปขอความรัก หรือการยอมรับจากใคร เพื่อมาการันตีคุณค่าของตัวเราเองอีกต่อไป
และสุดท้ายหลายคนโดยเฉพาะเดอะแบก มักจะรู้สึกผิดเวลาที่ต้องเลือกตัวเองก่อน แต่พี่เขื่อนได้เปรียบเทียบกับกฎความปลอดภัยบนเครื่องบินได้อย่างเห็นภาพที่สุดครับว่าในยามฉุกเฉิน เราต้องสวมหน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อนเสมอจึงจะหันไปช่วยเหลือคนข้าง ๆ ได้ ชีวิตจริงก็เช่นกันครับ หากตัวเราเองยังขาดอากาศหายใจ เราก็ไม่มีศักยภาพพอที่จะไปโอบอุ้มดูแลใครได้เลย ดังนั้นการเลือกความสุขและสุขภาพจิตของตัวเองก่อน จึงไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวแต่คือความรับผิดชอบที่เรามีต่อตัวเองครับ
บทสรุป ถอดรหัส Selfcare ปี 2026 ดูแลกายใจ ฉบับวัยเดอะแบก เมื่อการอนุญาตให้อ่อนแอ คือจุดเริ่มต้นของความเข้มแข็ง
ท้ายที่สุดแล้ว ท่ามกลางโลกการทำงานที่เราต้องวิ่งแข่งกับเวลาและความคาดหวัง บทเรียนจากเซสชันนี้ได้ดึงเรากลับมาสู่จุดสมดุลของความเป็นมนุษย์ครับเราได้เรียนรู้ว่าการเลิกเป็น People Pleaser ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือจุดเริ่มต้นของการกลับมาเคารพตัวเอง การหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกายและให้เวลากับ Quiet Moment จะช่วยรีเซ็ตสติของเราให้กลับมา การเปลี่ยนเข็มทิศชีวิตไปสู่ความหมาย จะช่วยให้เรายืนหยัดได้ในวันที่พายุกระหน่ำ และที่สำคัญที่สุดการกล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ และให้ความสำคัญกับตัวเองก่อน คือกฎเหล็กของการมีชีวิตรอดครับ
อย่าลืมนะครับว่า ผลงานที่ดีที่สุด ไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรที่ทำงานไม่หยุดพัก แต่เกิดจากมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่รู้จักจังหวะของการวิ่งจังหวะของการพัก และรู้จักที่จะรักตัวเองในทุก ๆ วันครับ
บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