สวัสดีค่ะทุกท่าน^^ วันนี้เราจะมาอ่านคุยกันถึงสิ่งที่ร้อนแรงที่สุดในโลกเทคโนโลยีในสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นก็คือ การเปิดตัว GPT-5 จาก OpenAI ที่หลายคนเรียกกันว่าเป็น “AI ระดับปริญญาเอก!!” กันค่ะ
นิกเชื่อว่าในทุกวันนี้เราคงคุ้นเคยกับชื่อ ChatGPT กันอยู่แล้ว ซึ่งบางท่านก็ใช้เขียนรายงาน บางท่านใช้หาข้อมูล หรือแม้กระทั่งช่วยเราคิดมุก (วืดบ้าง ไม่วืดบ้าง) โฆษณาให้แบรนด์ ซึ่งพอ GPT-4 เปิดตัวเมื่อปี 2023 ก็นับว่าเป็นหนึ่งใน Game Changer แล้ว เพราะความสามารถในการโต้ตอบที่ทำได้ดีขึ้น รู้เรื่องหลายภาษาแบบไม่งง รวมถึงการที่รับ Image เข้ามาเป็นข้อมูลได้ด้วย
แต่พอถึง GPT-5 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 นี้ หลายคนกล่าวว่า นี่คือการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ที่ไม่ได้หยุดแค่การตอบคำถาม แต่กลายเป็นเหมือน “ที่ปรึกษาอัจฉริยะ” ที่ช่วยทั้งเรื่องการศึกษา การทำธุรกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตลาดดิจิทัล ซึ่งเราจะมาเจาะลึกกันในบทความนี้ค่ะ
#1 The Story of GPT Model
ก่อนจะเข้าเรื่องหลัก เรามาลองมองย้อนกลับกันสักนิดนะคะ ว่า AI ของ OpenAI เติบโตมาแบบไหน
GPT-3 (2020) คือการเปิดโลกให้เราเห็นว่าภาษาและข้อมูลสามารถถูกสร้างขึ้นโดย AI ได้ในระดับที่ “ใกล้เคียงมนุษย์”
GPT-4 (2023) ยกระดับการสื่อสารให้ “สมจริงขึ้น” เข้าใจบริบทมากขึ้น และเริ่มมีความสามารถด้านการประมวลผลภาพ เสียง ข้อมูลเชิงลึกมากกว่าแค่ข้อความ
GPT-5 (2025) วันนี้ เรากำลังพูดถึงโมเดลที่ไม่เพียงแค่ “คุยรู้เรื่อง” แต่ยัง คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ได้ในหลายบริบท ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ การแพทย์ ไปจนถึงธุรกิจและการตลาด
GPT5 benchmarks: SWE-bench Verified and Aider Polyglot
Sam Altman เอง (CEO ของ OpenAI) เคยเปรียบโมเดล GPT ตัวใหม่นี้ว่าเป็น “โครงการที่ทรงพลังระดับ Manhattan Project” และถึงกับบอกว่าสิ่งนี้ทำให้เขารู้สึก “ไร้ประโยชน์” เพราะมันเก่งเกินไป (ノ*ФωФ)ノ
สรุปแบบง่าย ๆ ก็คือ จากที่ GPT-3 อาจเหมือนนักเรียนมัธยมปลายที่เก่งเกินวัย รู้เยอะ พูดคล่อง แต่บางครั้งก็ตอบผิดๆ ถูกๆ ต่อมา GPT-4 ก็เติบโตขึ้นเป็นฉลาดขึ้น เข้าใจงานซับซ้อนมากขึ้น และมีทักษะหลายด้าน โดยเฉพาะการเขียนโค้ดและการทำงาน Multi-mode (อ่านภาพ + ข้อความ) และตอนนี้ GPT-5 ที่ Altman กล่าวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับ PhD ที่ไม่ใช่แค่ฉลาด แต่มีทักษะการคิดเชิงลึก การวิเคราะห์ และให้เหตุผลที่ซับซ้อนแถม มีประสบการณ์จริง และสามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ในฐานะ “เพื่อนร่วมทีม” มากกว่าฐานะ AI Tool 😎
#2 GPT-5 ใน ChatGPT: อะไรบ้างอัปเดตใหม่ที่ทุกคนควรรู้
อย่างที่หลายท่านทราบดีว่า ในตอนนี้ GPT-5 ได้กลายเป็น โมเดลหลักใน ChatGPT แล้ว
