KitKat จึงงัดเอาสโลแกนระดับตำนานอย่าง “Have a break, have a KitKat” มาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย แบรนด์ไม่ได้ก้าวเข้ามาในหน้าจอในฐานะคนขายขนมที่คอยบอกให้คนซื้อของ แต่ก้าวเข้ามาในฐานะผู้ที่ส่งมอบการพักผ่อนเพื่อช่วยแก้ปัญหา ให้กับคนดูอย่างแท้จริง
แคมเปญนี้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนครับว่า แบรนด์ไม่จำเป็นต้องพยายามทำตัวฝืนธรรมชาติ หรือฉีกตัวตนทิ้งเพื่อเอาใจเด็กวัยรุ่น Gen Z ขอเพียงแค่คุณหาบริบทที่ใช่ให้เจอ แล้วนำเสนอจุดยืนเดิมในพื้นที่ใหม่ คุณก็สามารถครองใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ
บทสรุป
หลังจากเขียนบทความ Curiosity Marketing KitKat เปลี่ยนเก้าอี้สตรีมเมอร์ ให้กลายเป็นป้ายโฆษณาสุดครีเอทจบ ผมได้เรียนรู้ว่า การทำการตลาดที่ดี ไม่จำเป็นต้องเข้าไปขัดจังหวะความสุขของผู้บริโภคเสมอไปครับ KitKat พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากเราเข้าใจ Customer Journey และมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม อย่าง Kit Kat ก็สามารถเปลี่ยนจังหวะ Dead Air ที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความบันเทิงที่คนดูเต็มใจอยากมีส่วนร่วมเองได้
FacebookFacebookXXLINELineผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนหรือเด็ก Gen Z แบบผมน่าจะเคยเล่นหรืออย่างน้อยก็ต้องเคยเห็นเกม Cut the Rope กันมาบ้างครับ เกมที่เราต้องคอยตัดเชือกให้ลูกอมตกไปหา Om Nom มอนสเตอร์สีเขียวที่อ้าปากรอกินลูกอมอยู่ด้านล่าง แต่เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็น World Suicide Prevention Day หรือ วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก Om Nom กลับหยิบคำที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง “Cut the Rope” มาใช้ครับ โดย Official Account ของเกมโพสต์ข้อความสั้น ๆ เกี่ยวกับวันป้องกันการฆ่าตัวตาย พร้อม Message สั้น ๆ แต่ทรงพลังครับ บทความนี้เลยอยากชวนทุกคนมาดูว่าทำไมการหยิบคำว่า “Cut the Rope” และ Mechanic เดิมที่มีอยู่ มาเปลี่ยน Context ใหม่ ทำให้คำเดิม ๆ กลายเป็น […]