การตลาด FWD แตะหัวใจคนดู ในแคมเปญ “Celebrate Pride ได้ทุกวัน Celebrate living ด้วยกันทุกที่ ”

ช่วง Pride Month ที่ผ่านมาเราคงคุ้นกับการที่แบรนด์ต่าง ๆ เปลี่ยนโลโก้เป็นสีรุ้ง หรือโพสต์ข้อความสนับสนุน ความหลากหลายแต่ การตลาด FWD กลับเลือกเล่าเรื่องแบบใหม่ที่น่าสนใจค่ะ แทนที่จะพูดตรงๆว่า “เราสนับสนุนความหลากหลาย” FWD สร้างแคมเปญ Celebrate Pride ได้ทุกวัน  Celebrate living ด้วยกันทุกที่ ผ่านภาพ Seek-and-Find ขนาดใหญ่ที่สร้างด้วย AI

การตลาด FWD
แคมเปญ Celebrate  Pride ได้ทุกวัน Celebrate living ด้วยกันทุกที่ จาก FWD

FWD คือ บริษัทประกันชีวิตที่เริ่มต้นในปี 2013 ปัจจุบันให้บริการใน 10 ประเทศทั่วเอเชีย มีลูกค้ากว่า 30 ล้านคน โดดเด่นด้วยแนวคิด “ทำให้ประกันชีวิตไม่ใช่เรื่องเครียด แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ”  FWD เลยเลือกเปลี่ยนมุมมองใหม่ ไม่พูดถึงความเสี่ยง ไม่ขายความกลัว แต่พูดถึง “ชีวิต” ในแบบที่ทุกคนอยากมี — ชีวิตที่มั่นใจ และเป็นตัวเองได้เต็มที่ แคมเปญนี้จึงออกแบบมาให้คน “หยุดดู” ไม่ใช่เพราะโฆษณาเสียงดัง แต่เพราะภาพมัน เล่าเรื่องแทนคำพูด

ซึ่งในภาพของแคมเปญจะไม่มีคำบรรยาย ไม่มีลูกศร ไม่มีใครถูกเน้น แต่คนดูจะเห็นความหลากหลายที่ชัดเจน

  • คู่รักชายรักชาย
  • คู่รักหญิงรักหญิง
  • คนข้ามเพศ
  • ครอบครัวแบบดั้งเดิม

ทุกคนถูกวางอยู่ร่วมกันในภาพเดียวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีใครดูโดดเดี่ยว ไม่มีใครถูกทำให้เป็นประเด็นพิเศษเกินไป นี่แหละคือจุดที่แบรนด์ฉลาด — เพราะแคมเปญนี้ สร้าง Impact ได้โดยไม่ต้อง Over-explain และเสริมสร้าง Brand Equity ด้านความเข้าใจและใส่ใจในความเป็นมนุษย์ 

ในเชิงจิตวิทยา นี่คือการสื่อสารแบบ Passive Learning through Exposure ผู้ชมไม่ได้ถูก “สอน” แต่ถูก “เปิดรับ” ผ่านสิ่งที่เห็น จึงนำไปสู่ความเข้าใจและยอมรับที่เป็นธรรมชาติว่าความหลากหลายมีอยู่จริง และอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจ ด้วยความเข้าใจคนแบบนี้แหละ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้แคมเปญนี้ “ปัง”

1. From Diversity to Sense of Belonging (จากความหลากหลาย สู่ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน )

ปกติแบรนด์จะพูดว่า “เราสนับสนุนความเท่าเทียม” ซึ่งฟังแล้วรู้สึก Outsider เป็นคนที่ได้รับความเมตตา แต่ การตลาด FWD กลับทำให้คนรู้สึกว่า “เฮ้ เราทุกคนอยู่ที่นี่ด้วยกันอยู่แล้วนี่” มันลึกกว่า และสร้าง Emotional Engagement ที่แข็งแกร่งกว่าเยอะเลยค่ะ

แล้วทำไม FWD เลือกโฟกัสตรงนี้?

เพราะ Insurance = Trust Business ในธุรกิจที่ขายความอุ่นใจและอนาคต คนจะเชื่อแบรนด์ได้ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าแบรนด์ “เข้าใจและยืนข้างเขา” ไม่ใช่แค่ “มองเขา”

FWD เลยสร้าง Emotional Engagement ด้วย Belonging Strategy แทนที่จะบอกว่ารับทุกความหลากหลายแบบผิวเผิน เป็น Real Connection ผ่านแคมเปญที่ทำให้คน รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (Sense of Belonging) ตั้งแต่แรกเห็น

การตลาด FWD
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt : A picture of a group of people of different genders, ages, and nationalities living together naturally in the same house some are cooking, some are playing with pets, some are reading books. There is soft sunlight shining into the house, the atmosphere is warm like a family. Even though everyone is different in terms of clothing, personality, and gender, their faces are happy. You can see the bond without words. There are no rainbow flags, no symbols, but they communicate with humanity that can live together harmoniously.

2. Human Centric (มนุษยเ์ป็นศูนย์กลางไม่ใช่ผลิตภัณฑ์)

นี่คือสิ่งที่ การตลาด FWD ทำเขาไม่ได้ขาย “แผนประกัน” แต่ขาย “ความรู้สึก” ว่าคุณสามารถใช้ชีวิตได้เต็มที่โดยมีแบรนด์อยู่เคียงข้างแบบเงียบ ๆ — เหมือนเพื่อนที่ไม่ต้องพูดเยอะ แต่อยู่เสมอ

ลองคิดดูสิคะ เวลาคุณจำแบรนด์ได้ คุณจำได้เพราะ Product หรือ Feeling? 

Brand Loyalty ไม่เคยเกิดจากฟีเจอร์ แต่มาจาก Emotional Memory ว่าแบรนด์นี้เข้าใจคุณ เห็นคุณ และอยู่ข้างคุณ FWD จึงเลือก Human-Centric Approach เพราะประกันชีวิตไม่ใช่ธุรกิจขายของ แต่มันคือธุรกิจที่ขายความรู้สึกปลอดภัย และอนาคตที่เชื่อมั่นได้

3. AI ที่มีหัวใจ 

AI ที่ FWD ใช้ ไม่ได้สร้างเพื่อ Impress คน แต่สร้าง Connect กับคน เพื่อบอกว่าในโลกของ FWD ทุกคนมีตัวตน ทุกคนมีพื้นที่ นี่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้าง Human Understanding ไม่ใช่แค่สร้างภาพจาก AI ที่โชว์ความเก่งกลายเป็น AI ที่เข้าใจชีวิตคนจริง และนี่แหละคือ AI ที่มีหัวใจ เพราะมันช่วยแบรนด์เล่าเรื่องแบบที่คนรู้สึกได้ว่า “This Story Could Be Mine.”

ทำไมบางแบรนด์เราจำได้ บางแบรนด์เราลืม? ความจริงคือ คนไม่ได้อยากรู้จักแบรนด์คุณ คนอยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง (Sense of Belonging) FWD เข้าใจเรื่องนี้ดี แทนที่จะตะโกนว่า “เราสนับสนุนความหลากหลาย” (ซึ่งฟังดูเหมือนแบ่งฝั่ง “ผู้ให้” กับ “ผู้รับ) พวกเขากลับสื่อสารว่า “เราทุกคนอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว” สองประโยคนี้ดูคล้ายกัน แต่ Emotional Impact ต่างกันมากเลยค่ะ 

Interactive Content ที่คนอยากเล่น ไม่ใช่ถูกบังคับ

อีกจุดฉลาดของ FWD คือการออกแบบ Interactive Content ที่ไม่ Hard Sell ภาพแบบ Seek-and-Find ทำให้คนรู้สึกว่า “อยากมองก็มอง อยากหาก็หา” เป็น Engagement แบบ Voluntary, Not Forced เพราะความลับของ Viral Content ไม่ใช่แค่ Like / Share / Comment แต่มันคือ Time Spent with the Brand คนยิ่ง “อยู่กับคอนเทนต์” นานเท่าไหร่ โอกาสจำแบรนด์ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ FWD เล่าเรื่องแบบแสดงออก ไม่ใช่บอกตรง การสร้าง Brand Affinity ที่แท้จริงอยู่ที่การ “แสดงออก” ไม่ใช่การ “บอก” ว่าเราเข้าใจ ทำให้คนรู้สึกได้เองผ่านแคมเปญที่ออกแบบมาอย่าง

FWD ทำได้สำเร็จเพราะให้คนค้นพบเอง แทนการบอกตรง ๆ สร้างความอยากรู้ ให้คนได้เป็นนักสืบในเรื่องราว ของแบรนด์ การสร้างอารมณ์ร่วมแทนการขายสินค้า ทำให้คนรู้สึกดีแล้วการซื้อจะตามมาเอง และที่สำคัญคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความเชื่อมโยง ไม่ใช่เพื่อโชว์เทคโนโลยีควรเป็นสะพานไม่ใช่ดาว 

กฎทองของ Brand Engagement 

“แบรนด์ที่กล้าสร้างพื้นที่ให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน คือแบรนด์ที่จะอยู่ในใจคนได้นาน” 

แคมเปญ Pride ของ FWD สอนให้เห็นว่า การตลาดอารมณ์ (Emotional Marketing) ยุคใหม่ไม่ใช่การทำให้ คนร้องไห้หรือหัวเราะ แต่เป็นการทำให้คนรู้สึกว่า “ใช่เลย ที่นี่คือที่ที่ฉันอยากอยู่”

เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนไม่ได้ซื้อสินค้า คนซื้อความเป็นเจ้าของ ความเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง  คราวหน้าที่ทำ campaign ลองถามตัวเองดูว่า “คนที่ดูแคมเปญนี้จะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งไหม? เขาจะอยาก กลับมาดูอีกไหม? เขาจะอยากเล่าต่อให้คนอื่นฟังไหม?”  ถ้าตอบได้ว่า “ใช่” ทั้งสามข้อ แสดงว่าคุณกำลังสร้างแคมเปญที่จะอยู่ในใจคนได้นาน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

Rethink Sustainability จากงาน CTC2025 เมื่อ ‘ธุรกิจสีเขียว’ ไม่ใช่แค่โลกสวย แต่คือ Game Changer สู่การเติบโตยั่งยืน

ถอดรหัส การตลาด KFC ชวนคนไทย ‘ปล่อยไก่ปั๊ป รับไก่ฟรี’ ทำอย่างไรให้ไวรัล สร้าง Engagement ทะลุ 15,000 ครั้งใน 24 ชั่วโมง

อุ๋มอิ๋ม Marketing Content Creator และ Data Insight Researcher ของการตลาดวันละตอนค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *