ถ้าพูดถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ ต้องยอมรับเลยค่ะว่าเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเสพ คอนเทนต์ มากกว่าการดู โฆษณา พวกเขาเริ่มเบื่อกับการขายของแบบยัดเยียดแต่กลับโหยหาเรื่องราวความจริงใจและอยากสัมผัสถึงความเป็นมนุษย์มากกว่าภาพลักษณ์องค์กรที่ดูห่างเหินค่ะ นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เราเห็นเทรนด์ใหม่ที่น่าจับตามอง เมื่อเหล่า ทายาทแบรนด์ไทย รุ่นใหม่ตัดสินใจกระโดดลงมาเล่นในสนาม TikTok ด้วยตัวเอง พวกเขาไม่ได้แค่จ้างทีมงานมาทำให้จบๆ ไปแต่เลือกที่จะปั้น Personal Branding ด้วยมือตัวเองเพื่อเปิดพื้นที่สื่อสารและเข้าถึงใจลูกค้าแบบ Direct โดยไม่ต้องผ่านคนกลางเลยค่ะ
ทำไม TikTok ถึงกลายเป็นสนามใหม่ของเหล่าทายาท
ก่อนจะไปเจาะลึกกรณีศึกษาของแต่ละแบรนด์เรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าค่ะว่า ทำไม TikTok ถึงกลายเป็นสมรภูมิที่แบรนด์จะมองข้ามไม่ได้ในนาทีนี้ ตัวเลขในบ้านเราน่าสนใจมากค่ะ ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้งานสูงถึง 57.5 ล้านคน ซึ่งเรียกได้ว่าแทบจะครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไปแล้ว แถมในปีที่ผ่านมายังมีอัตราการเติบโตถึง 11% คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3,647 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยกลุ่มผู้ใช้งานหลัก (36%) คือช่วงอายุ 25-34 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานที่มีกำลังซื้อพร้อมจับจ่ายค่ะ
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt : The image depicts a new generation of Thai brand heirs, CEOs aged approximately 25-35, standing in their family’s factory or shop. The atmosphere blends traditional and modern business elements, as they naturally and confidently film TikTok videos, wearing smart casual or street business attire. The backdrop features vintage machinery, shop signs, or product shelves, often accompanied by a camera tripod, reflecting the CEO’s transformation into a content creator. The bright, modern tone conveys the energy of this new generation of brand heirs. The visuals utilize realistic, cinematic lighting with high detail and a social media vibe.
แต่สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคืออิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ค่ะ ว่า
75% ของผู้บริโภคไทย ยกให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลที่สุด
60% ยอมรับว่าคอนเทนต์รีวิวมีผลต่อการตัดสินใจซื้อจริง
และที่พีคคือ 56% ตัดสินใจซื้อทันทีโดยไม่เสียเวลาไปเปรียบเทียบราคากับแอปอื่น
ข้อมูลเหล่านี้ยืนยันได้ชัดเจนเลยค่ะว่า วันนี้ TikTok ไม่ได้เป็นแค่ช่องทางขายของหรือลงคลิปเต้นสนุกๆ อีกต่อไปแต่กลายเป็น “Decision-Making Platform” หรือพื้นที่สำคัญที่กำหนดชะตาการตัดสินใจซื้อของลูกค้าตั้งแต่เริ่มรู้จักแบรนด์ไปจนถึงการกดสั่งซื้อเลยค่ะ
กลยุทธ์ CEO Brand Content เมื่อผู้บริหารกลายเป็น Influencer
แทนที่จะทุ่มงบโฆษณาหรือจ้าง Influencer ทายาทรุ่นใหม่หลายท่านเลือกใช้กลยุทธ์ Founder-Led Marketing หรือก้าวออกมาเป็นหน้าตาของแบรนด์ด้วยตัวเองค่ะ วิธีนี้ได้ใจลูกค้าไปเต็มๆเพราะ ความเชื่อใจ ลูกค้ารู้สึกดีและมั่นใจที่ได้สื่อสารกับเจ้าของตัวจริง เล่าเรื่องลึก อินเนอร์มาเต็ม รู้จริงทุกซอกทุกมุมในแบบที่คนอื่นเล่าแทนไม่ได้ ยั่งยืนและคุ้มค่า ช่วยสร้างภาพจำระยะยาวให้แบรนด์ได้ดีเยี่ยมโดยไม่ต้องเสียเงินจ้างคนนอก เดี๋ยวเราไปดูกันค่ะว่าแบรนด์ไทยที่ทำแล้วรุ่ง เขาใช้เทคนิคอะไรกันบ้าง
1. ตราเด็กสมบูรณ์: จากไอคอนคลาสสิกสู่ Content Kitchen
จากตำนานเครื่องปรุงรสคู่ครัวไทยที่มีอายุกว่า 76 ปี ที่เราคุ้นตากับโลโก้เด็กอ้วนถือขวดซีอิ๊ว วันนี้พวกเขาก้าวเข้าสู่โลก TikTok ได้อย่างน่าสนใจค่ะ คุณวสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ ทายาทและผู้บริหารตัดสินใจเปลี่ยนหน้าฟีดให้กลายเป็นห้องครัว โดยใช้กลยุทธ์การทำคอนเทนต์แจกสูตรอาหารที่ดูเพลินและทำตามได้จริงค่ะ
ยอดผู้ติดตามพุ่งไปกว่า 230,000 คน แถมคนกดหัวใจถึง 5.7 ล้านครั้ง เรียกว่า Engagement แน่นสุดๆ ค่ะ เคสนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค การทำคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ให้คนดูเอาไปใช้ต่อได้ย่อมชนะใจและสร้างความผูกพันได้ดีกว่าการยัดเยียดขายของตรงๆค่ะ
2. โรงแรมอลิซาเบธ: ปลุกตำนานโรงแรม 30 ปี ให้มีชีวิตด้วย “ราดหน้าจานเด็ด”
ย้อนกลับไปที่โรงแรมระดับ 3 ดาว ขนาด 272 ห้อง ย่านประดิพัทธ์ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2534 ค่ะ ความน่าทึ่งคือตลอดเวลากว่า 30 ปี ที่นี่ไม่เคยทำโฆษณาเลยอาศัยแค่ฝีมือพนักงานขายและฐานลูกค้าประจำกลุ่มสัมมนาล้วนๆ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อ คุณสุรกิจ เมธานุกิจ กรรมการผู้จัดการ ตัดสินใจลงสนาม TikTok ด้วยตัวเอง โดยใช้กลยุทธ์ Behind-the-Brand หยิบเอาเมนูระดับตำนานอย่าง “ราดหน้าโรงแรมอลิซาเบธ” มาเป็นตัวเอกในการเล่าเรื่องค่ะ
กระแสตอบรับถล่มทลาย ยอดผู้ติดตามพุ่งไปกว่า 140,000 คน และคนกดไลค์ไปกว่า 6 ล้านครั้ง ที่สำคัญคือสามารถขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เดิมทีไม่เคยรู้จักโรงแรมนี้มาก่อนได้สำเร็จ เคสนี้สอนให้รู้ว่า Brand Heritage หรือเรื่องราวในอดีตคือสินทรัพย์ที่มีค่า แม้ธุรกิจจะเก่าแก่แต่ถ้ารู้จักวิธีเล่าเรื่องให้น่าสนใจ ก็สามารถรีเฟรชแบรนด์ได้โดยไม่ต้องรื้อระบบใหม่แค่เปลี่ยนวิธีการสื่อสารก็ชนะใจลูกค้ากลุ่มใหม่ได้แล้วค่ะ
3. ปฏิทินจีนน่ำเอี้ยง: ทำให้สิ่งเก่าแก่ดูทันสมัย
ปฏิทินจีนเล่มแดงๆ ที่อยู่คู่บ้านชาวไทยเชื้อสายจีนมาตั้งแต่ปี 2518 ค่ะ เอาไว้ดูฤกษ์งามยามดีแต่พอโลกหมุนเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟนที่ทุกคนดูวันที่ผ่านมือถือ ปฏิทินกระดาษจึงต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ว่าทำอย่างไรถึงจะไปต่อได้ คุณกิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล CEO รุ่นใหม่ ตัดสินใจพาแบรนด์กระโดดเข้าสู่โลกออนไลน์ผ่านช่อง “numeiang โหราศาสตร์น่ำเอี้ยง” โดยเปลี่ยนเรื่องฮวงจุ้ยและดวงชะตาที่ดูเข้าใจยากให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่ายและโดนใจวัยรุ่นค่ะ
สามารถกวาดผู้ติดตามไปได้กว่า 109,000 คน และยอดกดไลค์กว่า 44,000 ครั้ง ที่น่าทึ่งคือสามารถเจาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ซึ่งเดิมทีแทบไม่ได้สนใจปฏิทินแบบฉีกกระดาษแล้วให้หันมาสนใจแบรนด์ได้สำเร็จค่ะ เคสนี้เป็นตัวอย่างชั้นดีของ Digital Transformation ค่ะ การปรับตัวไม่ได้แปลว่าต้องเลิกขายสินค้าเดิม แต่คือการเปลี่ยนวิธีการส่งมอบคุณค่าจากที่เคยอยู่แค่บนหน้ากระดาษนิ่งๆ ก็ย้ายมาส่งมอบความรู้และความสบายใจผ่านคอนเทนต์บนหน้าจอแทน
4. ฮั่วเซ่งฮง: จากร้านอาหารจีนโบราณสู่ Gen Z Favorite
ภัตตาคารจีนระดับตำนานแห่งย่านเยาวราชที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2510 ค่ะ ชื่อร้านมีความหมายมงคลว่า “ความรุ่งเรืองเฟื่องฟู” เป็นร้านโปรดที่ครองใจทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน งานนี้ทายาทรุ่นใหม่อย่าง คุณเจสและคุณแพน เลือกใช้กลยุทธ์ Visual Storytelling ค่ะ คือเน้นใช้ภาพเล่าเรื่องถ่ายทอดความน่ากินของอาหารจีนต้นตำรับให้ทะลุจอออกมาเลยทีเดียว
ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 24,000 คน และยอดถูกใจกว่า 13,000 ครั้ง แม้ตัวเลขอาจจะดูไม่หวือหวาเท่าเคสอื่นแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ Engagement คุณภาพสูงจากกลุ่มสายกินตัวจริงและ Gen Z ที่พร้อมจะตามไปชิมที่ร้านจริงๆ ค่ะ เคสนี้ย้ำเตือนเราว่า สำหรับธุรกิจร้านอาหารภาพสวยคือใบเบิกทางแต่สิ่งสำคัญคือต้องใส่เรื่องราวลงไปในจานอาหารด้วยไม่ใช่แค่ถ่ายรูปสวยๆ แต่ต้องทำให้คนดูรู้สึกว่าการมาทานที่นี่คือการมาสัมผัสประสบการณ์ที่คุ้มค่าค่ะ
5. สมุนไพรสุภาภรณ์: จาก Local Product สู่ Digital Beauty Brand
แบรนด์สมุนไพรไทยแท้ที่จุดเริ่มต้นมาจากร้านเสริมสวยเล็กๆ ย่านตลาดพลูค่ะ ก่อนจะโด่งดังเป็นพลุแตกด้วยตำนาน “ผงขัดหน้าสมุนไพร” และ “ขิงผงสุภาภรณ์” จนขยายอาณาจักรกลายเป็นบริษัทใหญ่โตอย่างสยามเซฟเวย์เทรดดิ้งในปัจจุบัน เมื่อไม้ต่อถูกส่งถึงมือทายาทรุ่นใหม่อย่าง คุณไอศอร สุขตลอดชีพ เธอเลือกใช้กลยุทธ์ Educational Content Marketing หรือการให้ความรู้แบบจัดเต็มค่ะ โดยเน้นสื่อสารว่าสมุนไพรแต่ละตัวดียังไงและใช้แล้วได้ผลลัพธ์แบบไหน
ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 27,400 คน และยอดถูกใจกว่า 30,000 ครั้ง ถือว่าประสบความสำเร็จมากในการ Re-positioning ลบภาพจำสมุนไพรโบราณให้กลายเป็น Natural Beauty Brand ที่ทันสมัยและโดนใจคนรุ่นใหม่ค่ะเคสนี้บอกเราว่า สำหรับสินค้าที่ต้องอาศัยความเข้าใจหรือมีความซับซ้อนในการใช้ การทำคลิปสอนใช้แบบจริงใจจะช่วยลดความกังวลและสร้างความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้าได้ดีกว่าการยิงโฆษณาขายของแบบเดิมๆ มากเลยค่ะ
บทสรุป รวม 5 ทายาทแบรนด์ไทย ที่ CEO กลายเป็น Content Creator ดังใน TikTok
จากบทเรียนความสำเร็จของ ทายาทแบรนด์ไทย ดังเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นหัวใจสำคัญของการตลาดยุคใหม่ชัดเจนเลยค่ะว่า “ความเรียลชนะทุกอย่าง” คอนเทนต์ที่โดนใจไม่จำเป็นต้องใช้งบโปรดักชันมหาศาล ขอแค่มีความจริงใจก็ชนะใจคนดูได้แล้ว ยิ่งเมื่อเจ้าของแบรนด์กล้าก้าวออกมาเป็น “หน้าตาของธุรกิจ” ด้วยตัวเองก็ยิ่งสร้างความผูกพันทางใจได้ลึกซึ้งกว่าการโฆษณาทั่วไปเพราะลูกค้ารู้สึกอุ่นใจและมั่นใจที่ได้สื่อสารกับตัวจริงเสียงจริงค่ะ
นอกจากนี้เรายังเห็นพลังของการนำ “มรดกทางธุรกิจ” มาปัดฝุ่นเล่าใหม่ให้ทันสมัย ซึ่งเป็นการต่อยอดเดิมด้วยเครื่องมือใหม่ได้อย่างชาญฉลาดโดยยึดหลัก “ให้คุณค่าก่อนขาย” ไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือความบันเทิง สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและความกล้าที่จะลงมือทำเองเพื่อสร้างความจริงใจในแบบที่เงินซื้อไม่ได้ค่ะ
ดังนั้น อยากฝากให้เจ้าของธุรกิจลองเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ TikTok จากแค่ช่องทางยิงโฆษณา มาเป็นพื้นที่เล่าเรื่อง ดูนะคะ เพราะผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่เห็นสินค้าแต่อยากรู้จักตัวตนและมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ ท้ายที่สุดแล้วท่ามกลางตัวเลือกมากมายในตลาด สิ่งที่จะมัดใจลูกค้าได้ยาวนานที่สุดไม่ใช่แค่การซื้อขาย แต่คือความสัมพันธ์ที่แท้จริงค่ะ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ และสามารถอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่