ท่ามกลางตลาดร้านกาแฟที่มีตัวเลือกมากมายในประเทศไทย มีร้านกาแฟน้องใหม่แบรนด์หนึ่งที่สามารถสร้างกระแสบนโซเชียลได้อย่างรวดเร็วจนหน้าประหลาดใจเลยค่ะ ภาพที่หลายคนอาจเคยเห็นเหมือนกันในช่วงที่ผ่านมา ผู้คนที่ยืนต่อคิวยาวหน้าร้านกาแฟ บางคนรอนานเป็นชั่วโมงเพื่อซื้อกาแฟเพียงแก้วเดียว ร้านนั้นมีชื่อว่า UNO Coffee ซึ่งเป็นแบรนด์กาแฟน้องใหม่ที่สร้างความสนใจได้อย่างรวดเร็ว จากจุดขายที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในตลาดกาแฟพรีเมียม นั่นคือการขาย กาแฟสายพันธุ์ Geisha ในราคาเพียง 85 บาทต่อแก้ว แล้วทุกคนเคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมแค่กาแฟแก้วหนึ่ง ถึงทำให้คนยอมต่อแถวยาวเพื่อซื้อได้ขนาดนี้ วันนี้เบลล์จะพาทุกคนไปหาคำตอบกับ การตลาดของ UNO Coffee กันค่ะ ☕
ทำไมเมล็ดกาแฟ “Geisha” ถึงกลายเป็นตัวท็อปของร้าน UNO Coffee
UNO Coffee เป็นร้านกาแฟน้องใหม่ที่เปิดตัวสาขาแรกที่ Central Ladprao โดยคอนเซ็ปต์ของแบรนด์คือการนำเสนอกาแฟคุณภาพในราคาที่เข้าถึงง่าย และก่อนที่เบลล์จะพาไปถอดกลยุทธ์ของ UNO Coffee เบลล์อยากพาทุกคนมาทำความเข้าใจกับหนึ่งในพระเอกของเรื่องนี้กันก่อนค่ะ นั่นก็คือ “กาแฟสายพันธุ์ Geisha” หนึ่งในเมนูที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตั้งแต่วันเปิดร้าน
สำหรับใครหลายคนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟเป็นประจำ อาจรู้สึกว่ากาแฟก็ไม่ได้ต่างกันมากนักใช่มั้ยคะ แต่สำหรับคอกาแฟแล้ว Geisha ถือเป็นหนึ่งในสายพันธุ์กาแฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ด้วยจุดเด่นของกาแฟสายพันธุ์นี้คือกลิ่นหอมที่ซับซ้อน มักมีกลิ่นโทนดอกไม้และผลไม้ รสชาติละมุนและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เดิมทีแล้วกาแฟสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดจากประเทศเอธิโอเปีย ก่อนจะถูกนำไปปลูกในประเทศปานามา ซึ่งกลายเป็นแหล่งปลูกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้เมล็ดกาแฟพัฒนากลิ่นและรสชาติได้อย่างโดดเด่น อีกทั้งยังเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกยาก เติบโตช้า และให้ผลผลิตค่อนข้างน้อย จึงทำให้มีปริมาณจำกัด และในบางการประมูลเมล็ดกาแฟ Geisha ก็สามารถมีราคาสูงถึงหลักล้านบาทต่อกิโลกรัมได้เลยทีเดียวนั่นเองค่ะ
และที่น่าสนใจคือ เทรนด์กาแฟพรีเมียมทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากรายงานตลาดระบุว่า ตลาดกาแฟ Geisha อาจมีมูลค่าสูงถึงกว่า 12 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับประสบการณ์การดื่มกาแฟที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์มากขึ้น
เมื่อมองภาพตลาดในมุมนี้ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดขึ้นว่า เหตุใดการที่ UNO Coffee เลือกเปิดตัวแบรนด์ด้วยกาแฟ Geisha จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะเมนูที่ถูกมองว่าเป็นกาแฟพรีเมียมระดับโลก กลับถูกนำเสนอในราคาที่เข้าถึงง่ายเพียง 85 บาทต่อแก้ว ซึ่งกลายเป็นจุดที่สร้างความแปลกใจและดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน
อาจด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายหรือรสชาติพิเศษของตัวกาแฟ ซึ่งถ้าเรายังไม่ได้ลองเราย่อมไม่รู้นั่นเองค่ะ นั่นจึงทำให้ใครหลาย ๆ คนตัดสินใจไปยืนรอต่อแถวกันเป็นจำนวนมาก
ในตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน ภาพของผู้คนที่มาต่อคิวซื้อกาแฟก็เริ่มปรากฏให้เห็นทันที ร้านสามารถขายกาแฟได้มากกว่า 800 แก้วภายในวันเดียว ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากค่ะสำหรับร้านกาแฟที่เพิ่งเปิดใหม่ จากร้านกาแฟน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดสาขาแรก จึงกลายเป็นแบรนด์ที่หลายคนเริ่มรู้จักและอยากลองไปชิมด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยให้แบรนด์ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียก็คือ ดีไซน์ของแก้ว ที่มีความโดดเด่นสะดุดตา จนทำให้หลายคนที่เห็นผ่านตาบนโซเชียล ต่างบอกว่า แค่เห็นแก้วก็อยากลองซื้อกาแฟของแบรนด์นี้แล้ว
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ร้านกาแฟน้องใหม่สามารถสร้างกระแสได้เร็วขนาดนี้ได้อย่างไร แล้วเบื้องหลังความสำเร็จของ UNO Coffee มีกลยุทธ์อะไรซ่อนอยู่บ้าง วันนี้เบลล์จะลองพาทุกคนมาถอดบทเรียนการตลาดจากเคสนี้กันค่ะ ☕
5 กลยุทธ์การตลาดที่อยู่เบื้องหลังกระแสของ UNO Coffee
1.Premium Mass Strategy เปลี่ยนกาแฟพรีเมียมให้ดื่มได้ทุกวัน
โดยปกติแล้ว หากเรามองไปที่ตลาดกาแฟ Specialty แล้ว เมล็ดกาแฟคุณภาพสูงมักถูกวางตำแหน่งให้เป็นสินค้าพรีเมียมที่มีราคาค่อนข้างสูง และมักถูกสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่จริงจังกับการดื่มกาแฟ หรือที่เรียกกันว่า Coffee Enthusiasts เป็นหลักค่ะ พูดง่าย ๆ ก็คือ ร้านกาแฟหลายแห่งในตลาดนี้จะเน้นขาย “ประสบการณ์ของกาแฟ” มากกว่าการขายเครื่องดื่มธรรมดา ๆ
เบลล์เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นเมนูกาแฟที่มีรายละเอียดตั้งแต่แหล่งปลูกระดับความสูง ไปจนถึงโปรไฟล์การคั่ว ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มันคือการทำให้กาแฟในกลุ่ม Specialty มีความเฉพาะตัวและมีราคาสูงกว่ากาแฟทั่วไปนั่นเองค่ะ ด้วยเหตุนี้ ร้านกาแฟจำนวนมากจึงเลือกใช้กลยุทธ์การวางตำแหน่งสินค้าแบบ Premium คือเน้นคุณภาพของเมล็ดกาแฟ กระบวนการคั่ว รวมถึงประสบการณ์การดื่มที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ส่งผลให้กาแฟในกลุ่มนี้มักมีราคาที่สูงกว่า และในบางครั้งก็อาจทำให้ผู้บริโภคทั่วไปมองว่ากาแฟประเภทนี้เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ยาก
แต่สิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ คือ UNO Coffee เลือกเดินในทิศทางที่แตกต่างออกไป ค่ะ แทนที่แบรนด์จะทำให้กาแฟคุณภาพดีเป็นสินค้าสำหรับคนบางกลุ่ม แบรนด์กลับพยายามทำให้ กาแฟพรีเมียมกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถดื่มได้ในชีวิตประจำวัน หรือแนวคิดที่เรียกว่า Premium Mass
แนวคิดนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ที่ว่า “Great Coffee for All” ซึ่งหากมองในมุมของการสื่อสารแบรนด์แล้ว ประโยคสั้น ๆ นี้กำลังบอกกับผู้บริโภคว่า กาแฟคุณภาพดีไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นสิ่งที่สงวนไว้สำหรับคอกาแฟเท่านั้น แต่สามารถเป็นเครื่องดื่มที่ทุกคนเข้าถึงได้
และถ้าเบลล์ลองมองในมุมของ Positioning จะเห็นว่า UNO Coffee กำลังพยายามเปลี่ยนกรอบความคิดของตลาดจากกาแฟพรีเมียม = ราคาแพง เข้าถึงยาก ไปสู่ กาแฟคุณภาพดี = ราคาเข้าถึงได้ ดื่มได้ทุกวัน ทุกคนเห็นถึงความต่างมั้ยคะ กาแฟเดียวกัน แต่วิธีการสื่อสารต่างกัน พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ แบรนด์กำลังผสมระหว่าง คุณภาพระดับพรีเมียม เข้ากับ การเข้าถึงของตลาดแมส นั่นเอง
และการเลือกเปิดสาขาแรกที่ Central Ladprao ก็น่าสนใจไม่น้อยค่ะ เพราะทำเลนี้ถือเป็นหนึ่งในศูนย์การค้าที่มีผู้คนสัญจรจำนวนมากในกรุงเทพฯ และยังมีผู้บริโภคที่ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ หรือคนทั่วไปที่เดินทางมาใช้บริการในแต่ละวัน
ซึ่งการวางตำแหน่งแบบนี้ไม่ได้แค่ช่วยให้แบรนด์ดูแตกต่างจากร้านกาแฟ Specialty ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ UNO Coffee สามารถขยายฐานลูกค้าไปยังคนกลุ่มที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอกาแฟตัวจริง หรือแม้แต่คนที่แค่อยากลองดื่มกาแฟดี ๆ ในราคาที่ไม่สูงเกินไปและนี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถสร้างความสนใจในตลาดได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงแรกของการเปิดตัว
2.Hero Product Strategy เปลี่ยนเมนูเด่นให้กลายเป็นจุดพูดถึงของตลาด
และอีกหนึ่งสิ่งที่เบลล์มองว่าจะขาดไปไม่ได้เลย สำหรับการสร้างกระแสของ UNO Coffee ก็คือการเลือกใช้สินค้าเพียงตัวเดียวให้กลายเป็น “ตัวเอก” ของแบรนด์ค่ะ นั่นคือ กาแฟ Geisha เมนูนี้ทำหน้าที่เหมือน Hero Product ที่ช่วยสร้างภาพจำให้กับแบรนด์ได้ทันที เพราะเมื่อพูดถึง UNO Coffee หลายคนก็มักจะนึกถึงภาพเดียวกันคือ “ร้านกาแฟที่ขาย Geisha ในราคาไม่ถึงร้อย”
การมีสินค้าเด่นที่ชัดเจนแบบนี้ช่วยให้การสื่อสารของแบรนด์เรียบง่ายและทรงพลัง เพราะแทนที่แบรนด์จะต้องสื่อสารจุดขายหลายอย่างพร้อมกัน การมีเมนู “ตัวเอก” เพียงหนึ่งเดียวก็สามารถทำให้ผู้บริโภคเข้าใจตัวตนของแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว และ การมี Hero Product ยังช่วยให้การสื่อสารของแบรนด์มีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงบนโซเชียลมีเดีย การรีวิวจากผู้บริโภค หรือแม้แต่คอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ เมนูนี้จึงกลายเป็นเหมือนจุดโฟกัสที่ทำให้ผู้คนเริ่มต้นพูดถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น
แม้ว่า ราคา Geisha 85 บาทจะเป็นโปรโมชันช่วงเปิดร้านที่มีระยะเวลาประมาณ 1 เดือน แต่เมนูนี้ก็ได้ทำหน้าที่สำคัญในการสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์อย่างรวดเร็วค่ะ จนกลายเป็นภาพจำที่หลายคนนึกถึงเมื่อพูดถึง UNO Coffee อีกทั้งเมื่อผู้คนจำนวนมากเริ่มไปลองซื้อและแชร์ประสบการณ์ลงบนโซเชียลมีเดีย ภาพของ “Geisha 85 บาท” ก็ยิ่งถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภาพจำที่หลายคนนึกถึง
เบลล์มองว่าสิ่งที่น่าสนใจคือ แม้โปรโมชันจะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่แบรนด์ก็ยังคงสื่อสารแนวคิดเดิมอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการนำเสนอกาแฟคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมกับการสร้างสรรค์เมนูที่มีความแปลกและแตกต่าง เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าอยู่เสมอ แนวทางแบบนี้จึงช่วยให้แบรนด์ยังคงรักษาความสนใจของผู้บริโภคได้ดี แม้หลังจากช่วงกระแสเปิดร้านผ่านไปแล้วก็ตาม จึงอาจพูดได้ว่า Geisha 85 บาทไม่ได้เป็นเพียงโปรโมชันช่วงเปิดร้านเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของภาพจำที่ทำให้ผู้คนรู้จัก UNO Coffee ได้อย่างรวดเร็ว ได้ตั้งแต่ช่วงแรกของการเปิดตัว
3.Social Proof & FOMO Strategy จุดกระแสผ่านการบอกต่อบนโซเชียล
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ UNO Coffee เติบโตและถูกพูดถึงอย่างรวดเร็ว ก็คือการเกิดกระแสบนโซเชียลมีเดียค่ะ ตั้งแต่ช่วงเปิดร้าน ภาพของผู้คนที่ยืนต่อคิวยาวหน้าร้านเริ่มถูกถ่ายและแชร์ต่อบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคลิปบรรยากาศหน้าร้าน คลิปรีวิวกาแฟ หรือแม้แต่ภาพของแก้วกาแฟที่มีดีไซน์สะดุดตา สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ชื่อของ UNO Coffee เริ่มถูกพูดถึงในโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ
ในเชิงการตลาด ปรากฏการณ์แบบนี้สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดที่เรียกว่า Social Proof ค่ะ หรือพฤติกรรมที่ผู้คนมักใช้การกระทำของคนส่วนใหญ่เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ เมื่อผู้บริโภคเลื่อนดูโซเชียลมีเดียแล้วเห็นคลิปคนต่อคิวจำนวนมาก เห็นเพื่อนหรือครีเอเตอร์รีวิวกาแฟจากร้านเดียวกันซ้ำ ๆ ภาพเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ สร้างความรู้สึกว่า “ร้านนี้น่าจะต้องมีอะไรพิเศษแน่ ๆ ถึงมีคนไปลองกันเยอะขนาดนี้”
และเมื่อกระแสเริ่มแรงขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิดอีกหนึ่งความรู้สึกที่เรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out) หรือความรู้สึกว่า“ถ้าไม่ไปลองตอนนี้ อาจจะพลาดอะไรบางอย่าง” อย่างเบลล์เองก็เริ่มเห็นรีวิวของร้านนี้ปรากฏขึ้นบนฟีดอยู่บ่อย ๆ ทั้งจากคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย และจากการพูดถึงของคนใกล้ตัวที่แนะนำให้ลองไปสัมผัสด้วยตัวเอง ความรู้สึกแบบนี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากอยากไปลองด้วยตัวเอง หลายคนถึงกับเดินทางไปที่ร้านเพราะเห็นกระแสบน TikTok หรือเห็นเพื่อนโพสต์รูปแก้วกาแฟจากร้านนี้ค่ะ
และเมื่อมีคนไปต่อคิวมากขึ้น ภาพของคิวหน้าร้านก็ยิ่งถูกถ่ายและแชร์ต่อมากขึ้นตามไปด้วย จนเกิดเป็นเหมือน วงจรของกระแส (Viral Loop) ที่ช่วยขยายการรับรู้ของแบรนด์ให้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้ว กระแสบนโซเชียลจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การพูดถึงในโลกออนไลน์เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากอยากไปสัมผัสประสบการณ์ของ UNO Coffee ด้วยตัวเองนั่นเองค่ะ
4.Shareable Packaging Strategy เปลี่ยนดีไซน์แก้วให้เป็นสื่อคอนเทนต์
ปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าสิ่งที่ทำให้เบลล์รู้สึกสะดุดตา นอกจากรสชาติของกาแฟแล้ว ดีไซน์ของแก้วก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ UNO Coffee กลายเป็นที่พูดถึงอย่างรวดเร็ว ด้วยดีไซน์ของแก้วกาแฟที่มีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงของแก้ว โลโก้ หรือการออกแบบที่ดูเรียบง่ายแต่สะดุดตา ดีไซน์เหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่บรรจุเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบให้เหมาะกับการถ่ายภาพและแชร์ลงบนโซเชียลมีเดีย เมื่อผู้บริโภคถ่ายรูปแก้วกาแฟและโพสต์ลง ภาพเหล่านั้นก็กลายเป็นเหมือนสื่อโฆษณาของแบรนด์ที่ถูกกระจายออกไปโดยผู้บริโภคเอง
@unocoffee.co พร้อมเป็นชาว Rally x UNO หรือยัง? เปิดตัว Exclusive Rally Set – เมนูใหม่ Raspberry Cheesecake Series 2 แก้ว มีทั้ง Matcha และ Latte ให้เลือก – Silver Cup และ Cup Holder ลาย Rally x UNO – Rally x UNO Leather Bag Tag สุดลิมิเต็ด (มีแค่ในเซ็ตนี้!) 📍มี 120 เซ็ต / วัน / สาขา (เฉพาะหน้าร้านเท่านั้น) 🗓 29 ต.ค. – 2 พ.ย. ที่ UNO ทุกสาขา 1 คนต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น หมายเหตุ: คละเมนูได้ แต่ต้องเป็นเมนูจาก Rally x UNO เท่านั้นครับผม RallyxUNO RallyMovement UNOCoffeeCo
♬ original sound – unocoffee.co – unocoffee.co
ในมุมของการตลาด แก้วกาแฟยังทำหน้าที่คล้ายกับ สื่อโฆษณาเคลื่อนที่ (Mobile Advertising) เพราะทุกครั้งที่ลูกค้าถือแก้วเดินในห้าง เดินในออฟฟิศ หรือเดินบนถนน โลโก้และดีไซน์ของร้านก็จะถูกมองเห็นโดยคนรอบข้างโดยอัตโนมัติ และแก้วกาแฟนี้ยังเป็นเหมือน “Accessory ” ชิ้นหนึ่งของผู้บริโภค ที่ผู้คนถือเดินไปไหนมาไหนในชีวิตประจำวัน หลายแบรนด์จึงตั้งใจออกแบบแก้วให้มีความโดดเด่นและจดจำง่าย เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกอยากถือหรือถ่ายรูปกับมันมากขึ้น
เมื่อแก้วมีดีไซน์ที่สะดุดตา ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ผู้คนจะหยิบขึ้นมาถ่ายรูป แชร์ลงโซเชียล หรือพูดถึงแบรนด์ในโลกออนไลน์ ด้วยเหตุนี้ ดีไซน์ของแก้วจึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของสินค้า แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ และทำให้ชื่อของ UNO Coffee ถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้นอีกด้วยค่ะ
5.Influencer-Owned Brand Strategy ยุคที่อินฟลูเอนเซอร์กลายเป็นเจ้าของแบรนด์
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในกลยุทธ์ที่แบรนด์นิยมใช้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็คือการทำการตลาดผ่าน Influencer หรือผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย เพราะในยุคที่ผู้บริโภคใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมาก การที่แบรนด์สามารถสื่อสารผ่านคนที่ผู้บริโภคติดตามอยู่แล้ว ก็ช่วยให้ข้อความของแบรนด์เข้าถึงผู้คนได้ง่ายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
นอกจากนี้ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังให้ความสำคัญกับ ความน่าเชื่อถือของบุคคล มากกว่าการสื่อสารจากแบรนด์โดยตรง จึงทำให้คำแนะนำหรือการรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์สามารถสร้างอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อได้ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ Personal Brand ของอินฟลูเอนเซอร์หรือคนดังจึงกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันไม่ได้สะท้อนแค่ชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวตน ความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับผู้ติดตาม
และเมื่อ Personal Brand มีอิทธิพลมากขึ้น สิ่งที่เริ่มเกิดขึ้นตามมาก็คือ การที่ดาราและอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากเริ่มก้าวจากบทบาท “ผู้โปรโมตแบรนด์” ไปสู่การเป็น “เจ้าของแบรนด์” ด้วยตัวเอง ตัวอย่างเช่น คุณพีช พชร จิราธิวัฒน์ ที่ทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มผ่านบริษัท ร็อคส์ พีซี จำกัด โดยมีแบรนด์ดังอย่าง Potato Corner, ข้าวโซอิ (Khao-Sō-i) และ UNO Coffee และ คุณอิน สาริน รณเกียรติ ที่สร้างแบรนด์ทาร์ตไข่สไตล์ฮ่องกง YOLK ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในไทย รวมถึง คุณวิน เมธวิน กับแบรนด์มาการอง Souri ที่สามารถสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ในยุคที่ผู้บริโภคติดตาม “ตัวบุคคล” ควบคู่ไปกับการติดตามแบรนด์ การที่คนดังเข้ามามีบทบาทในฐานะเจ้าของธุรกิจจึงสามารถช่วยสร้างการรับรู้และความสนใจให้กับแบรนด์ได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
สรุป ถอด 5 กลยุทธ์ การตลาดของ UNO Coffee ร้านกาแฟน้องใหม่ที่สร้างกระแสไวรัลในเวลาไม่นาน
จากการลองถอดเคสของ UNO Coffee ในมุมของเบลล์ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความสำเร็จของแบรนด์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ การเลือกทำเลที่มีศักยภาพ การออกแบบสินค้าอย่างแก้วกาแฟให้กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาด รวมถึงการเกิดกระแสบนโซเชียลมีเดียที่ช่วยขยายการรับรู้ของแบรนด์อย่างรวดเร็ว เคสนี้จึงทำให้เบลล์ได้ข้อคิดว่า ในยุคปัจจุบัน แบรนด์อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแค่โฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจาก การออกแบบทุกองค์ประกอบของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บรรจุภัณฑ์ หรือประสบการณ์ของลูกค้า ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตลาดได้
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