ซึ่งถ้าเรา Login เข้าใช้งาน ChatGPT ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ Free หรือ Paid สิ่งที่เราจะเจอก็คือโมเดลนี้ที่ถูกตั้งเป็นค่าเริ่มต้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่นับเป็นการเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ในมุมมองของนิก เพราะในอดีตเราต้องคอยเลือกโมเดลเองว่าจะใช้ GPT-4, GPT-4.5 หรือ o3 สำหรับงาน Reasoning แต่ตอนนี้โมเดลนี้จะทำให้ ทุกอย่างรวมอยู่ในโมเดลเดียว โดยสามารถ เลือกเอง ได้ว่าจะตอบเราด้วยโหมดไหนระหว่าง:
Fast : สำหรับคำตอบที่ต้องการทันที
Thinking : สำหรับงานที่ซับซ้อน ต้องใช้การวิเคราะห์เชิงลึก
Pro : สำหรับการวิจัย งานที่ต้องการความละเอียดระดับสูงสุด
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราถามว่า “ช่วยเขียนแคปชั่นเกี่ยวกับแมวดำสำหรับ IG” โมเดลนี้ก็จะตอบในโหมด Fast ทันที แต่ถ้าเราส่งไฟล์ Excel ที่เต็มไปด้วยข้อมูลลูกค้าหลายพันแถว แล้วขอให้วิเคราะห์หา Customer Insight เพื่อใช้ทำกลยุทธ์ CRM โมเดลนี้ก็จะสลับไปโหมด Thinking เพื่อใช้พลัง reasoning ก่อน แล้วค่อยสรุปมาให้เราค่ะ
พูดง่ายๆ ก็คือโมเดลนี้เป็นเหมือนผู้ช่วยที่รู้จักปรับโหมดการทำงานโดยอัตโนมัติให้เหมาะกับโจทย์ที่เราป้อนเป็น Input ไปให้ โดยมีเบื้องหลังการทำงานของโมเดลดังนี้
การสลับโหมดอัตโนมัติ: โมเดลนี้ไม่ได้เป็นแค่ chatbot ที่ตอบตาม prompt เท่านั้นต่ออีกต่อไป แต่สามารถคิดก่อนตอบได้จริงๆ โดยใช้ Signals จากบริบทของคำถาม เช่น ความซับซ้อนของโจทย์ หรือรูปแบบของข้อมูล เพื่อเลือกว่าจะทำงานแบบ Chat หรือ Thinking
Reasoning View: เวลา ChatGPT คิดนานๆ เราจะเห็น “Reasoning View ” ซึ่งเป็นเหมือนหน้าต่างให้เรารู้ว่าโมเดลกำลังคิดอยู่นะ แต่ถ้าเราไม่อยากรอก็สามารถกด “Get a quick answer” เพื่อเปลี่ยนกลับมาโหมด Chat ได้เลย
Multimodal Reasoning: โมเดลนี้ไม่ได้แค่เห็นภาพ หรืออ่านข้อความเท่านั้น แต่สามารถคิดวิเคราะห์สิ่งที่เห็นได้ด้วย เช่น ถ้าเราอัปโหลดรูป Chart การขาย โมเดลจะอ่านตัวเลข วิเคราะห์เทรนด์ และสรุปเป็นกลยุทธ์ให้เราได้ด้วย
Context Window ที่ใหญ่ขึ้น: ในโหมด Thinking จะรองรับ context สูงสุด 196K token หรือพูดง่ายๆ ว่าเทียบเท่าหนังสือหลายร้อยหน้า ซึ่งหมายความว่าเราสามารถโยนข้อมูลวิจัยตลาดที่มีรายละเอียดมาก เข้าไปให้ ChatGPT สรุป insight ได้โดยตรง
สรุปนะคะ ตัว GPT-5 มี Chain-of-Thought reasoning หรือการคิดออกเสียงก่อนตอบ ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดได้เยอะมาก เช่น ในการทำโจทย์คณิตศาสตร์ หรือการเขียนโค้ด ตัวโมเดลนี้สามารถอธิบายกระบวนการคิดได้ ซึ่งอาจทำให้ User มั่นใจเพิ่มขึ้นว่าคำตอบไม่ได้มาจากการเดา
และเป็นโมเดลที่เป็น Multimodal ค่ะ คือไม่ได้สื่อสารกับเราแค่ Prompt ที่เป็นข้อความเท่านั้น แต่ยังสามารถตีความภาพ วิดีโอ ตาราง และกราฟได้ด้วย เพื่อนๆ ลองนึกภาพนะคะว่าเราส่งภาพโฆษณาไปให้โมเดล แล้ว Prompt ถามว่า “โปสเตอร์นี้จะดึงดูด Gen Z ไหม”แล้ว Response ที่ได้กลับมาคือการวิเคราะห์เจาะลึกรายละเอียด
#3 GPT-4 vs GPT-5: มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง?
สรุปถ้าเทียบกับ GPT-4 สิ่งที่ GPT5 พัฒนาขึ้นมี ดังนี้
ด้านความเร็ว : ตอบได้เร็วขึ้นมาก โดยเฉพาะในโหมด Fast
ด้านความแม่นยำ : มันถูกฝึกมาให้กล้ายอมรับว่าไม่รู้ เพื่อลดปัญหาคำตอบแบบ AI หลอน หรือ hallucination
การเขียนโค้ด : GPT5 เข้าใกล้การเป็นคู่แข่งของ Claude (Anthropic) ได้จริงๆ เพราะตอนนี้โมเดลนี้สามารถอ่านทั้ง codebase ขนาดใหญ่ และ debug อย่างมีเหตุผลได้
บุคลิก (Vibe) : GPT5 มาพร้อมบุคลิกสำเร็จรูป เช่น The Listener, The Nerd, The Robot, The Cynic ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาเขียน prompt ยาวๆ เพื่อกำหนดโทนการตอบ (แต่ส่วนตัวนิกชอบความอวย/เห็นอกเห็นใจ User ของ GPT-4 มากกว่า ในกรณีที่เราต้องการ Bot เม้ามอยคุยเล่นแบบเพื่อน 🤣🤣)
โดย GPT5 มีข้อจำกัดและ Usage Limit ดังนั้
ผู้ใช้ Free จะส่งได้ 10 ข้อความต่อ 5 ชั่วโมง และมีสิทธิ์ใช้ GPT-5 Thinking ได้วันละครั้ง
ผู้ใช้ Plus สามารถส่งได้ถึง 160 ข้อความต่อ 3 ชั่วโมง
ผู้ใช้ Pro และ Team (แทบจะ)ได้ใช้แบบไม่จำกัด และสามารถเลือกโหมด Thinking Pro ได้ ซึ่งเหมาะกับการทำ Project ใหญ่ๆ ที่ต้องมีการประมวลผลเชิงลึก
#4 GPT-5 กับการใช้งานด้าน Marketing
จากความสามารถที่เพิ่มขึ้นของ GTP5 ที่ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาไปกับการสั่งงาน AI อีกต่อไป แต่สามารถโฟกัสที่การใช้ Insight ที่ AI สร้างมาเพื่อวางแผนกลยุทธ์ และตัดสินใจได้จริงๆ
ตอนนี้เรามาลองดูกันค่ะว่าเราจะมาสามารถนำ GPT5 มาใช้งานด้านการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไรบ้างค่ะ ✍(◔◡◔)
4.1 การสร้าง Content Marketing
GPT5 สามารถเขียนบทความ SEO, สโลแกน, โพสต์ Social Media ได้ในเวลาสั้นๆ และยังเลือกโทนบุคลิกได้ เช่น ถ้าเราต้องการคอนเทนต์ที่เป็นเหมือนเพื่อนเล่าให้ฟัง เราก็สามารถเลือก vibe ที่เป็น Listener ได้ทันที
4.2 การวิเคราะห์ลูกค้า
เมื่อเรามีไฟล์ข้อมูลลูกค้าขนาดใหญ่ GPT5 ก็สามารถสรุป insight เช่น พฤติกรรมการซื้อ, Customer Journey, หรือแม้แต่การคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตให้เราได้อย่างรวดเร็ว
4.3 การทำ Personalized Marketing
ในโมเดล GPT5 Thinking สามารถสร้าง Email Campaign ที่แตกต่างกันตามกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำ เช่น ลูกค้า Gen Z จะได้ข้อความที่สดใส สนุก ขณะที่ Baby Boomer จะได้ข้อความที่เน้นข้อมูล และความมั่นใจในคุณภาพ เป็นต้น
4.4 การช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
เพื่อนๆ ลองนึกภาพว่าดูนะคะว่าเราเป็น CMO ที่ต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนโฆษณาใน TikTok หรือ YouTube ดีกว่ากัน แล้ว GPT5 ทำตัวเป็น AI Agent ที่ดึงข้อมูลจากหลายแหล่งมาวิเคราะห์ และเสนอข้อดี/ข้อเสียของแต่ละช่องทางให้เราในรูปแบบรายงานได้จะสะดวกขึ้น และทำให้สามารถ Response ต่อลูกค้าได้เร็วขึ้นขนาดไหน
Last but not Least..
ถ้าเราเคยฝันอยากมีเพื่อนร่วมทีมที่อ่านใจออก ปรับโหมดการทำงานได้เอง และคิดวิเคราะห์เก่งระดับ PhD แล้วล่ะก็ GPT-5 ก็คือสิ่งนั้นเลยค่ะ เพราะโมเดลนี้รู้จักเลือกว่าจะคิดลึก หรือตอบไวให้เหมาะกับโจทย์ แถมยังช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูล วางกลยุทธ์การตลาด และสื่อสารกับลูกค้าได้แทบจะ Near real-time (★‿★) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนิกคิดว่าเรายังคงต้องคำนึงถึงเรื่อง เรื่องลิขสิทธิ์/ความถูกต้องของคอนเทนต์ การพึ่งพา AI มากเกินไป และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้าร่วมด้วยค่ะ ┏ (゜ω゜)=☞