พื้นที่สำหรับแบรนด์ สินค้า หรือบริการ ที่อยากเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักการตลาด ผู้บริหาร และเจ้าของธุรกิจ กว่าแสนคนต่อเดือน สนใจติดต่อ [email protected]
ความเข้าใจลูกค้า ที่พา Ford Motor สู่ Max Motor Dreams
FacebookFacebookXXLINELineความเข้าใจลูกค้า ที่นำพาเอาแบรนด์รถยนต์อย่าง Ford Motor มาสู่จุดการทำเปลเด็ก Max motor dream ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าแบรนด์รถยนต์ระดับโลกอย่างฟอร์ด กระโดดลงมาทำเปลเพื่อเบบี๋ตัวน้อยได้หลับสบายยาวๆ ทั้งคืน คำถามสำคัญฟอร์ดจะทำไปทำไม? แล้วคาดหวังอะไรกับการทำครั้งนี้ สร้างโฆษณาด้วยกลยุทธ์สร้างความผูกพันทางอารมณ์ เพราะปัจจุบันลำพังโฆษณาไม่สามารถทำให้คนสนใจได้เท่าสมัยก่อน การจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ในใจคนสมัยนี้ได้ต้องพยายามสร้างความผูกพันทางอารมณ์ให้ลึกซึ้งกว่าแค่โฆษณาที่ใช้การเล่าเรื่องอีกเยอะ ฟอร์ดเลยมองข้ามกรอบเดิมๆ แล้วดูว่าคนที่เป็นว่าที่ลูกค้าของฟอร์ดนั้นต้องการอะไร ค้นพบทางเลือกใหม่ จากถังข้อมูลเดิม ฟอร์ดเลยไปเจอว่ามีกลุ่มคนนึงที่มีแนวโน้มว่าจะซื้อรถใหม่มากกว่ากลุ่มอื่นๆ ก็คือพ่อแม่มือใหม่ เพราะพ่อแม่มือใหม่ที่กำลังตั้งท้องหรือมีลูกเล็กนั้นเริ่มมองหารถยนต์คันใหม่ที่ใหญ่ขึ้น เพราะถ้าใครมีลูกมาก่อนก็คงจะรู้ดีว่าของเมียว่าเยอะแล้ว แต่ของๆ ลูกนั้นเยอะกว่า และอีกหนึ่งอินไซด์สำคัญของเบบี๋ก็คือ เด็กน้อยมักจะชอบหลับเวลาอยู่บนรถ แต่พออุ้มลงจากรถมาวางลงบนเตียงนี่ตื่นตาใสขึ้นมาทันที ทำความเข้าใจทำไมเด็กชอบหลับในรถ ฟอร์ดเลยไปทำความเข้าใจว่าทำไมบรรดาเบบี๋ถึงชอบหลับบนรถกันมันเป็นเพราะอะไร? ฟอร์ดเลยไปพบว่าเพราะบรรยากาศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสั่น เสียงเครื่องยนต์อ่อนๆ แสงจากกระจกเอย ทุกอย่างมันชวนให้เด็กน้อยหลับดีแท้ ฟอร์ดเลยเอาความเข้าอกเข้าใจในจุดนี้แล้วให้บรรดาวิศวกรมือดีช่วยกันสร้างเปลเด็กอ่อนขึ้นมา แต่เป็นเปลเด็กที่จำลองการสั่นจากรถของพ่อแม่แต่ละคนที่สามารถบันทึกการสั่นนั้นได้ที่แอปพลิเคชันบนมือถือ แล้วก็ส่งข้อมูลมาให้เปลนี้สั่นเหมือนตอนที่กำลังนั่งรถได้ สื่อสารตรงกลุ่ม ทำให้ได้ผลลัพธ์ดีเกินคาด ผลก็คือยังไงน่ะหรอครับ เด็กน้อยหลับปุ๋ยโดยไม่ต้องเปลืองน้ำมันซักหยดเลย แถมยังได้ผลทางการตลาดก็คือ พอบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองได้เห็นวีดีโอตัวนี้ ที่ยิงผ่านการเลือกเฉพาะกลุ่มพ่อแม่มือใหม่ด้วยเท่านั้น(เฟซบุ๊คมันปรับการตั้งแสดงผลโฆษณาได้เฉพาะะกลุ่มมากๆ ครับ) เข้าชมเว็บไซต์สูงขึ้นถึง 93% จากปกติ แถมยังเพิ่มการจองเทสไดร์ฟสูงถึง 83% ในธุรกิจรถยนต์เป็นที่รู้กันดีว่ายิ่งมีคนมาเทสไดร์ฟมากเท่าไหร่ ก็หมายถึงโอกาสในการปิดการขายที่มากขึ้นตามเท่านั้น […]
