ในฐานะคนที่อ่านเคสแบรนด์ต่างประเทศมาเยอะแล้วชอบเอามาย่อยให้นักการตลาดไทยฟัง ผมสังเกตเห็นรูปแบบหนึ่งที่ซ้ำกันในแบรนด์ที่โตจากศูนย์จนใหญ่ระดับโลก คือแทบไม่มีแบรนด์ไหนเริ่มต้นด้วยการทำทุกอย่างพร้อมกัน แต่มักเริ่มจากการยึดพื้นที่แคบๆ ให้ได้ก่อน แล้วค่อยขยายออกไป และ Christopher Guy คือหนึ่งในเคสที่เห็นภาพนี้ชัดที่สุดเคสหนึ่ง
บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลกอย่าง Christopher Guy ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า The Beachhead Strategy หรือการยึดหัวหาดตลาดแคบก่อนขยายสู่ตลาดใหญ่ อย่างไร และเราจะถอดบทเรียนอะไรไปใช้กับแบรนด์ของเราเองได้บ้างครับ
The Narrow Wedge จุดเริ่มต้นของ Christopher Guy ที่ไม่ใช่โซฟา แต่เป็นกรอบกระจก
ก่อนจะไปเรื่องกลยุทธ์ เรามาทำความรู้จักคนที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้กันก่อน เขาคือคุณ Christopher Guy Harrison นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชาวอังกฤษ ผู้เกิดในปี 1960 และเติบโตช่วงวัยรุ่นแถบฝรั่งเศสและสเปน โดยเฉพาะบรรยากาศของ French Riviera ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจเรื่องความหรูหราและความงามให้เขาไปตลอดชีวิต ตามที่เว็บไซต์ทางการของ Christopher Guy เล่าไว้ว่าเส้นทางดีไซน์ของเขาเริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายยุค 80s
จุดที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดคือ ตอนที่คุณ Harrison ตัดสินใจกระโดดเข้าสู่วงการออกแบบอย่างจริงจังในช่วงต้นยุค 90s เขาไม่ได้เลือกทำเฟอร์นิเจอร์ครบเซ็ตแข่งกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ทันที แต่เลือกเริ่มจากสินค้าแค่หมวดเดียว นั่นคือกรอบกระจกตกแต่ง ภายใต้ชื่อแบรนด์แรกว่า Harrison & Gil
ทำไมต้องเป็นกระจก คำตอบคือเขามองเห็นช่องว่างในตลาดครับ ตลาดกรอบกระจกตกแต่งในตอนนั้นถูกครอบงำด้วยงานสไตล์คลาสสิกแบบ Chippendale และ Louis XIV ที่ดูขรึมและเป็นทางการ คุณ Harrison เลยเลือกเสนอกรอบกระจกที่มีเส้นสายลื่นไหลอ่อนช้อยกว่า ผสมความคลาสสิกเข้ากับความร่วมสมัย แกะสลักด้วยมือจากไม้มะฮอกกานีแท้ ซึ่งเป็นภาพที่ต่างจากของในตลาดอย่างชัดเจน
Christopher Guy Case Study จากกรอบกระจก Harrison & Gil สู่แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลก
พอยึดตลาดกรอบกระจกได้ระดับหนึ่ง สิ่งที่คุณ Harrison ทำต่อไม่ใช่การรีบขยายไปทำสินค้าอื่นทันที แต่เป็นการลงทุนสร้างความสามารถเบื้องหลังที่คู่แข่งลอกเลียนตามได้ยาก
อีกสิ่งที่คุณ Harrison สร้างขึ้นตั้งแต่ปีแรกๆ ของ Harrison & Gil คือลายเซ็นการออกแบบที่ชื่อว่า Chris-Cross หรือขาเก้าอี้ไขว้ ที่ได้แรงบันดาลใจจากเอวคอร์เซ็ตของตัวละคร Scarlett O’Hara ในหนัง Gone with the Wind ผสมกับท่าไขว้ขาของนักบัลเลต์ ลายเซ็นนี้ต่อมาถูกจดสิทธิบัตรทั้งในสหรัฐฯ จีน และยุโรป และกลายเป็นองค์ประกอบที่ปรากฏซ้ำในสินค้าแทบทุกหมวดของแบรนด์
เมื่อทั้งฐานการผลิตและลายเซ็นแบรนด์แข็งแรงพอแล้ว การขยายออกจากกระจกไปสู่เฟอร์นิเจอร์เต็มรูปแบบจึงเกิดขึ้น ในปี 2007 คุณ Harrison รีแบรนด์จาก Harrison & Gil มาเป็น Christopher Guy พร้อมกับขยายไลน์สินค้าจากกระจกไปสู่คอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งครบวงจร
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการก้าวขึ้นไปอยู่แถวหน้าของตลาดเฟอร์นิเจอร์ลักชัวรีโลก งานของแบรนด์ไปอยู่ในโรงแรมและพื้นที่หรูระดับโลกมากมาย ทั้ง The Savoy ที่ลอนดอน Wynn ที่ลาสเวกัสและมาเก๊า และ Ritz-Carlton ที่โตเกียว รวมถึงได้รับงานรีโนเวตร้านอาหาร The Georgian ในห้าง Harrods ที่ลอนดอน ซึ่งเปิดใหม่ในปี 2014 และยังมีเฟอร์นิเจอร์ไปปรากฏในภาพยนตร์อย่าง Casino Royale ของ James Bond อีกด้วย
น่าเสียดายที่คุณ Christopher Guy Harrison ไม่อยู่แล้ว แต่แบรนด์ยังคงเดินหน้าต่อภายใต้การนำของคุณ Tony Mitchell เพื่อนสนิทที่เขาไว้วางใจ ตามรายงานของ Home Accents Today เห็นไหมครับว่าเส้นทางจากกรอบกระจกบานเดียว ไปจนถึงล็อบบี้โรงแรมระดับโลกในกว่า 40 เมือง ไม่ได้เกิดจากการทำทุกอย่างพร้อมกันตั้งแต่วันแรก แต่เกิดจากการยึดหัวหาดที่แคบให้ได้ก่อน แล้วค่อยต่อยอด
Ohkajhu Case Study เมื่อสลัดออร์แกนิกกลายเป็นหัวหาดของอาณาจักรร้านอาหารเพื่อสุขภาพ
พอยึดตลาดคนรักสุขภาพได้ โอ้กะจู๋ก็ค่อยๆ ขยายเหมือนที่ Christopher Guy ทำ ทั้งการขยายพื้นที่ฟาร์มและกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มสาขาทั้งในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ไปจนถึงการแตกแบรนด์ลูกอย่าง Oh Juice และ Ohkajhu Wrap & Roll เพื่อจับโอกาสในหมวดที่ต่อยอดจากจุดแข็งเดิมเรื่องผักอินทรีย์ จนวันนี้บริษัทแม่อย่างบมจ. ปลูกผักเพราะรักแม่ วางตำแหน่งตัวเองเป็น King of Organic Salad และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในชื่อ OKJ เรียบร้อยแล้ว ตามข่าวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
รูปแบบนี้ไม่ได้มีแค่โอ้กะจู๋หรือ Christopher Guy เท่านั้น อีกเคสที่การตลาดวันละตอนเคยถอดไว้อย่างละเอียดคือ กลยุทธ์ Niche Domination ของแบรนด์หูฟัง SHOKZ ที่เริ่มจากการเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดหูฟังเฉพาะกลุ่มนักกีฬา ก่อนจะขยายมาเป็นแบรนด์ Lifestyle สำหรับคนทั่วไป ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกันเลยครับ
The Beachhead Playbook 4 บทเรียนกลยุทธ์ยึดหัวหาดสำหรับนักการตลาด
เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นทั้งแบรนด์เฟอร์นิเจอร์หรูจากอังกฤษอย่าง Christopher Guy ที่เริ่มจากกรอบกระจก และเห็นแบรนด์ร้านอาหารไทยอย่างโอ้กะจู๋ที่เริ่มจากสลัดออร์แกนิก ทั้งที่อยู่คนละอุตสาหกรรมและคนละทวีป แต่กลับเดินตามเส้นทางเดียวกันอย่างน่าประหลาด คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ แล้วเราจะถอดสิ่งที่แบรนด์เหล่านี้ทำออกมาเป็นหลักการที่จับต้องได้อย่างไร ผมขอสรุปเป็น 4 บทเรียนดังนี้ครับ
Adjacent Expansion ขยายไปยังหมวดที่ต่อยอดจากจุดแข็งเดิม บทเรียนสุดท้ายคือ เมื่อถึงเวลาขยาย อย่ากระโดดไปมั่วๆ แต่ให้ขยายไปยังหมวดที่ต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของเรา Christopher Guy ขยายจากกระจกไปเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ทักษะแกะสลักไม้ชุดเดียวกัน ส่วนโอ้กะจู๋แตกแบรนด์ Oh Juice ที่ยังใช้วัตถุดิบผักผลไม้อินทรีย์จากฟาร์มเดิม การขยายแบบต่อเนื่องนี้ทำให้แบรนด์ไม่ต้องเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือใหม่จากศูนย์ในทุกหมวด
Focus สรุปบทเรียนกลยุทธ์ Christopher Guy ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้
สิ่งที่ผมอยากให้เพื่อนๆ นักการตลาดเก็บกลับไปจากเรื่องของ Christopher Guy ไม่ใช่แค่ภาพความหรูหราของเฟอร์นิเจอร์ในโรงแรมห้าดาว แต่คือวิธีคิดที่กล้าเริ่มจากเล็กและแคบ ในวันที่ใครๆ ก็อยากโตเร็วและอยากเป็นทุกอย่างให้ทุกคนตั้งแต่วันแรก แบรนด์ที่ยอมโฟกัสให้แคบก่อน กลับเป็นแบรนด์ที่มีฐานแข็งแรงพอจะขยายไปได้ไกลกว่า