บทความนี้พาทุกคนไปถอดรหัสเบื้องหลังการขยับตัวครั้งสำคัญของ การตลาด ยักษ์ใหญ่วงการอาหารเสริมอย่าง Brand Veta ที่ตัดสินใจฉีกภาพจำเดิม ๆ ของเครื่องดื่มขวดแก้ว สู่การเปิดตัวแบรนด์ วีต้า เจลลี่ ไอเทมใหม่ที่หวังเจาะใจ Gen Z ด้วยความสนุกและความอร่อย เดี๋ยวบทความนี้เรามาร่วมวิเคราะห์กันว่า ภายใต้ซองเจลลี่เล็ก ๆ นี้ ซ่อนกลยุทธ์การตลาดแบบไหนไว้ เพื่อพลิกฟื้นแบรนด์ให้กลับมาดูวัยรุ่นอีกครั้ง ในสมรภูมิที่การดูแลสุขภาพต้องทำได้ง่ายเพียงแค่ฉีกซองครับ
ท่ามกลางสมรภูมิ Functional Drink ที่กำลังกลายเป็น Red Ocean ชั้นวางสินค้าในร้านสะดวกซื้ออัดแน่นไปด้วยขวดแก้วขนาดเล็กที่หน้าตาคล้ายกันจนแทบแยกไม่ออก ประกอบกับพฤติกรรมการกินอาหารเสริมของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่เริ่มเกิดอาการ Pill Fatigue หรือความรู้สึกเบื่อหน่ายและต่อต้านการทานอาหารเสริมในรูปแบบเม็ดที่ให้ความรู้สึกเหมือนการกินยามากกว่าการดูแลตัวเอง
ซึ่งโจทย์สุดท้าทายนี้ทำให้ แบรนด์ วีต้า ภายใต้การนำทัพของ Suntory Beverage & Food Thailand ตัดสินใจลุกขึ้นมา Disrupt ตัวเองครั้งใหญ่ ด้วยการฉีกกฎการบริโภคแบบเดิมทิ้ง แล้วกระโดดเข้าสู่ Segment ใหม่ด้วย Product “แบรนด์ วีต้า เจลลี่”
ทำให้การขยับตัวครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญที่มากกว่าแค่การแตกไลน์สินค้าใหม่ (Line Extension) แต่คือการทำ Brand Modernization หรือการชุบตัวแบรนด์ให้ดูเด็กลงทันตาเห็น เป็นการเปลี่ยน Form Factor จากของเหลวในขวดแก้ว สู่เจลลี่ในซองฉีก เพื่อเปลี่ยน Perception ของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ จากเครื่องดื่มบำรุงร่างกายในโอกาสพิเศษ ให้กลายเป็นไอเทมติดกระเป๋าที่ขาดไม่ได้ในทุกวัน บทความนี้พามาวิเคราะห์ 3 กลยุทธ์เบื้องหลัง Movement อันสำคัญนี้กันครับ
1. The Strategy of Snackification เปลี่ยนอาหารเสริมให้เป็นขนม
เริ่มต้นด้วยแนวคิด De-medicalizing Health ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์จากขวดแก้ว หรือเม็ดยา มาสู่ Jelly Strip หรือเจลลี่แบบซอง ซึ่งถือเป็นการลดทอนความเป็นยา และเติมเต็มความเป็น Snack เข้าไปแทนที่ครับ
ควบคู่ไปกับจุดยืนแบบ Taste First, Benefit Second ที่สะท้อนผ่านสโลแกน “อร่อยไม่กั๊ก ประโยชน์เต็มงับ” โดยแบรนด์จงใจชู “ความอร่อย” นำหน้า เพราะเข้าใจ Insight ของ Gen Z ดีว่าต่อให้สรรพคุณดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่อร่อยเท่ากับจบ ซึ่งผลลัพธ์จากการทำเป็นเจลลี่รสผลไม้ทั้งทับทิมและแบลคเคอร์แรนต์นั้น ทำให้การกินวิตามินกลายเป็นเรื่องสนุก สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาครับ
2. Targeting Specific เจาะ Pain Point ตามไลฟ์สไตล์
Brand’s Veta ออกสินค้า 2 สูตรที่เจาะจงไปที่ 2 ปัญหาหลักที่ Gen Z และคนวัยทำงานกังวลที่สุด เริ่มจากสูตร Lutein 5:1 ซองสีฟ้า ที่ตั้งใจเจาะกลุ่ม Digital Natives หรือสายติดจอโดยเฉพาะ ด้วยการใส่ลูทีนและวิตามินเอเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่หน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน ซึ่งถือเป็นการขาย Solution ให้กับคนที่กลัวสายตาเสียจากการไถฟีดได้อย่างตรงจุด
ในขณะเดียวกันก็มีสูตร Astaxanthin Collagen Zinc ซองสีชมพู สำหรับเจาะกลุ่ม Beauty Seekers ที่เริ่มกังวลเรื่องริ้วรอยและการดูแลผิวตั้งแต่อายุยังน้อยตามเทรนด์ Pre-aging โดยการรวบรวม 5 สารอาหารผิวไว้ในซองเดียว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการสวยแบบเร่งด่วนและครบจบในรูปแบบ All-in-one ครับ
3. Penetration Pricing & Accessibility ซื้อง่าย จ่ายคล่อง
อุปสรรคสำคัญของอาหารเสริมมักอยู่ที่ราคาที่สูงจนสร้าง High Barrier to Entry ทำให้ผู้บริโภคลังเลที่จะทดลอง แบรนด์จึงแก้เกมด้วยการเคาะ Entry Price Point ที่ 20 บาท ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่สำคัญมาก เพราะเป็นระดับราคาที่เทียบเท่ากับขนมขบเคี้ยวหรือเครื่องดื่มในร้านสะดวกซื้อ
เอื้อให้ผู้บริโภคตัดสินใจหยิบใส่ตะกร้าได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดเยอะแบบ Impulse Purchase เมื่อผนวกกับการวางจำหน่ายผ่าน 7-Eleven ทั่วประเทศ ยิ่งเป็นการตอกย้ำสถานะสินค้า Mass Market ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ โดยเปลี่ยนภาพจำจากสินค้าที่ซื้อเพื่อเป็นของฝากหรือกินเฉพาะโอกาสพิเศษ ให้กลายเป็น Daily Supplement ที่ซื้อกินได้ทุกวัน ซึ่งทั้งหมดนี้คือบทสรุปที่ยืนยันว่า Brand’s Veta ต้องการเข้าไปอยู่ในกระเป๋าและชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ผ่านกลยุทธ์ที่ทำให้สุขภาพเป็นเรื่องอร่อยและเข้าถึงง่ายที่สุดครับ
สรุป กลยุทธ์ การตลาด Brand Veta เปิดตัว แบรนด์ วีต้า เจลลี่ พลิกโฉมอาหารเสริม สู่เทรนด์ Snackification เพื่อเอาชนะใจ Gen Z
การขยับตัวสู่สังเวียน Jelly Supplement ของ Brand’s Veta ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การออกสินค้าใหม่เพื่อตามกระแส แต่คือ Masterclass ของการ Rebrand ผ่าน Product Innovation ที่ทลายกำแพงความรู้สึกเดิมๆ ของผู้บริโภคลงอย่างสิ้นเชิง ด้วยการผสมผสานความสนุก ความชัดเจนในการแก้ปัญหา และราคาที่เข้าถึงง่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งความกล้าที่จะ Disrupt ตัวเองจากเจ้าตลาดขวดแก้วสู่เจลลี่ซอง 20 บาทนี้ อาจเป็น Game Changer สำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถยึดพื้นที่ทั้งบนชั้นวางสินค้าและในใจของ Gen Z ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวครับ
บทความที่อนะนำให้อ่านต่อ