บริษัทอาหารออแกนิกสำหรับเด็ก ใช้ Customer Insight เพื่อสื่อความในใจของพ่อแม่
FacebookFacebookXXLINELineปัจจุบัน Customer Insight ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญ และถูกเลือกใช้กับ Product แทบทุกประเภท ไม่เว้นแม้แต่สินค้าอย่างอาหารออร์แกนิคสำหรับเด็กเบบี๋อย่างแบรนด์ Plum Organics ลองมาดูกันครับว่าแบรนด์อาหารออร์แกนิคสำหรับเด็กนั้นจะสามารถนำ Insight แบบไหนมาเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ได้บ้าง มาดูกันครับ นำเสนอจุดยืนใหม่ เน้นดูแลพ่อแม่ แทนดูแลลูก งานนี้ทางแบรนด์เขาคิดใหม่ ทำใหม่ด้วยการออกมาประกาศตัวตนจุดยืนไม่เหมือนใคร เพราะก่อนหน้านี้ แบรนด์อาหารเด็กแบรนด์ไหนๆ ก็พยายามเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูแลลูกให้ งั้น Plum Organics จะขอช่วยดูแลคู่รักพ่อแม่สมัยใหม่ให้เอง ด้วยการสร้างแคมเปญที่มีชื่อว่า Do your part(ner) มันก็จะสองแง่สองง่ามหน่อยๆ คือทั้งให้ทำในส่วนของตัวเอง แล้วก็อย่าลืมว่าต้อง…กับพาร์ทเนอร์คู่ชีวิตของคุณด้วย จิกกัด Insight ชีวิตจริงของพ่อแม่สมัยใหม่แบบถึงพริกถึงขิง สำหรับตัวแคมเปญนั้นเริ่มต้นด้วยการสร้างหนังโฆษณาที่จิกกัด Insight ชีวิตจริงของพ่อแม่สมัยใหม่ขึ้นมา โดยใช้นักแสดงชื่อดังอย่าง Katie Aselton ผ่าน 3 เหตุการณ์ที่แตกต่างแต่คล้ายกันคือ แต่ละคนจะบอกว่ายุ่งบ้าง ไม่ว่างบ้าง เพราะมัวแต่ติดหน้าจอของตัวเองอยู่ จากนั้นนักแสดงจึงอธิบายว่าการมีอะไรกันนั้นมันมากกว่าแค่เรื่องเซ็กซ์ แต่มันยังหมายถึงการทำให้ครอบครัวนั้นอบอุ่นด้วย หลังจากนั้นจึงค่อยทำการเชิญชวนให้คนที่ได้เห็นโฆษณาตัวนี้เข้ามาที่เว็บไซต์ สร้าง traffic ของเว็บไซต์ ด้วย […]
Campaign Glicode เมื่อขนมถูกนำมาแปลงเป็น Code ให้เด็กได้เรียนรู้
FacebookFacebookXXLINELineขนมกับเด็กเป็นของคู่กันก็จริง แต่พ่อแม่หลายรายก็ยังคงห้ามปรามไม่ให้ลูกกินขนมมากไปนัก เหตุผลก็เพราะ มันไม่มีประโยชน์ เมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นของไม่มีประโยชน์อย่างนี้แล้ว แบรนด์ขนมชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่นอย่างกูลิโกะก็เลยจัดแคมเปญเพิ่มมูลค่าให้กับ Product ตัวเองซะเลย Campaign จากกูลิโกะออกขนมใหม่ยิ่งกินยิ่งฉลาด จริงๆ ก็ไม่ใช่ขนมใหม่หรอก ก็กูลิโกะป๊อกกี้เหมือนเดิมนี่แหละ แต่ที่เพิ่มเติมคือมีแอปพลิเคชันไว้ฝึกให้เด็กได้เรียนรู้การเขียนโค้ดโปรแกรมมิ่งไปในตัว แอปพลิเคชัน Glicode นั้นมีให้ใช้งานได้ทั้งบนแอนดรอยด์และไอโฟน วิธีใช้งานก็ง่ายๆ แค่มีมือถือและขนมกูลิโกะให้พร้อม จากนั้นก็ดูโจทย์ในแอปฯ ว่าต้องทำอย่างไร แล้วก็เอาขนมกูลิโกะมาวางเรียงกันตามวิธีเขียนโค้ดของโปรแกรมเมอร์ ยิ่งเล่นไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งได้กินขนมมากขึ้น ยิ่งเล่นผ่านได้มากขึ้นก็ยิ่งฉลาดมากขึ้นด้วย แม้จะไม่ใช่การเขียนโค้ดโดยตรง แต่ก็ฝึกให้เด็กรู้จักหลักในการเขียนโค้ดโปรแกรมเบื้องต้นได้ เพราะการเขียนโปรแกรมถ้าเข้าใจ logic ในการเขียนก็จะสามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับภาษาอะไรก็ได้ ฉีกกรอบความคิด เพิ่มคุณค่าให้สินค้าแบบเดิมๆ จะเห็นว่าดตมเปญนี้เป็นการฉีกกรอบความคิดโดยใช้ดิจิทัลเพิ่มประโยชน์และเพิ่มคุณค่าของสินค้าตัวเดิมขึ้นมา จากขนมที่บรรดาผู้ปกครองมองว่าเป็นของไม่มีประโยชน์ เปลี่ยนภาพลักษณ์ไปเป็นขนมที่ทั้งอร่อยและทำให้เด็กๆ ฉลาดมากยิ่งขึ้น ถ้าแบรนด์ไหนทำแบบนี้ได้ก็จะทำให้คู่แข่งยากจะเลียนแบบตามได้ เรียกได้ว่าก้าวนำล้ำคู่แข่งไปหลายสเต็ปเลยครับ ดูแล้วก็อดอิจฉาเด็กสมัยนี้ไม่ได้ มีตัวเลือกให้เรียนรู้สนุกๆ เพียบเลย ส่วนใครที่อยากเรียนรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การทำตลาดในรูปแบบอื่นๆ แนะนำให้ไปอ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ในบทความหน้าผมจะมีอะไรมาอัปเดตอีกบ้าง สามารถติดตามได้ผ่านเพจการตลาดวันละตอน รวมถึง Twitter และ Blockdit ของการตลาดวันละตอนนะครับ FacebookFacebookXXLINELine
Digital Advertising สู่ Business Solution ของ McDonald’s
FacebookFacebookXXLINELineDigital Advertising ก้าวไปสู่ Business Solution ได้ยังไง? สำหรับหลายคนที่ทำงานในวงการโฆษณา โดยเฉพาะในกลุ่มดิจิทัล เอเจนซี่ มันจะเจอบรีฟที่น่าปวดใจเสมอว่า “ทำดิจิทัลคือทำคลิปไวรัลใช่มั้ย?” นี่คือความคิดฝังหัวของลูกค้า และนักการตลาดส่วนใหญ่ รวมไปถึงคนโฆษณาสาย Above the line ดั้งเดิมด้วย ดังนั้นสิ่งที่การตลาดวันละตอน อยากจะเอามาเล่าให้ฟังในวันนี้คือ เรามาลองดูวิธีใช้ดิจิทัล เพื่อสร้างยอดขายให้ธุรกิจจริงๆ เพิ่มขึ้นดีมั้ย โดยไม่ต้องมีไวรัลซักคลิป และไม่ใช่แค่ “Media เฉยๆ” ด้วย แต่มันคือการใช้ครีเอทีฟไอเดียบนเครื่องมืออย่าง Digital Media จะทำได้อย่างไรไปดูกัน พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วย Data จากพฤติกรรมผู้บริโภค เรื่องของเรื่องคือ แมคโดนัลด์ในสิงค์โปรนั้นประสบปัญหากับการส่งออเดอร์ช้าจนแข่งขันกับคู่แข่งที่ส่งอาหารถึงบ้านมากมายได้ยาก จากรับประกันส่งภายใน 30 นาที ทำเอาหลายพื้นที่ก็ใช้เวลาถึง 90 นาที กว่าจะมาส่ง ทาง OMD สิงค์โปรก็เลยร่วมมือกับ Google ในการพลิกวิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาส โดยการสร้าง Media ที่สามารถใช้ Data จากพฤติกรรมของคนบนออนไลน์เพื่อแก้ปัญหาการส่งช้าพร้อมกระตุ้นยอดขายไปในตัว ทางเดียวกันไปด้วยกัน […]
จิตวิทยาการตลาด – ดึงดูดลูกค้าได้ จากป้ายเข้าคิว
FacebookFacebookXXLINELineเราจะรู้ได้ยังไงว่าร้านนี้อร่อยมั้ยถ้ายังไม่เคยกินมาก่อน? เรื่องมันเริ่มจากวันก่อนผมผ่านไปแถวบางรัก แล้วก็เห็นรถเข็นขาหมูคันนึงผ่านไป ด้วยสีสันขาหมูดูน่ากินแถมกลิ่นยังยั่วยวนชวนหิว ก็เลยคิดว่าอยากจะซื้อกลับไปกินที่บ้านเป็นมื้อเย็นวันนั้น แต่มีคำถามนึงที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ “แล้วมันอร่อยมั้ย?” จะรู้ได้อย่างไรว่าร้านไหนขายดี มองแว้บแรกต้องสารภาพเลยครับว่าเดาไม่ออกเลยว่าร้านนี้รสชาติจะดีไหม เพราะร้านขาหมูรถเข็นคันนี้เพิ่งจะเข็นผ่านไปและยังไม่ทันตั้งร้านดี ต้องบอกว่าโดยปกติแล้วคนเรามักจะสังเกตความอร่อยออกได้ผ่านสัญญาณบางอย่าง เช่น มีคนกินเยอะ…ก็การันตีได้ถึงความอร่อยที่ผ่านมาตรฐานคนหมู่มาก ป้ายเชลล์ชวนชิม..สมัยก่อนเชื่อถือได้ แต่สมัยนี้ไม่ได้มีความขลังอะไรแล้ว หรือเสิร์ชดูรีวิวในเน็ต ดูว่าคนพูดถึงว่ายังไง แต่กับร้านที่ยังไม่ตั้งเสร็จดี ก็เลยยังไม่มีคนมากินให้เห็น และบวกกับตัวผมเองก็ต้องรีบไปต่อแล้วด้วย ดังนั้นผมต้องเลือกเอาแล้วหละว่าจะเสี่ยงซื้อขาหมูเจ้านี้กลับไปกินที่บ้านดีมั้ย ใช้ “ป้ายเข้าคิว” เป็นสัญญะของความอร่อย หลังจากลังเลอยู่นาน สุดท้ายผมเห็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ทำให้ผมมั่นใจในระดับนึงว่าร้านนี้ “น่าจะอร่อย” ก็ตรงป้ายที่ด้านซ้ายบนของรูปครับ “กรุณาเข้าคิว” ป้ายนี้ทำให้ผมจินตนาการได้ว่าปกติแล้วร้านนี้น่าจะมีคนเยอะ จนต้องมีป้ายนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนรู้ว่าต้องต่อคิว เพราะถ้าร้านปกติคนไม่เยอะเป็นประจำก็ไม่น่าจะมีป้ายนี้ติด ต้องขอบคุณป้าย “กรุณาเข้าคิว” มากๆ ที่ทำให้ผมตัดสินใจถูกที่ซื้อมากิน เพราะขาหมูเทวดาแถวบางรักใกล้ๆ ร้านโจ๊กปริ้นซ์นี้อร่อยมากจริงๆ ครับ แต่ผมกลับมาคิดอีกครั้งว่าถ้าร้านนี้ไม่อร่อยจริง แต่เจ้าของร้านฉลาดคิดเรื่องจิตวิทยาเลยทำป้ายนี้ขึ้นมา ผมก็จะไม่เสียใจที่ตกเป็นเหยื่อการตลาดแบบตลาดๆ เลย เห็นมั้ยครับว่าแม้จะเป็นขาหมูรถเข็น ก็สามารถทำการตลาดผ่านป้ายโฆษณาเล็กๆ อย่างป้าย “กรุณาเข้าคิว” ขึ้นมาได้ ต่อให้เวลาที่คนยังไม่เยอะก็ทำให้คนที่เห็นมั่นใจได้ว่าร้านนี้น่าจะอร่อย จนต้องมาต่อคิวตามป้ายได้จริงๆ ส่วนใครที่อยากเรียนรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การทำตลาดในรูปแบบอื่นๆ แนะนำให้ไปอ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ในบทความหน้าผมจะมีอะไรมาอัปเดตอีกบ้าง สามารถติดตามได้ผ่านเพจการตลาดวันละตอน […]
Vittel เตือนผู้บริโภคดื่มน้ำให้เพียงพอ ด้วยฝาขวดอัจฉริยะ
FacebookFacebookXXLINELineเคยได้ยินไหมครับว่าเราร่างกายเราสามารถอดทนต่อการขาดอาหารได้หลายวัน แต่ถ้าขาดน้ำแล้วล่ะก็ จะทนได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้ยครับ เพราะนอกจากอาหาร 5 หมู่ที่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว ก็มีน้ำนี่แหละครับที่เราขาดไม่ได้ ดังนั้นการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ วันนี้การตลาดวันละตอนจะมาบอกเล่าเรื่องราวการตลาดแบบใส่ใจของผู้ผลิตน้ำ ที่ใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภค ว่าจะมีทางไหนมั้ยที่จะทำให้คนไม่ลืมดื่มน้ำบ่อยๆ ระหว่างวันบ้าง? ใส่ใจสุขภาพง่ายๆ เริ่มด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอ Vittel น้ำดื่มยี่ห้อดังในฝรั่งเศสอยากจะชวนให้คนหันมาดื่มน้ำกันมากขึ้น ไม่ต้องมากขึ้นจนมากเกินไปเอา เอาแค่ให้ดื่มพอดีครบวันละ 8 แก้วให้ได้ก่อนเถอะ เพราะกว่า 80% ของคนฝรั่งเศสนั้นดื่มน้ำน้อยกว่าที่ควรดื่มเยอะมาก สาเหตุน่ะหรอครับ ก็งานมันยุ่งมาก มากจนไม่มีเวลายังไงล่ะ! พอชีวิตมันยุ่ง ก็เลยลืมดื่มน้ำบ่อยๆ ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าการดื่มน้ำเยอะๆ นั้นดี แต่ก็ไม่ค่อยได้หันมาสนใจกับการดื่มน้ำเลย ไม่ลืมดื่มน้ำระหว่างวัน ด้วยการตั้งเตือนจากขวดน้ำอัจฉริยะ มีครับ ด้วยฝาขวดอัจฉริยะที่สามารถตั้งเวลาเตือนให้เรารู้ตัวว่าต้องหยิบมันมาดื่มทุกๆ หนึ่งชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่หรือต่ออินเทอร์เน็ต wifi ใดๆ ซึ่งแบรนด์ Vittel ก็เข้าใจ Insight เหล่านั้นดี จึงได้ออกแบบฝาขวดที่สามารถเตือนให้คนรู้ตัวว่า “เฮ้ นาย ครบชั่วโมงแล้วนะ หยิบชั้นขึ้นไปดื่มซิ” ซึ่งฝาขวดอัจฉริยะนี้ จะสามารถตั้งเวลาเตือนให้เรารู้ตัวว่าต้องหยิบมันมาดื่มทุกๆ หนึ่งชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่หรือต่ออินเทอร์เน็ต wifi […]
การตลาดแบบรู้ใจ ให้คุณหารสที่ชอบ อาหารที่ใช่ ในรูปแบบ Digital
FacebookFacebookXXLINELineในโลกที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าอะไรก็ล้วนแล้วแต่ถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูป และเสียง เราสามารถเปลี่ยนเป็นดิจิทัลได้ด้วยวีดีโอ ภาพถ่าย หรือเพลงบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ส่วนกลิ่นก็เคยเปลี่ยนกลิ่นให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยทำเป็นเครื่องปลุกด้วยกลิ่นเบคอน จนเป็นข่าวฮือฮาไปเมื่อหลายปีก่อน แต่หนึ่งในประสบการณ์ทั้งหมดที่ยากจะถูกเปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลได้ก็คือ “รสชาติ” แน่นอนว่าแม้การจะสัมผัสรสชาติในรูปแบบดิจิทัลจะทำได้ยากแค่ไหน แต่มาวันนี้รสชาติที่ต้องใช้ลิ้น ถูกทำให้เป็นดิจิทัลบนเวปไซต์และอยู่ในสมาร์ทโฟนของทุกคนจากบริษัทเครื่องเทศเครื่องปรุงรสที่จะมาเปลี่ยนรสชาติให้กลายเป็นดิจิทัล แล้วมันจะออกมาเป็นยังไง มาลองดูไปพร้อมกันครับ ค้นหารสชาติใหม่ที่ถูกใจในแบบดิจิทัล โดยปกติแล้วคนเราส่วนใหญ่มักจะทำอาหารแบบเดิมๆ กินเสมอ แต่ถึงอย่างนั้นคนเราก็มีความชอบในรสขาติอาหารที่ต่างกันพอสมควร ทำให้การลงมือทำอาหารเมนูใหม่ๆ ที่มีเป็นล้านๆ เมนูจากตำราในอินเตอร์เน็ตนั้นไม่ต่างอะไรจากการเสี่ยงดวง ว่าจะเจอเมนูที่ใช่กับลิ้นตัวเองหรือไม่ บริษัท McCormick ที่ขายเครื่องเทศเครื่องปรุงรสมามากกว่า 100 ปี เกิดมีแนวคิดที่อยากจะปฏิวัติการทำธุรกิจด้วยดิจิทัล ที่ไม่ใช่แค่การเปิดร้านขายบนออนไลน์ แต่เป็นการนำรสชาติทั้งหมดมาสร้างเป็นฐานข้อมูลบนดิจิทัล ให้ใครๆ ก็สามารถเข้ามาค้นหารสชาติใหม่ๆ ที่ตัวเองชอบได้ ทำการตลาดแบบรู้ใจด้วยการเรียนรู้พฤติกรรมของคนหมู่มาก ทาง McCormick ที่มีความรู้เรื่องรสชาติอาหารมากว่า 125 ปี ก็เลยเปลี่ยนความคิดว่าอยากจะทำให้คนได้มาลอง Test รสชาติที่ตัวเองชอบบน platform ของตัวเอง จากนั้นเมื่อพอรู้แล้วว่าคนนี้ชอบรสขาติแบบไหน ก็จะแนะนำให้ลองทำเมนูใหม่ๆ ในรสชาติที่ตัวเองยังคงน่าจะชอบอยู่ได้ ด้วยหลักแนวคิดก็คล้ายๆ กับ Netflix แหละครับ เพราะ […]
Yogurt for MEN! แบรนด์โยเกิร์ตใช้ Insight มาปรับการสื่อสารใหม่ให้ตรงกลุ่ม
FacebookFacebookXXLINELineปกติแล้วเวลาเราเห็นโฆษณาโยเกิร์ตนั้นมักจะใช้พรีเซนเตอร์เป็นสาวสวยหุ่นดีกันเกือบทั้งนั้นใช่ไหมครับ แต่ Case Study ที่ผมจะมาเล่าให้ฟังวันนี้ เป็นเรื่องของโยเกิร์ตแบรนด์หนึ่งที่สื่อสารออกมาสู่สายตาผู้บริโภคด้วยหนุ่มๆ กล้ามแน่ๆ แทน ถ้าอยากรู้ว่าทำไมโยเกิร์ตแบรนด์นี้ถึงเลือกใช้ผู้ชายแทนผู้หญิงแบบเดิมๆ ลองมาดูกันครับ Yogurt for MEN ทำไมโยเกิร์ตต้องขายแต่ผู้หญิง? Powerful Yogurt เป็นโยเกิร์ตที่ปฏิวัติการโฆษณาสินค้าโยเกิร์ตที่จะเน้นภาพหญิงสาวสุขภาพดี รูปร่างเพรียวบาง มาเป็นแมนๆ เน้นๆ ได้กล้ามล้วนๆ เพราะจากผลสำรวจพบว่า 4 ใน 10 ของคนที่กินโยเกิร์ตเป็นประจำนั้นเป็นผู้ชาย ทางแบรนด์จึงได้สร้างสินค้าใหม่ขึ้นมาจับตลาดกลุ่มที่เป็นผู้ชายแบบแมนๆ โดยเฉพาะ โดยหยิบเอาความต้องการเบื้องลึกของผู้หนุ่มก็คือความต้องการมีรูปร่างที่ดูดี มี Sixpack และกล้ามที่ชัดเจน ชูจุดขายจาก Insight ผู้บริโภค ในการเปิดตัวในงานแสดงสินค้า ทางแบรนด์ได้ชูจุดขายด้วยการใช้คำที่กระตุ้นความต้องการลึกๆ ในใจผู้บริโภค อย่างประโยคที่ว่า “ในตัวคุณมี Sixpack ซ่อนอยู่ ถ้าอยากให้มันออกมา ก็แค่ต้องกินโยเกิร์ตของเรา” ผลที่ได้คือกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่พูดกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง แถมยังมีรายการทีวีอีกหลายรายการนำไปพูดต่อโดย เป็น Free Media แบบไม่ต้องเสียเงินเลยสักบาท นอกจากนี้ยังมีร้านค้าเฉพาะในเมืองนิวยอร์กติดต่อทางแบรนด์เพื่อนำ Product ตัวนี้ไปขายกว่า 300 ร้าน […]
Cashless Society จะเป็นอย่างไรเมื่อเปลี่ยน Candy แทนเงินทอนให้กลายเป็นเงินจริง
FacebookFacebookXXLINELineมีใครเคยไปอินเดียบ้าง ยกมือขึ้น!! ผมเชื่อว่าใครที่เคยไปอินเดีย น่าจะเคยได้รับลูกอมแทนการทอนเงินกันมาบ้างใช่ไหมครับ แต่ในปัจจุบันมีคนเอาวัฒนธรรมเหล่านี้มาเป็นไอเดียใจการพัฒนาแอปพลิเคชัน ที่จะสามารถเปลี่ยนลูกอมให้กลายเป็นเงินจริงได้ Cashless Society กำลังจะถือกำเนิดขึ้นจากวัฒนธรรมการทอน Candy ? อินเดียนั้นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กว่า 96% ยังเน้นการใช้เงินสดเป็นหลัก และปัญหาหลักของประเทศก็คือเวลาไปซื้อของที่ร้านค้าแล้วจ่ายเงินสด ทางร้านค้าส่วนใหญ่มักจะไม่มีเศษเหรียญพอทอนได้ทุกครั้ง ก็เลยเกิดวัฒนธรรมการให้ลูกอมแทนเศษเงินขึ้นมาแทน ครับ…ที่อินเดียอาจจะกำลังเข้าสู่สังคมไร้เงินสด หรือที่เรียกกันเก๋ๆ ในตอนนี้ว่า Cashless Society ได้ด้วย Candy หรือลูกอมนี่แหละ จากลูกอมเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดได้อย่างไร ทางระบบ e-wallet ที่ชื่อว่า Paytm ได้สร้างแคมเปญขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้คนเข้ามาใช้บริการของตัวเองมากกว่าคู่แข่ง แถมยังสร้าง ecosystem และการเปลี่ยนผ่านเข้ามาสู่สังคมไร้เงินสด Cashless Society ได้อย่างเนียนๆ ได้ด้วยลูกอม ลูกอม…ที่เพิ่งบอกไปว่าบรรดาพ่อค้าแม่ขายต่างๆ มักใช้เป็นตัวแทนเศษเหรียญเมื่อวันก่อน มาวันนี้ลูกอมนั้นกลับมีค่าเป็นเศษเงินดิจิทัลขึ้นมาจริงๆ ครับ แค่คนที่ได้ลูกอมนั้นแกะห่อแล้วเอารหัสในห่อไปกรอกในแอพ จากนั้นเงินดิจิทัลก็จะเข้าไปในบัญชีผู้ใช้ งานนี้ทำเอาวินๆ กันทุกฝ่าย เพราะลูกค้าก็ได้เศษเงินทอนของตัวเอง ร้านค้าก็ไม่ต้องหาเศษเงินมาทอนให้วุ่นวาย และ Paytm เองก็ได้ผู้ใช้งานเข้ามาในระบบของตัวเองเพิ่มขึ้นๆ จนกลายเป็น No.1 ในเวลารวดเร็ว ด้วยการตลาดแบบ […]
การตลาดแบบจริงใจ- ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้ด้วย แอป Clarity Money
FacebookFacebookXXLINELineเราอยู่ในโลกที่การตลาดแข่งขันกันสูง แต่ละแบรนด์ก็พยายามแย่งชิงความสนใจจากผู้บริโภคทั้งหลาย โดยมีเป้าหมายคล้ายๆ กันหมดคือ..เอาเงินในกระเป๋าผู้บริโภคออกมาให้ตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวังเหมือนว่าเราต่างเป็นเป้าหมายให้แบรนด์ต่างๆ มารุมทึ้งกัดกินเราหมด แบรนด์หรือองค์กรดีๆก็มีเหมือนกัน อย่างตัวอย่างที่จะเอามาเล่าให้ฟังวันนี้ก็คือแอปพลิเคชันตัวนึงที่ชื่อว่า Clarity Money ที่ห่วงใยผู้บริโภคอย่างแท้จริง เพื่อช่วยให้คุณประหยัดเงินได้อีก Clarity Money ผู้ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้มากกว่าที่เคย Clarity Money เป็นแอปพลิเคชันที่ตอนนี้เปิดให้ใช้งานในเฉพาะอเมริกา โดยตัวแอปฯ นั้นมีแนวทางหลักๆในการทำงานของมันก็คือ ช่วยแนะนำให้คนประหยัดเงินมากขึ้น ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้งไป แล้วก็ทำให้เราๆ มีเงินเหลือในบัญชีกันเยอะขึ้น เช่น บางบิลที่ดูแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ต้องจ่าย แอปฯ ก็จะแนะนำให้เรายกเลิกค่าใช้จ่ายรายการนั้นซะ ส่วนรายการใช้จ่ายไหนที่จำเป็นและต้องใช้เป็นประจำ ทางแอปฯ ก็อาจจะไปหาดีลพิเศษเพื่อช่วยให้เราประหยัดมากขึ้นได้ แนวคิดเพื่อผู้คนที่แท้จริง จากแนวคิดดังกล่าวนั้นเรียกได้ว่าเป็นแนวคิดเพื่อผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ทำให้ผลลัพธ์คือผ่านมายังไม่ถึงปี มีคนมาใช้งานประจำกว่า 100,000 ราย ได้ตัวเลขการใช้จ่ายผ่านในแอปฯ นี้มากถึง หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และช่วยให้แต่ละคนที่ใช้แอปฯ ประหยัดเงินลงไปได้ประมาณหลักหมื่นบาท แถมเจ้าของยังบอกสัญญาว่าจะไม่มีการขายข้อมูลของผู้ใช้ หรือรับเงินให้แนะนำการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นด้วย ส่วนรายได้ของแอปฯ นี้จะมาจากการนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีกว่า จากไลฟ์สไตล์ทางการเงินที่ต่างกันของแต่ละคน โดยจะไม่มีการยัดเยียดหรือหลอกลวงใดๆ จาก Case นี้น่าจะทำให้นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจเห็นแล้วว่าธุรกิจที่ดีก็มีทางไปต่อได้ ถ้าเราเอาผู้ใช้งานเป็นที่ตั้ง และนึกถึงผลประโยชน์ของผู้บริโภคมากพอ ก็จะทำให้ผู้คนให้ความสนใจ เข้ามาใช้งาน […]
พื้นที่สำหรับแบรนด์ สินค้า หรือบริการ ที่อยากเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักการตลาด ผู้บริหาร และเจ้าของธุรกิจ กว่าแสนคนต่อเดือน สนใจติดต่อ [email protected]