วิธีนี้ทำให้ NT สามารถกระโดดเข้าสู่สมรภูมิ Space Economy ได้ทันที และสร้าง New S-Curve ให้กับองค์กรโดยไม่ต้องเสียเวลาวิจัยและพัฒนาโครงข่ายดาวเทียมเองนับสิบปี เป็นการใช้ทรัพยากรระดับโลกของพาร์ทเนอร์มาต่อยอดธุรกิจ ที่ฉลาดและคุ้มค่าที่สุดครับ
จาก Local Player สู่ Regional Hub สิ่งที่น่าสนใจในดีลนี้ ไม่ใช่แค่การที่ NT ได้สิทธิ์นำเน็ตดาวเทียมมาขายครับ แต่คือการคว้าสิทธิ์ระดับ “Unfair Advantage” มาครองถึง 2 เด้งที่คู่แข่งยากจะเลียนแบบ:
The Exclusive Right: การได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้แทนจำหน่ายรายเดียวในประเทศไทย ทำให้ กรณีศึกษา NT สามารถคุมเกมในตลาดนี้ได้แบบเบ็ดเสร็จ ตัดปัญหาเรื่องการตัดราคาจากตัวแทนรายย่อยอื่น ๆ ไปได้เลยครับ
The Regional Gatekeeper: การได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งของสถานีเชื่อมโยงโครงข่ายเพื่อส่งสัญญาณครอบคลุมทั่วภูมิภาคอาเซียน (CLMV + ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, เกาหลีใต้)
ผมคิดว่า ตรงนี้แหละครับที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะมันช่วย Repositioning Brand ของ NT ครั้งใหญ่ จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคมแห่งชาติ ให้ยกระดับกลายเป็น “Regional Hub” หรือศูนย์กลางเทคโนโลยีอวกาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการสร้าง Brand Value ที่ประเมินค่าไม่ได้ในสายตานักลงทุนและตลาดโลกครับ
ถ้ามีโอกาสผมอยากเห็น NT ขยายโมเดลไปสู่ “Satellite for Lifestyle” มากขึ้นครับ อาจจะออกแพ็กเกจเน็ตดาวเทียมระยะสั้น (Weekly/Monthly) สำหรับโรงแรมหรือโฮมสเตย์ในเกาะไกล ๆ หรือกลางป่าเขา เพื่อดึงดูดกลุ่ม Digital Nomad ที่อยากหนีความวุ่นวายไป Work from Anywhere แบบ Anywhere จริงๆ
ทุกคนอาจสงสัยว่าทำไมต้อง “Satellite for Lifestyle” ถ้าในมุมมองของผมเทรนด์การท่องเที่ยวแบบ Unseen และการทำงานแบบ Work from Anywhere กำลังมาแรง ครับ การมีเน็ตความเร็วสูงในที่ที่ “ไม่มีใครคิดว่าจะมี” จะสร้าง Word of Mouth ให้แบรนด์ NT ดูทันสมัยและ Cool ขึ้นมากในสายตาคนรุ่นใหม่ครับ
อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อน ๆ คิดว่าการเดิมพันกับ “เน็ตดาวเทียม” ของ กลยุทธ์ NT Blue Ocean ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไทยก้าวสู่การเป็น Hub ทางดิจิทัลของอาเซียนได้จริงไหม?