แคมเปญ การตลาด Culture in a Shot จาก OPPO x Discovery Channel เปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นตัวกลางของเรื่องราวและวัฒนธรรม

คุณเคยสังเกตไหมคะว่าเดี๋ยวนี้เวลาแบรนด์สมาร์ทโฟนเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ เขาเริ่มพูดถึงเรื่อง “สเปก” น้อยลง แต่หันมาพูดเรื่อง “ไลฟ์สไตล์” มากขึ้น ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นแคมเปญ การตลาด มือถือที่ไม่ได้เริ่มจากฟีเจอร์แต่กลับพาเราไปดูเรื่องวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตของผู้คนแบบจริงจังเหมือนสารคดีระดับโลก และนี่ค่ะคือสิ่งที่ OPPO กำลังทำผ่านโปรเจกต์ “Culture in a Shot” ที่ร่วมมือกับ Discovery Channel

โดยแบรนด์พาเราไปสิงคโปร์เพื่อเล่าเรื่องวัฒนธรรมเปอรานากันผ่านชีวิตของเชฟมิชลินอย่าง Malcolm Lee ที่ถ่ายทอดผ่านอาหาร ความทรงจำ และวิถีชีวิตในมุมมองร่วมสมัยที่ทำให้เรื่องใกล้ตัวดูมีคุณค่าและมีชีวิตค่ะ พร้อมแทรกบทบาทของ OPPO Find N6 ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยเก็บรายละเอียดของเรื่องราวได้อย่างคมชัด จนภาพทั้งหมดให้ความรู้สึกเหมือนสารคดีมากกว่าโฆษณามือถือทั่วไป

ในแคมเปญระดับโลกอย่าง “Culture in a Shot” ที่ OPPO ร่วมมือกับ Discovery Channel ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แบรนด์ได้เลือกเล่าเรื่องผ่าน “วัฒนธรรม” แทนการพูดถึงตัวสินค้าโดยตรงค่ะ โดยในปีนี้มาพร้อมแนวคิดที่ชวนให้ผู้คนกลับมามองศิลปะและวิถีชีวิตรอบตัวในมุมใหม่ โดยการเดินทางครั้งล่าสุดพาเราดิ่งลึกไปยังใจกลางสิงคโปร์เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมเปอรานากันผ่านชีวิตของเชฟ Malcolm Lee เจ้าของร้าน Candlenut ร้านอาหารเปอรานากันระดับมิชลินสตาร์ซึ่งเติบโตมากับอาหารจากครอบครัวและนำความทรงจำเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นเมนูร่วมสมัยที่น่าสนใจค่ะ

การตลาด OPPO Discovery Channel

เมื่อเรื่องราวค่อยๆ ดำเนินไป เราจะได้เห็นรายละเอียดเล็กๆ ที่มักถูกมองข้ามประกอบกันเป็นวัฒนธรรมค่ะตั้งแต่ลวดลายงานปัก สีสันของตึกแถว ไปจนถึงพื้นผิวของวัตถุดิบในครัว ซึ่งทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมเปอรานากันได้แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรมนี้มีรากมาจากการผสมผสานของชาวจีนอพยพและชุมชนมลายูตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 จนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยังคงถูกพัฒนาและต่อยอดมาจนถึงปัจจุบันค่ะ

การตลาด OPPO Discovery Channel

ในขณะเดียวกัน OPPO Find N6 ก็ถูกวางบทบาทเป็น “เครื่องมือเบื้องหลัง” ที่ช่วยให้การเล่าเรื่องนี้มีพลังมากขึ้นค่ะ ผ่านกล้อง Hasselblad Master ความละเอียดสูง 200MP ที่สามารถเก็บรายละเอียดได้ลึกตั้งแต่เท็กซ์เจอร์ของงานฝีมือไปจนถึงความเข้มข้นของวัตถุดิบ รวมถึงหน้าจอพับขนาดใหญ่ที่ช่วยให้การคิดและจัดองค์ประกอบภาพทำได้อย่างยืดหยุ่น และเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาช่วยในกระบวนการสร้างสรรค์ ตั้งแต่การจัดโครงสร้างไอเดียไปจนถึงการวางแผนเมนู ทำให้เทคโนโลยีจึงไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะฟีเจอร์ทั่วไปเท่านั้นค่ะ แต่ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นจริงเหมือนเพื่อนคู่คิดส่วนตัวนั่นเองค่ะ

เบลล์มองว่าเมื่อรวมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน แคมเปญนี้จึงทำหน้าที่เหมือนสารคดีที่เล่าเรื่องคนและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งเป็นการแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถมีบทบาทในการ “นิยาม” และต่อยอดวัฒนธรรมให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร ภาพทั้งหมดที่ถูกถ่ายทอดออกมาจึงให้ความรู้สึกเหมือนสารคดีที่มีชั้นเชิง ขณะที่ตัวสินค้าไม่จำเป็นต้องถูกพูดถึงตรงๆ แต่กลับทำให้คนดูเข้าใจได้ชัดเจนค่ะว่าเทคโนโลยีในวันนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่เก็บภาพ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรื่องราวที่มีคุณค่าถูกเล่าออกมาได้อย่างมีชีวิตและมีความหมายมากขึ้นนั่นเองค่ะ

และเมื่อทุกคนเห็นภาพทั้งหมดของเรื่องราวแล้ว สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ “เบื้องหลังความคิด” ว่าทำไมแบรนด์ถึงเลือกเล่าแบบนี้และซ่อนกลยุทธ์อะไรไว้บ้าง ต่อไปเบลล์จะพาทุกคนไปถอดรหัสสิ่งที่ OPPO กำลังทำอยู่กันค่ะ

สิ่งที่เห็นได้ตั้งแต่ต้นเลยคือ OPPO ไม่ได้เลือกเล่าเรื่องนี้เพียงลำพังค่ะ แบรนด์ได้จับมือกับ Discovery Channel ผ่านโปรเจกต์ระดับโลก “Culture in a Shot” ที่ทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 โดยในปีนี้ใช้แนวคิด “Meet Culture Anew, Make Your Moment” ที่ได้พาไปสำรวจวัฒนธรรมเปอรานากันที่สิงคโปร์ค่ะ

การตลาด OPPO Discovery Channel

สิ่งที่ OPPO ทำในโปรเจกต์นี้คือใช้ OPPO Find N6 เป็นเครื่องมือหลักในการถ่ายทอดภาพผ่านกล้อง Hasselblad ความละเอียดสูงและฟีเจอร์ AI ที่ช่วยให้การเล่าเรื่องมีความลื่นไหลมากขึ้น โดยทั้งหมดถูกเล่าออกมาในรูปแบบของสารคดีที่ไม่ใช่โฆษณาที่เน้นขายสเปกเพียงเท่านั้นค่ะ เมื่อเรื่องทั้งหมดถูกนำเสนอผ่านบริบทของ Discovery ภาพที่ได้จึงถูกมองต่างออกไป จากเดิมที่อาจเป็นเพียงภาพจากสมาร์ทโฟนเท่านั้น กลายมาเป็นภาพที่มีมาตรฐานใกล้เคียงงานสารคดีระดับสากล ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือโดยที่แบรนด์ไม่จำเป็นต้องอธิบายรายละเอียดของกล้องเพิ่มเติมนั่นเองค่ะ

การตลาด OPPO Discovery Channel

ในมุมของกลยุทธ์เบลล์มองว่านี่คือการเลือกใช้พาร์ทเนอร์ที่มีมาตรฐานระดับโลกมาช่วยขยายศักยภาพของแบรนด์ ทำให้ OPPO ไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะผู้ผลิตเทคโนโลยีอีกต่อไปค่ะ แต่เป็นแบรนด์ที่มีบทบาทในการเล่าเรื่อง ถ่ายทอดวัฒนธรรม และสร้างนิยามใหม่ของประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับผู้คนได้อย่างชัดเจนค่ะ

หนึ่งในจุดที่น่าสนใจของเรื่องราวชุดนี้คือ OPPO เลือกพาเราไปรู้จัก “วัฒนธรรมเปอรานากัน” ใน Singapore ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงและมีรากทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนค่ะ แต่ที่น่าสนใจคือเบลล์ได้ตั้งคำถามกับตัวเองแล้วเก็บไปคิดต่อว่าทำไม OPPO ถึงไม่ได้เลือกที่จะเล่าเรื่องกว้าง ๆ ที่ใครก็เข้าใจได้ แต่กลับไปเลือกลงลึกที่วัฒนธรรมในสิงค์โปร์แทน

ก่อนอื่นคำว่า “เปอรานากัน” ในภาษามลายูหมายถึง “ผู้ที่เกิดในท้องถิ่น” ซึ่งสะท้อนถึงการผสมผสานของชาวจีนอพยพกับชุมชนมลายูจนเกิดเป็นวัฒนธรรมที่มีทั้งอาหาร ภาษา และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ การเลือกเล่าเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การหยิบวัฒนธรรมมาใช้เป็นฉากหลัง แต่เป็นการหยิบ “ตัวตนของพื้นที่” มาเป็นแกนหลักของเรื่องเลยค่ะ

การตลาด OPPO Discovery Channel

สิ่งที่ OPPO ตั้งใจทำคือการนำเรื่อง Local ที่มีความเฉพาะตัวสูงมาเล่าด้วยโปรดักชันและมุมมองระดับ Global ผ่านโปรเจกต์ “Culture in a Shot” ที่ทำให้เรื่องเล็กๆ ที่อาจดูเฉพาะกลุ่มกลายมาเป็นเรื่องที่คนทั้งภูมิภาคเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงได้ง่ายขึ้นเบลล์มองว่าบางทีการที่แบรนด์เลือกวัฒนธรรมนี้อาจเป็นเพราะเรื่องราวที่มีรายละเอียดและมีมิติที่ไม่ใช่ใครก็เล่าได้ นำมาตีความให้สมัยใหม่ขึ้นตามยุคที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ยังคงรากเดิมของเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ เพราะยิ่งเรื่องเฉพาะมากเท่าไรมันยิ่งสะท้อนตัวตนของผู้คนได้ชัดมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

ในมุมของกลยุทธ์เบลล์มองว่านี่คือการทำให้แบรนด์ระดับโลก “เข้ามาอยู่ในชีวิตคนท้องถิ่น” ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากค่ะ เพราะแทนที่จะสื่อสารจากมุมของแบรนด์เพียงอย่างเดียว OPPO เลือกสื่อสารผ่านสิ่งที่คนในพื้นที่ให้คุณค่าอยู่แล้ว ส่งผลให้คนดูไม่ได้รู้สึกว่าแบรนด์กำลังพูดกับเขา แต่รู้สึกว่าแบรนด์ “เข้าใจเขา” มากกว่าและตรงนี้เองที่ช่วยสร้างความผูกพันกับแบรนด์ได้ลึกกว่าการสื่อสารทั่วไปค่ะ

สิ่งที่เบลล์นั่งคิดตามตอนดูคือทำไมแบรนด์มือถือถึงเลือกเล่าเรื่อง “อาหาร” กันนะ ทั้งที่จริงจะพูดเรื่องกล้องหรือ AI ตรงๆ ก็ได้แต่พอดูไปเรื่อยๆ จะเริ่มเข้าใจค่ะว่าอาหารในเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่สิ่งที่เอาไว้กิน แต่มันคือ “พื้นที่ของความทรงจำ”

ในครัวของเชฟ Malcolm Lee เราจะเห็นตั้งแต่วัตถุดิบอย่าง buah keluak ที่ต้องใช้เวลาเตรียมและปรุงอย่างพิถีพิถัน ไปจนถึงขั้นตอนการทำอาหารที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ซึ่งทั้งหมดนี้มันสะท้อนให้เห็นค่ะว่าอาหารเปอรานากันคือประสบการณ์ที่สั่งสมมาและต้องพัฒนาอยู่เสมอเพื่อไม่ให้หายไปตามกาลเวลา

การตลาด OPPO Discovery Channel

แล้วพอเรากลับมามองที่ตัว OPPO Find N6 มันยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกค่ะเพราะสิ่งที่มือถือเครื่องนี้ทำ ไม่ใช่แค่ถ่ายภาพให้สวยแต่เป็นการเก็บรายละเอียดของช่วงเวลานั้นเอาไว้อีกด้วย ภาพอาหารที่เห็นในเรื่องไม่ได้ถูกทำให้ดูสวยอย่างเดียวแต่เต็มไปด้วยพื้นผิว แสง และความละเอียดที่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงกระบวนการและความตั้งใจที่อยู่เบื้องหลัง ทำให้หนึ่งภาพที่ได้มีมากกว่าความสวย แต่ยังมี “เรื่องราว” อยู่ในนั้นอีกด้วยค่ะ แล้วเทคโนโลยีอย่าง OPPO Find N6 ก็ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มให้สิ่งที่เคยเป็นรายละเอียดเล็กๆ กลายเป็นสิ่งที่เรามองเห็นและให้คุณค่าได้มากขึ้น

การตลาด OPPO Discovery Channel

สิ่งที่น่าสนใจคือพอเรื่องทั้งหมดถูกเล่าออกมาในมุมนี้เราจะเริ่มมองมือถือเปลี่ยนไปจากเดิม จากอุปกรณ์ที่อาจเคยใช้แค่ถ่ายรูปหรือทำงานทั่วไป กลายมาเป็นเครื่องมือที่เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิตและช่วยให้สิ่งเหล่านั้นถูกเก็บเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนมากขึ้นทั้งในแง่ของภาพและความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังนั่นเองค่ะ

มุมหนึ่งที่ถูกเล่าออกมาได้น่าสนใจคือแบรนด์ไม่ได้เลือกนำเสนอความล้ำของเทคโนโลยีผ่านภาพอนาคตหรือความทันสมัยแบบที่เราคุ้นเคยหรือเห็นกันบ่อยอีกแล้วค่ะ แต่ครั้งนี้ OPPO กลับเลือกเล่าผ่านสิ่งที่มีอยู่แล้วอย่างวัฒนธรรมและอาหารระหว่างที่ดูเรื่องราวของเชฟเราจะเห็นว่าหลายเมนูก็ไม่ได้ถูกทำตามสูตรเดิมแบบเป๊ะๆ ค่ะ แต่มีการหยิบวัตถุดิบดั้งเดิมอย่าง buah keluak มาปรับวิธีการนำเสนอใหม่โดยถูกตีความใหม่ให้เข้ากับคนยุคนี้

การตลาด OPPO Discovery Channel

มันเลยทำให้เบลล์เริ่มคิดว่าสิ่งที่แบรนด์กำลังสื่อจริงๆ อาจไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่เป็นวิธีคิดเดียวกับเทคโนโลยีเลยก็ได้ค่ะเพราะในขณะเดียวกัน OPPO Find N6 ก็ถูกออกแบบมาในลักษณะเดียวกันคือไม่ได้พยายามเป็นของใหม่ไปซะทีเดียว แต่เป็นการพัฒนาจากสิ่งที่คนคุ้นเคยอยู่แล้วให้มันไปได้ไกลขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอพับที่ขยายวิธีใช้งานเดิมให้ยืดหยุ่นขึ้น หรือการใช้ AI เข้ามาช่วยต่อยอดไอเดียในกระบวนการทำงานจริง

การตลาด OPPO Discovery Channel

พอเอาสองอย่างนี้มาอยู่ในเรื่องเดียวกันมันเลยทำให้คำว่า “นวัตกรรม” ดูไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือซับซ้อนเกินไปแต่เป็นสิ่งที่ค่อยๆ เกิดขึ้นจากการพัฒนาและปรับตัวของสิ่งเดิมให้เข้ากับยุคสมัยนั่นเองค่ะ แล้วมันก็ชวนให้เรากลับมามองว่าบางทีความล้ำอาจเกิดจากการค่อยๆ ต่อยอดจากเดิมให้ดีขึ้นในแบบของตัวเองก็ได้ค่ะ

สรุป แคมเปญ การตลาด Culture in a Shot จาก OPPO x Discovery Channel เปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นตัวกลางของเรื่องราวและวัฒนธรรม

ถ้าถามว่าเบลล์ได้อะไรจากเคสของ OPPO นี้มากที่สุด ก็คงจะเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดในการทำการตลาดไปเลยค่ะ อย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือแบรนด์ไม่ได้พยายามขายของด้วยสิ่งที่ตัวเองมี แต่เลือก “สร้างบริบท” ที่ทำให้คนเข้าใจคุณค่าของสิ่งนั้นเอง โดยไม่ต้องพูดตรงๆ ว่าสินค้านั้นดีแค่ไหนซึ่งมันทำให้การสื่อสารดูน่าเชื่อถือและมีพลังมากขึ้นค่ะ

อย่างที่สองคือการเลือกเล่าเรื่องที่ “ลึก” มากกว่ากว้าง กลับทำให้คนอินมากกว่าเพราะยิ่งเรื่องมีรายละเอียดและมีความจริงอยู่ข้างใน ก็จะยิ่งทำให้คนดูยิ่งเชื่อมโยงได้ง่ายขึ้นถึงแม้จะเป็นวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มก็ตามค่ะ

และอย่างสุดท้ายที่เบลล์สรุปได้คือการเปลี่ยนบทบาทของเทคโนโลยี จากสิ่งที่ดูเป็นฟีเจอร์หรือสเปกให้กลายมาเป็นสิ่งที่เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาที่มีความหมายของคนได้จริงๆ ซึ่งตรงนี้ทำให้แบรนด์ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่กำลังขาย “บทบาทของสินค้าในชีวิตคน” มากกว่านั่นเองค่ะ และการที่ OPPO เลือกเล่าความล้ำผ่านสิ่งที่มีอยู่แล้ว ทำให้คำว่า “นวัตกรรม” ดูไม่ไกลตัวอีกต่อไปแต่เป็นสิ่งที่ค่อยๆ เติบโตจากของเดิมและเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้มากขึ้น

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *