ประวัติ Natuzzi จากจักรเย็บผ้ามือสองในอิตาลีใต้ปี 1959 สู่บริษัทเฟอร์นิเจอร์ต่างชาติรายเดียวใน Wall Street ถอดบทเรียน The One Insight และกลยุทธ์ Made in Italy ที่แบรนด์ไทยใช้ต่อได้

ประวัติ Natuzzi จากจักรเย็บผ้ามือสองสู่ Wall Street บทเรียน Made in Italy Marketing

ช่วงต้นทศวรรษ 1980s ชายชาวอิตาลีคนหนึ่งเดินเข้าไปในห้าง Macy’s ที่นิวยอร์ก แล้วเห็นโซฟาหนังธรรมดาตัวหนึ่งติดป้ายราคา 3,000 ดอลลาร์ หรือราว 98,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนราว 32.8 บาทต่อดอลลาร์ ณ กลางปี 2026) แทนที่เขาจะเดินผ่านไปเฉยๆ เขากลับมองเห็นสิ่งที่คนทั้งอุตสาหกรรมมองข้าม นั่นคือช่องว่างมหาศาลระหว่างราคาที่ตลาดขาย กับต้นทุนที่โรงงานของเขาในอิตาลีใต้ทำได้จริง เขาเสนอขายโซฟาหนังคุณภาพใกล้เคียงกันในราคาแค่ 1 ใน 3 และการตัดสินใจครั้งนั้นก็เปลี่ยนทั้งชีวิตเขาและทั้งอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์โลกไปตลอดกาล

ชายคนนั้นชื่อ Pasquale Natuzzi ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Natuzzi ที่ทุกวันนี้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เฟอร์นิเจอร์อิตาลีที่คนไทยสายบ้านหรูรู้จักกันดีในชื่อ Natuzzi Italia จากที่ผมสังเกตเวลาเดินห้างระดับ Siam Paragon โซนเฟอร์นิเจอร์ แบรนด์อิตาลีมักถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่แพงและพรีเมียมที่สุดเสมอ ทั้งที่หลายแบรนด์เราแทบไม่รู้ประวัติเลยว่ากว่าจะมายืนตรงนั้นได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสประวัติ Natuzzi กันตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากจักรเย็บผ้ามือสองในเมืองเล็กๆ ทางใต้ของอิตาลี Insight เดียวที่ทำให้แบรนด์นี้ครองตลาดอเมริกาจนได้เป็นบริษัทเฟอร์นิเจอร์ต่างชาติรายเดียวใน Wall Street กลยุทธ์ Made in Italy ที่กลายเป็นทั้งจุดแข็งและเดิมพันครั้งใหม่ในวันนี้ และบทเรียนที่นักการตลาดไทยเอาไปใช้ต่อได้จริงครับ

Brand Timeline เส้นทางประวัติ Natuzzi แบบย่อ

  1. ปี 1959 Pasquale Natuzzi ในวัย 19 ปี เปิดเวิร์กช็อปเล็กๆ ในเมือง Taranto แคว้น Apulia ทางใต้ของอิตาลี ด้วยจักรเย็บผ้ามือสอง ค้อนหนึ่งอัน และกรรไกรสี่เล่ม
  2. ปี 1973 ไฟไหม้โรงงานที่เมือง Matera ทั้งหลัง ต้องย้ายมาเริ่มใหม่ที่ Santeramo in Colle ซึ่งกลายเป็นสำนักงานใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้
  3. ต้นทศวรรษ 1980s เห็นโซฟาหนังราคา 3,000 ดอลลาร์ที่ Macy’s นิวยอร์ก แล้วตัดสินใจบุกตลาดอเมริกาด้วยราคา 1 ใน 3 จนตลาดสหรัฐกลายเป็นรายได้หลักของแบรนด์
  4. ปี 1993 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก กลายเป็นบริษัทเฟอร์นิเจอร์ต่างชาติรายเดียวใน Wall Street ณ เวลานั้น
  5. ปี 2025-2026 เข้าสู่ช่วงปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ย้ายการผลิตจากจีนกลับอิตาลี และเดิมพันอนาคตทั้งหมดกับแบรนด์หรู Natuzzi Italia ที่ชูความเป็น Made in Italy เต็มตัว

Brand Background ประวัติ Natuzzi จุดเริ่มต้นจากจักรเย็บผ้ามือสองในอิตาลีใต้

ก่อนจะเป็นแบรนด์ระดับโลก จุดเริ่มต้นของ Natuzzi ต้องเรียกว่าติดดินสุดๆ ครับ ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของ Natuzzi Pasquale Natuzzi ก่อตั้งบริษัทในปี 1959 จากสตูดิโอเช่าเล็กๆ ในเมือง Taranto ด้วยอุปกรณ์เพียงจักรเย็บผ้ามือสอง ค้อนหนึ่งอัน และกรรไกรสี่เล่ม ในวัยเพียง 19 ปี โดยมีทักษะติดตัวจากการเป็นเด็กฝึกงานในร้านช่างเบาะมาตั้งแต่เด็ก

เส้นทางช่วงแรกไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย เพราะในปี 1973 เกิดไฟไหม้โรงงานที่เมือง Matera ทั้งหลังจากไฟฟ้าลัดวงจร ตามข้อมูลจาก Wikipedia ตอนนั้นเขาแทบไม่เหลืออะไร ธนาคารก็ไม่ปล่อยกู้ จนต้องย้ายไปเริ่มใหม่ที่โรงงานที่ยังสร้างไม่เสร็จในเมือง Santeramo in Colle ถึงขั้นต้องนอนเฝ้าโรงงานเองเพราะอาคารยังไม่มีประตูหน้าต่างด้วยซ้ำ แต่ Pasquale Natuzzi กลับเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง เพราะการสร้างโรงงานใหม่ทำให้เขาเปลี่ยนจากงานฝีมือแบบช่างห้องแถว มาเป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ยังคงฝีมือช่างหนังไว้ได้

ที่น่าสนใจคือก่อนจะดังที่อเมริกา Natuzzi ไปดังที่ตะวันออกกลางก่อน จากการออกงานแฟร์เฟอร์นิเจอร์ที่เมือง Bari ช่วงกลางยุค 1970s ทำให้ได้ลูกค้าจากซาอุดีอาระเบีย อิสราเอล และจอร์แดน จนปี 1976 รายได้ราว 60% ของบริษัทมาจากประเทศกลุ่มนี้ และในปี 1977 เขาไปออกงานแฟร์ที่เมือง Cologne ประเทศเยอรมนี ด้วยโซฟาหนังเพียงตัวเดียว แต่ได้ดีลกับเชนจัดจำหน่ายรายใหญ่ของยุโรป ทำให้แบรนด์เริ่มโฟกัสที่ Niche เดียวชัดๆ คือโซฟาหนังสไตล์ร่วมสมัย

The One Insight โซฟาหนัง 3,000 ดอลลาร์ที่ Macy’s กับกลยุทธ์ที่เปลี่ยนทุกอย่าง

ทีนี้มาถึงหัวใจของเรื่องครับ ช่วงปลายยุค 1970s Pasquale Natuzzi เริ่มกังวลว่าตลาดอิตาลีจะอิ่มตัว เขาเลยบินไปดูตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอเมริกา แล้วก็เจอภาพที่เปลี่ยนชีวิตในช่วงต้นทศวรรษ 1980s คือโซฟาหนังธรรมดาตัวหนึ่งที่ Macy’s ติดป้ายราคา 3,000 ดอลลาร์ ในยุคนั้นโซฟาหนังในอเมริกาคือของหรูสำหรับคนรวยเท่านั้น คนทั่วไปได้แต่ซื้อโซฟาผ้า

Insight ที่เขามองเห็นไม่ใช่เรื่องดีไซน์หรือเทคโนโลยีอะไรเลย แต่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทั้งอุตสาหกรรมมองข้าม นั่นคือคนอเมริกันจำนวนมหาศาลอยากได้โซฟาหนัง แค่ไม่มีใครทำราคาให้พวกเขาเอื้อมถึงได้ ในขณะที่โรงงานของเขาในอิตาลีใต้ ที่คุมทั้ง Supply Chain ตั้งแต่ฟอกหนัง ตัดเย็บ จนถึงประกอบเองทั้งหมดแบบ Vertical Integration ทำให้เขาผลิตโซฟาหนังคุณภาพดีได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก

เขาเลยเสนอขายโซฟาหนังในราคาแค่ 1 ใน 3 ของตลาด และตามข้อมูลจาก Wikipedia ในปี 1981 โซฟาหนังถูกขายให้คนทั่วไปที่ราคา 999 ดอลลาร์ หรือราว 32,700 บาท เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการเฟอร์นิเจอร์อเมริกา ควบคู่กับการจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับเชนห้างใหญ่อย่าง Macy’s ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นี่คือการเปลี่ยนโซฟาหนังจากสินค้า Luxury สำหรับคนรวย ให้กลายเป็นของที่ชนชั้นกลางทุกบ้านซื้อได้ ผลคือมีบันทึกว่าช่วงปลายยุค 1980s ตลาดอเมริกากลายเป็นสัดส่วนราว 90% ของรายได้แบรนด์ และพาบริษัทโตจนในปี 1993 Natuzzi จดทะเบียนใน Wall Street เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 1993 ซึ่ง ณ เวลานั้นเป็นบริษัทเฟอร์นิเจอร์ต่างชาติรายเดียวในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

ความสำเร็จของ Natuzzi ยังไม่ได้หยุดแค่ตัวบริษัทเอง แต่สร้างสิ่งที่เรียกว่า Sofa District หรือย่านอุตสาหกรรมโซฟาทางใต้ของอิตาลี ระหว่างเมือง Santeramo, Matera และ Altamura ที่เติบโตจนมีบริษัทผลิตมากกว่า 300 แห่ง จ้างงานรวมกว่า 11,000 คน โดยหลายบริษัทก่อตั้งโดยอดีตพนักงานของ Natuzzi เอง ถึงขั้นมีอดีตพนักงานคนหนึ่งเปรียบเขาเป็นเหมือน Christopher Columbus ที่ค้นพบโลกใบใหม่ให้คนทั้งภูมิภาค

Made in Italy Marketing เมื่อแหล่งกำเนิดสินค้ากลายเป็นกลยุทธ์การตลาด

ถ้าถามว่าทำไมโซฟาจากอิตาลีใต้ถึงขายได้ทั้งที่ราคาถูกกว่าตลาด 3 เท่า โดยไม่ถูกมองว่าเป็นของถูกไร้คุณภาพ คำตอบอยู่ที่คำ 3 คำที่ทรงพลังที่สุดคำหนึ่งในโลกการตลาด นั่นคือ Made in Italy ครับ

ในทางการตลาดเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Country of Origin Effect หรือผลของแหล่งกำเนิดสินค้าต่อการรับรู้คุณค่าในใจผู้บริโภค คนทั้งโลกถูกปลูกฝังมานานว่าอิตาลีคือประเทศแห่งงานฝีมือ แฟชั่น และดีไซน์ พอสินค้าติดป้ายว่ามาจากอิตาลี ผู้บริโภคก็พร้อมเชื่อในคุณภาพและพร้อมจ่ายแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ Natuzzi ฉลาดตรงที่ใช้ Brand Equity ของทั้งประเทศมาการันตีสินค้าตัวเอง ทำให้สมการในหัวลูกค้าอเมริกันกลายเป็น ของอิตาลีแท้ ฝีมือช่างจริง แต่ราคาจับต้องได้ ซึ่งแทบไม่มีใครปฏิเสธข้อเสนอแบบนี้ได้เลย

และเมื่อเวลาผ่านไป แบรนด์ก็ยกระดับการใช้ Made in Italy จากแค่ป้ายบอกแหล่งผลิต ให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมแบรนด์เต็มรูปแบบ ผ่านการแตกเป็นสองแบรนด์ชัดเจน คือ Natuzzi Italia แบรนด์หรูที่ผลิตในอิตาลี 100% ชูปรัชญาการใช้ชีวิตแบบเมดิเตอร์เรเนียน กับ Natuzzi Editions แบรนด์ราคาเข้าถึงง่ายกว่าสำหรับตลาดกว้าง การแยกแบบนี้ช่วยปกป้องไม่ให้ความพรีเมียมของแบรนด์หลักถูกลดทอนจากสินค้าราคากลาง ซึ่งเป็นวิธีคิดเดียวกับที่แบรนด์หรูทั่วโลกใช้จัดการ Portfolio ตัวเอง อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความกลยุทธ์การตลาดแบรนด์หรู Luxury Brand Marketing Strategy ว่าแบรนด์หรูต้องบริหารระยะห่างระหว่างความหรูกับความเข้าถึงได้อย่างระมัดระวังเสมอ

แต่เรื่องนี้ก็มีอีกด้านที่ต้องเล่าอย่างตรงไปตรงมาครับ เพราะจุดแข็งเรื่องราคาที่เคยพา Natuzzi ขึ้นสู่จุดสูงสุด กลับกลายเป็นจุดอ่อนเมื่อผู้ผลิตจากจีนเข้ามาเล่นเกมราคาแบบเดียวกันในต้นทุนที่ถูกกว่า ตั้งแต่ช่วงปี 2007 เป็นต้นมาบริษัทต้องปรับโครงสร้างหลายรอบ และตามรายงานผลประกอบการล่าสุดใน เอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ปี 2025 ทั้งปีบริษัทมีรายได้ 308.2 ล้านยูโร หรือราว 11,700 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนราว 38 บาทต่อยูโร ณ กลางปี 2026) แต่ขาดทุน 30.6 ล้านยูโร หรือราว 1,160 ล้านบาท จนบอร์ดต้องอนุมัติให้เข้าสู่กระบวนการเจรจาปรับโครงสร้างตามกฎหมายอิตาลี

สิ่งที่น่าจับตาคือท่ามกลางวิกฤต บริษัทกลับเลือกเดิมพันด้วยการกลับไปหารากของตัวเอง ทั้งการย้ายฐานการผลิต Natuzzi Editions สำหรับตลาดอเมริกาเหนือจากจีนกลับมาอิตาลี ปิดโรงงานที่เซี่ยงไฮ้ และดันแบรนด์ Natuzzi Italia ที่ Margin สูงกว่าเป็นหัวหอก ซึ่งในไตรมาส 3 ปี 2025 ยอดขาย Natuzzi Italia เติบโต 18% สวนทางสินค้าไม่ติดแบรนด์ที่ลดลง 20% ตัวเลขนี้บอกเราว่าตัวแบรนด์หรูยังแข็งแรง ปัญหาหลักอยู่ที่โครงสร้างต้นทุน ส่วนการปรับโครงสร้างรอบนี้จะพาบริษัทกลับมาได้หรือไม่ คงต้องรอเวลาพิสูจน์อีกสักพัก แต่ทิศทางที่เลือกก็สะท้อนความเชื่อเดิมของผู้ก่อตั้งชัดเจนว่า คุณค่าที่แท้จริงของแบรนด์นี้ผูกอยู่กับคำว่า Made in Italy

Why It Worked ทำไมกลยุทธ์ของ Natuzzi ถึงเปลี่ยนอุตสาหกรรมได้

เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นทั้งเส้นทางจากจักรเย็บผ้ามือสอง Insight ที่ Macy’s จนถึงเดิมพันครั้งใหม่ในวันนี้ คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ อะไรคือกลไกเบื้องหลังที่ทำให้การตัดสินใจครั้งนั้นได้ผลขนาดนี้ ผมสรุปออกมาเป็น 3 ข้อครับ

  1. Unserved Demand ความต้องการมหาศาลที่ถูกทิ้งไว้เพราะราคา ตลาดโซฟาหนังอเมริกาไม่ได้เล็ก แค่ถูกล็อกไว้ด้วยราคาที่มีแต่คนรวยจ่ายไหว Natuzzi ไม่ได้สร้างความต้องการใหม่ แค่ปลดล็อกความต้องการที่มีอยู่แล้วให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ ลองนึกภาพร้านโอมากาเสะที่คนไทยอยากลองกันทั้งเมืองแต่ราคาหลักหมื่น พอมีร้านทำคุณภาพใกล้เคียงในราคาหลักพัน คิวก็แน่นทันทีโดยไม่ต้องโฆษณาอะไรมาก
  2. Structural Cost Advantage ความได้เปรียบต้นทุนเชิงโครงสร้างที่คู่แข่งตามยาก ราคา 1 ใน 3 ของ Natuzzi ไม่ใช่การยอมขาดทุนเพื่อแย่งตลาด แต่มาจากโครงสร้างจริงคือการคุม Supply Chain เองทั้งเส้นตั้งแต่หนังดิบถึงโซฟาสำเร็จ บวกการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ยังคงฝีมือช่างไว้ได้ ทำให้กดราคาได้โดยที่คุณภาพไม่ตก ต่างจากแบรนด์ที่ลดราคาด้วยการลดสเปก ซึ่งสุดท้ายจะพังเพราะลูกค้าจับได้
  3. Borrowed Trust ยืมความน่าเชื่อถือของประเทศมาค้ำแบรนด์ ของถูกมักถูกตั้งคำถามเรื่องคุณภาพ แต่คำว่า Made in Italy ตอบคำถามนั้นแทนแบรนด์ตั้งแต่ลูกค้ายังไม่ทันถาม เพราะภาพจำเรื่องงานฝีมืออิตาลีถูกสั่งสมมาก่อน Natuzzi เกิดเสียอีก แบรนด์เลยได้ความไว้ใจระดับพรีเมียมมาแบบไม่ต้องสร้างเองตั้งแต่ศูนย์ เหลือแค่รักษามาตรฐานให้สมกับป้ายที่ติดไว้

Marketing Lesson บทเรียนจาก Natuzzi สู่แบรนด์ไทย

คำถามที่ผมอยากชวนคิดต่อคือ แล้วแบรนด์ไทยจะใช้บทเรียนแบบเดียวกันนี้ได้อย่างไรบ้าง เพราะจริงๆ แล้วประเทศไทยก็มีต้นทุนแบบเดียวกับที่อิตาลีมีครับ

ตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็น Jim Thompson แบรนด์ผ้าไหมไทยที่ยกระดับความเป็นไทยให้กลายเป็นแบรนด์ Lifestyle ระดับโลกมาได้หลายสิบปี ด้วยตรรกะเดียวกับ Natuzzi คือใช้ภาพจำของประเทศในเรื่องงานฝีมือมาเป็นฐานความน่าเชื่อถือ แล้วต่อยอดด้วยดีไซน์และ Brand Story ที่แข็งแรง

แต่แบรนด์ไทยส่วนใหญ่ยังใช้คำว่า Made in Thailand แบบทิ้งๆ ขว้างๆ คือติดไว้เป็นแค่ป้ายบอกแหล่งผลิต ไม่ใช่เครื่องมือสร้างมูลค่า ลองนึกภาพแบรนด์เครื่องหนังไทยสักแบรนด์ที่แทนที่จะบอกแค่ว่าผลิตในไทย กลับเล่าเรื่องช่างฝีมือที่เย็บกระเป๋าใบนั้นจริงๆ แหล่งฟอกหนังที่ใช้ และมาตรฐานที่ตรวจทุกชิ้น แบบเดียวกับที่ Natuzzi เล่าเรื่องช่างหนังใน Apulia มูลค่าที่ลูกค้ายอมจ่ายจะต่างกันทันทีทั้งที่ตัวสินค้าอาจเหมือนเดิมทุกอย่าง

อีกบทเรียนที่สำคัญไม่แพ้กันคือด้านกลับของเรื่องนี้ครับ ถ้าจุดขายของเราคือราคาถูกเพียงอย่างเดียว วันหนึ่งจะมีคนทำถูกกว่าเสมอ เหมือนที่ Natuzzi เจอกับผู้ผลิตจีนมาแล้ว สิ่งที่ทำให้แบรนด์รอดมาถึงวันนี้และยังมีลุ้นต่อ ไม่ใช่ราคา แต่คือคุณค่าของแหล่งกำเนิดที่ลอกเลียนไม่ได้ เพราะต่อให้ใครก็ผลิตโซฟาได้ แต่ไม่มีใครผลิตโซฟา Made in Italy ได้นอกจากอิตาลี

Origin สรุปบทเรียนการตลาดจาก Natuzzi ที่นักการตลาดต้องรู้

บทเรียนการตลาดจาก Natuzzi คือ Insight ที่ทรงพลังบางครั้งก็เรียบง่ายแค่การเห็นว่าคนจำนวนมากอยากได้ของชิ้นหนึ่ง แต่ไม่มีใครทำราคาให้เขาเอื้อมถึง

เคสแบบ Natuzzi ในเชิงกลยุทธ์ เราเรียกว่า The One Insight หรือแบรนด์ที่สร้างจากการมองเห็นความต้องการเพียงจุดเดียวที่คนอื่นมองข้าม จุดร่วมของแบรนด์กลุ่มนี้คือพวกเขาไม่ได้ชนะเพราะสินค้าดีกว่าหรือโฆษณาเก่งกว่า แต่ชนะเพราะกล้าฟังสิ่งที่ตลาดส่งเสียงบอกผ่านพฤติกรรม แล้วโฟกัสทรัพยากรทั้งหมดไปที่จุดเดียวนั้นอย่างเด็ดขาด

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Origin หรือในภาษาไทยคือ แหล่งกำเนิด เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ Natuzzi ขายให้คนทั้งโลกไม่ใช่โซฟา แต่คือความเชื่อมั่นในฝีมือของแผ่นดินที่สินค้าชิ้นนั้นถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่คู่แข่งเลียนแบบไม่ได้ไม่ว่าจะทุ่มเงินเท่าไหร่ก็ตาม

ดังนั้นคำถามที่อยากฝากทิ้งท้ายคือ แบรนด์ของคุณมีอะไรที่ผูกกับแหล่งกำเนิดจนใครก็ลอกไม่ได้บ้าง ถ้ายังไม่มี ถึงเวลาต้องหาให้เจอแล้วอย่างจริงจังครับ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Natuzzi

เจ้าของ Natuzzi คือใคร

Natuzzi ก่อตั้งโดย Pasquale Natuzzi ช่างเบาะชาวอิตาลี ในปี 1959 ที่เมือง Taranto ทางใต้ของอิตาลี ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ต้นปี 2026) เขายังดำรงตำแหน่ง Executive Chairman ของบริษัท Natuzzi S.p.A. ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

Natuzzi Italia กับ Natuzzi Editions ต่างกันอย่างไร

Natuzzi Italia คือแบรนด์หรูของเครือที่ออกแบบและผลิตในอิตาลีทั้งหมด เน้นปรัชญาการใช้ชีวิตแบบเมดิเตอร์เรเนียน ส่วน Natuzzi Editions คือแบรนด์ราคาเข้าถึงง่ายกว่าสำหรับตลาดกว้าง ในไทย Natuzzi Italia จัดจำหน่ายผ่าน Euro Creations ซึ่งมีโชว์รูมที่ทองหล่อ Siam Paragon และ Crystal Design Center

ทำไม Natuzzi ถึงประสบความสำเร็จในตลาดโลก

เพราะมองเห็น Insight ที่คนอื่นมองข้ามว่าผู้บริโภคจำนวนมากอยากได้โซฟาหนังแต่ราคาสูงเกินเอื้อม จึงใช้ความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตในอิตาลีใต้ บวกกับความน่าเชื่อถือของคำว่า Made in Italy ขายโซฟาหนังคุณภาพดีในราคาที่คนทั่วไปจ่ายไหว จนครองตลาดอเมริกาและเข้า Wall Street ได้ในปี 1993

Read More บทความแนะนำให้อ่านต่อ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องเทรนด์และกลยุทธ์ของแบรนด์หรูทั่วโลกได้ที่บทความ 10 Luxury Marketing Trends รวมเทรนด์การตลาดแบรนด์หรู บนเว็บการตลาดวันละตอน

Source แหล่งอ้างอิง

https://www.natuzzi.com/us/en/meet-natuzzi
https://en.wikipedia.org/wiki/Pasquale_Natuzzi
https://en.wikipedia.org/wiki/Natuzzi
https://www.businesswire.com/news/home/20240419181943/en/Natuzzi-Celebrates-Its-65th-Anniversary-by-Bringing-Its-Harmony-and-Its-New-Collections-on-the-Stage-of-the-High-Point-Market-in-US-and-of-the-Design-Week-in-Milan
https://www.stocktitan.net/sec-filings/NTZ/6-k-natuzzi-s-p-a-current-report-foreign-issuer-a13235b3270c.html
https://www.eurocreations.co.th/brand/natuzzi-italia

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *