เจาะ Digital Insight คนไทย 2026 จาก Thailand Digital Transformation Index: TDTI ประจำปี 2569

บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะ Digital Insight คนไทย 2026 แบบหมดเปลือก จากรายงาน ดัชนีการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของประเทศไทย Thailand Digital Transformation Index: TDTI ประจำปี 2569 ซึ่งจัดทำโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ครับ เก็บข้อมูลจากประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 871 คน ทั่วทั้ง 6 ภูมิภาค โดยเนื้อหาที่จะเล่าต่อไปนี้จะเป็นการเจาะลึก Insight ของคนไทย ข้อมูลชุดนี้จะช่วยไขคำตอบว่า ณ วันนี้เรากำลังยืนอยู่ตรงไหนบนเวทีโลก และอะไรคือกับดักสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยยังไปไม่ถึงฝั่งฝันครับ

Digital Insight 2026

จากผลสำรวจชี้ให้เห็นชัดเจนเลยครับว่า ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค Mobile First อย่างสมบูรณ์แล้ว โดยสมาร์ตโฟนได้กลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของคนไทยด้วยอัตราการครอบครองสูงถึง 95% ทิ้งห่างอุปกรณ์สำหรับการทำงานจริงจังอย่างคอมพิวเตอร์ที่มีเพียง 38% ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตที่เน้นความคล่องตัวและการเสพคอนเทนต์ผ่านหน้าจอเล็กเป็นหลักครับ อีกทั้งพฤติกรรมการเชื่อมต่อยังพึ่งพาเครือข่ายมือถือ (4G/5G) สูงถึง 71.1% มากกว่าการใช้เน็ตบ้านหลายเท่าตัว 

โดยมีคนไทยเกือบ 1 ใน 3 ที่จัดเป็นกลุ่มใช้งานหนัก (Heavy User) ออนไลน์มากกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ท่ามกลางโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่กว่า 60% พึงพอใจในคุณภาพอินเทอร์เน็ตระดับดีถึงดีมาก สิ่งเหล่านี้ยืนยันได้ว่าคนไทยมีความพร้อมด้านเครื่องมือและสัญญาณเน็ตเหลือเฟือครับ แต่โจทย์สำคัญที่น่าคิดต่อคือ การกระจุกตัวอยู่ที่การใช้งานผ่านมือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ อาจกลายเป็นข้อจำกัดในการสร้างสรรค์งานเชิงลึก (Productivity) ในระยะยาวนั่นเองครับ

Digital Insight 2026

เมื่อเจาะลึกในมิติ Digital Access หรือการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ต้องยอมรับเลยครับว่าประเทศไทยทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนน่าประทับใจ ด้วยคะแนนดัชนีรวมที่พุ่งสูงถึง 80.76 คะแนน จัดอยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งเปรียบเสมือนใบเบิกทางที่การันตีว่าเราได้ก้าวข้ามด่านแรกของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลไปได้อย่างฉลุยแล้วครับ 

โดยความสำเร็จนี้ขับเคลื่อนด้วย Device Access ที่ได้คะแนนถึง 77.88 จากการที่ประชาชนกว่า 95% มีสมาร์ตโฟนครอบครองและหลายคนเริ่มมีอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เช่น คอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตเพิ่มขึ้น ผสานเข้ากับคุณภาพอินเทอร์เน็ตที่ได้คะแนน 66.36 ซึ่งแม้จะมีปัญหาบ้างในบางพื้นที่แต่ภาพรวมถือว่าเสถียรและประชาชนส่วนใหญ่มองว่าดีถึงดีมากครับ 

ที่สำคัญเมื่อขยายภาพไปเปรียบเทียบในระดับสากล ตัวเลขกว่า 80 นี้ดันให้โครงสร้างพื้นฐานของไทยก้าวขึ้นไปเทียบชั้นกับประเทศพัฒนาแล้วในสหภาพยุโรปได้อย่างสมศักดิ์ศรี รวมถึงแซงหน้าค่าเฉลี่ยโลกและเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างขาดลอย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าในแง่ของถนนดิจิทัล หรือโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยเรามีความพร้อมระดับ World-class ที่ไม่เป็นรองใครเลยครับ

Digital Insight 2026

สำหรับมิติเรื่อง Skills & Acceptance หรือทักษะและการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance) ภาพรวมคะแนนอยู่ที่ 51.09 ซึ่งดูเหมือนจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่เมื่อดูไส้ในจะพบความย้อนแย้งที่น่าสนใจมากครับ เพราะในขณะที่การยอมรับเทคโนโลยีของเราทำได้ดีที่ 58.14 แต่ตัวทักษะดิจิทัลจริง ๆ กลับแผ่วลงมาอยู่ที่ 44.04 เท่านั้น สะท้อนว่าเราเปิดใจรับ แต่ยังเก่งไม่สุดครับ

โดยพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนไทยเน้นไปที่ Self-learning หรือการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่าน YouTube และ TikTok ซึ่งสูงโดดเด่นถึง 64.91 สวนทางกับ Formal Learning หรือการเรียนแบบทางการที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียง 20.61 เท่านั้นครับ สิ่งนี้ทำให้เกิดภาวะเก่งแบบครูพักลักจำ คือใช้งานได้คล่องแคล่ว 

แต่พอต้องถ่ายทอดหรือสอนต่อ กลับทำได้เพียง 40.44 เพราะขาดรากฐานความเข้าใจเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งครับ อย่างไรก็ตามเรายังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์คือความสนใจเรียนรู้ด้าน AI ที่พุ่งทะยานไปถึง 83.58 ซึ่งถือเป็นต้นทุนทัศนคติที่ยอดเยี่ยมมาก หากเราสามารถเปลี่ยนความอยากรู้นี้ให้กลายเป็นความรู้ที่เป็นระบบได้ อนาคตดิจิทัลไทยสดใสแน่นอนครับ

มาในมิติของ Digital & AI Self-Development ซึ่งถือเป็นหลุมดำของโครงสร้างดิจิทัลเรา ด้วยคะแนนรวมที่ต่ำที่สุดเพียง 35.46 คะแนน อยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางครับ ตัวเลขนี้ตีแผ่ความจริงที่น่ากังวลว่า แม้คนไทยจะเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ได้ดีคะแนน 44.20 แต่ส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในกับดักของการเสพคอนเทนต์ทั่วไป มากกว่าการ Upskill เพื่ออัพเกรดเงินเดือนหรือทักษะวิชาชีพจริงจัง ซึ่งทำได้เพียง 36.91 เท่านั้น และเมื่อหันมามองฝั่ง AI Self-Development สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงขึ้นไปอีกครับ 

เพราะคะแนนดิ่งลงไปแตะระดับวิกฤตที่ 31.27 โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพที่ต่ำสุดขีดเพียง 30.53 สะท้อนให้เห็นว่าเรายังใช้งาน AI ในระดับ Basic เช่น การช่วยสรุปงานแต่ยังก้าวข้ามไปไม่ถึงการใช้งานเชิงลึกอย่างการสร้าง Workflow, Coding หรือ Automation ซึ่งหากเราไม่รีบเปลี่ยนการใช้งานจากของเล่น ให้เป็นเครื่องมือทำกินเราอาจจะเสียโอกาสมหาศาลในระบบเศรษฐกิจฐาน AI ที่กำลังมาถึงครับ

มาดูมิติด้าน E-Government Service Index หรือบริการภาครัฐดิจิทัล ที่สามารถคว้าคะแนนรวมไปได้ถึง 64.08 ซึ่งถือว่าสอบผ่านในระดับดี และทำผลงานได้โดดเด่นกว่ามิติด้านการพัฒนาคนเสียอีกครับ สิ่งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลไทยเดินเกมรุกด้านดิจิทัลได้ถูกทาง โดยเฉพาะเรื่อง Access ที่ทำคะแนนพุ่งทะยานไปถึง 72.32 ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน 

พิสูจน์ให้เห็นว่าแอปพลิเคชันต่าง ๆ ของรัฐนั้นเข้าถึงง่ายและประชาชนใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ระบบที่สร้างมาประดับบารมี แต่เรื่องความเร็วได้คะแนนต่ำสุดในกลุ่มเพียง 55.34 สะท้อน Pain Point สุดคลาสสิกของระบบราชการเรื่องความซ้ำซ้อนและการยืนยันตัวตนที่ยังกินเวลานาน 

ทำให้ความพึงพอใจ (Satisfaction) ยังอยู่ที่ 63.11 ซึ่งแม้จะดีแต่ยังขาดความลื่นไหลแบบ Seamless หากภาครัฐสามารถ Lean กระบวนการหลังบ้านให้ไวเท่ากับหน้าบ้านได้ บริการดิจิทัลของไทยจะไร้ที่ติและเทียบชั้นสากลได้แทบจะทันทีเลยครับ

มาดูทางฝั่งของ Digital Outcome Index หรือผลลัพธ์จากการใช้ดิจิทัล ภาพรวมได้คะแนน 50.23 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ตัวเลขนี้เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนความจริงที่ว่า แม้คนไทยจะมีอาวุธคือเทคโนโลยีที่ทันสมัยครบมือ แต่ผลลัพธ์ยังออกมาแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ครับ โดยเราทำได้ดีเยี่ยมในฝั่งของการอำนวยความสะดวก เช่น การลดเวลาเรียน 52.86 และลดต้นทุนชีวิตประจำวัน 52.07 

ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าดิจิทัลช่วยให้เราประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้จริง แต่จุดที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มรายได้หรือกำไร กลับรั้งท้ายด้วยคะแนนต่ำสุดเพียง 45.00 สิ่งนี้ชี้ชัดว่าโครงสร้างพฤติกรรมของไทยยังติดอยู่ในกับดักของการเป็นผู้บริโภคที่เน้นความสบาย มากกว่าจะเป็นผู้สร้างที่ใช้เครื่องมือดิจิทัลหาเงินเข้ากระเป๋า หากเราไม่เร่งเปลี่ยน Mindset จากการใช้เพื่อ “จ่าย” มาเป็นการใช้เพื่อ “สร้าง” เราอาจจะเป็นประเทศที่ไฮเทคแต่เศรษฐกิจไม่โตตามเทคโนโลยีครับ

เทรนด์ที่ร้อนแรงที่สุดอย่าง AI Productivity Index หรือดัชนีผลิตภาพจาก AI พบว่าประเทศไทยสอบได้คะแนนรวมอยู่ที่ 48.08 ซึ่งจัดอยู่ในระดับปานกลางครับ ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงที่ว่า แม้กระแสความสนใจ AI ในบ้านเราจะตื่นตัวมาก แต่เมื่อวัดผลออกมาเป็นเนื้องาน หรือผลิตภาพจริง ๆ กลับยังไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มหาศาลเท่าที่ควร 

โดยจุดแข็งที่สุดของเราคือการใช้ AI เพื่อลดเวลาทำงาน ที่ได้คะแนนนำโด่ง 50.83 แสดงให้เห็นว่าคนไทยเก่งในการใช้ AI เป็นเหมือน “เลขาส่วนตัว” ช่วยจัดการงานซ้ำซากจำพวกงานเอกสาร สรุปประชุม หรือทำสไลด์ได้ดีเยี่ยม

แต่จุดที่น่าเสียดายคือเรายังสอบตกเรื่องการใช้ AI เชิงกลยุทธ์ครับ เพราะคะแนนด้านการลดค่าใช้จ่าย 45.39 และ การเพิ่มรายได้ 45.55 นั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ซึ่งชี้ชัดว่าเรายังมอง AI เป็นแค่ตัวช่วยให้งานเสร็จไวขึ้น แต่ยังหาวิธีใช้มันเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋า หรือลดต้นทุนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมไม่เจอ หากไม่รีบปลดล็อกตรงนี้ ไทยจะเป็นได้แค่ประเทศผู้ใช้ AI ที่ทำงานเร็ว แต่เศรษฐกิจไม่ได้โตขึ้นตามความเร็วของ AI ครับ

Digital Insight 2026

ชี้ให้เห็นภาพรวมดัชนีการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของไทยที่ได้คะแนนเฉลี่ย 54.95 ซึ่งเปรียบเสมือนการสอบผ่านแบบคาบเส้นครับ โดยพระเอกขี่ม้าขาวที่แบกคะแนนรวมไว้คือ Access ที่ทำได้สูงถึง 80.76 ตามมาด้วยบริการภาครัฐ 64.08 ที่ทำได้ดีน่าชื่นชม แต่จุดที่น่ากังวลที่สุดคือความเหลื่อมล้ำมหาศาลระหว่าง “โครงสร้างพื้นฐาน” กับ “ศักยภาพคน” ครับ 

เพราะในขณะที่เน็ตเราแรงระดับโลกแต่ Self-Development กลับรั้งท้ายเป็นอันดับสุดท้ายด้วยคะแนนเพียง 35.46 ซึ่งเป็นตัวฉุดคะแนนรวมอย่างหนัก สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขคือการสร้างนิสัย Lifelong Learning ให้คนไทยใช้เครื่องมือเป็น ไม่เช่นนั้นเราอาจติดอยู่ในกับดักประเทศกำลังพัฒนาที่มีแค่ “เปลือก” ดิจิทัลที่สวยงามแต่ “แก่น” ข้างในยังไม่แข็งแรงครับ

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

ชื่อเติ้ลครับ เป็น Senior Data Insight Researcher & Marketing Content Creator แห่งการตลาดวันละตอนครับ ^^ มีงานอดิเรกเป็น ผู้ช่วยนักวิจัยฝั่ง Consumer Insights ที่คณะวิทยาศาตร์การกีฬา ที่จุฬาครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *