บทความนี้พามาเจาะลึก Data Research Insights ขนมไทย มาดูกันครับว่าขนมไทยที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุดคืออะไร ชอบขนมแบบไหน ซื้อไปกินเองหรือซื้อเป็นของฝาก และโอกาสไหนที่ขนมไทยถูกพูดถึงมากที่สุด ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการร้านขนมไทยสามารถเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า และนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์การตลาดเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นครับ
โปรเจคนี้ได้รับการสนับสนุนโดย SME D Bank ธนาคารเพื่อผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการผลักดันธุรกิจ SME เติบโต พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถพัฒนาและขยายตลาดไปได้ไกลขึ้น รวมถึงช่วยให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องเข้าใจแนวโน้มและพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ครับ
โดย Data Research Insights นี้เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Social Listening เพื่อถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภค ถ่ายทอดออกมาเป็น Insights ที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อให้เจ้าของธุรกิจขนมไทยสามารถต่อยอดการตลาดและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ของตัวเองได้ครับ
ใครที่อยากรู้ว่าตลาดขนมไทยกำลังเป็นอย่างไร ขนมแบบไหนกำลังมาแรง และผู้บริโภคให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกประเด็นแบบจัดเต็ม พร้อมดาต้าแน่น ๆ ที่นำไปใช้ได้ทันที ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลยครับ
8 Step Social Listening – Main Methodology หลักของการทำ Data Research ขนมไทย
ในการทำ Data Research จาก Social Listening นั้นเราใช้หลัก 8 Step Social Listening ที่การตลาดวันละตอนคิดขึ้นมาเองจากประสบการณ์ทำ Data Research ให้กับหน่วยงาน องค์กร และบริษัทต่างๆ ไปจนถึงบทความที่เผยแพร่ในเว็บแห่งนี้ไม่น้อยกว่า 100 ชิ้นงาน และยังอยู่ในหนังสือการตลาดแบบฉลาดฟังเสียงลูกค้า Social Listening อีกด้วย ซึ่งทั้ง 8 ขั้นตอนการทำ Data Rerearch จาก Social Listening มีรายละเอียดดังนี้ครับ
1. Research Keywords เรื่องที่เราอยากรู้ คนพิมพ์ออกมาแบบไหน
เราจะเริ่มต้นที่ Step 1 Research Keywords เพราะ Social Listening ทำงานจากคำที่คนพิมพ์ครับ ดังนั้นเราต้องรู้ว่าคนพูดถึงขนมไทยยังไง ใช้คำไหนบ่อย และสะกดยังไง เช่น ในโปรเจคนี้เราศึกษาความนิยมของ ขนมไทยจากส่วนผสมยอดฮิต เราจึงใช้ Keyword Sets ที่ครอบคลุมตามภาพเลยครับ
คำเหล่านี้จะช่วยให้เราดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกมาได้แม่นยำขึ้น เพราะถ้าเราใช้แค่คำกว้าง ๆ อย่าง “ขนมไทย” อาจจะได้ข้อมูลที่ไม่ตรงเป้าหมายมากพอ การเลือกคำที่คนใช้จริงในโลกออนไลน์จึงสำคัญมาก ก่อนเข้าสู่ Step 2 Set Up Campaign เพื่อเริ่มดึงข้อมูลจริงจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ครับ
2. Set Campaign for Collecting Data เซ็ตแคมเปญเก็บดาต้า
หลังจากได้ Keyword Sets แล้ว ขั้นตอนนี้คือการตั้งค่าเครื่องมือ Social Listening ว่าเราจะดึงข้อมูลจากช่องทางไหน และช่วงเวลาใดบ้าง
สำหรับการศึกษา ขนมไทยบนโลกโซเชียล เราเลือกเก็บข้อมูลย้อนหลัง 11 เดือน (1 ก.ย. 2023 – 31 ก.ค. 2024) และใช้แพลตฟอร์มหลักที่คนไทยนิยมโพสต์เกี่ยวกับอาหาร ได้แก่ Facebook, Instagram, X (Twitter), TikTok และ YouTube ซึ่งเราดึงข้อมูลมาได้ 70,000 ข้อความครับ โดย Facebook ยังคงเป็นแหล่งข้อมูลหลักของขนมไทย เพราะมีทั้งโพสต์ขาย ข้อมูลรีวิว และสูตรทำขนม เมื่อดึงข้อมูลมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ Step 3: Data Cleansing เพื่อตัดโพสต์ที่ไม่เกี่ยวข้องออกครับ
3. Cleansing Data คัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวออกให้หมด
ไม่ใช่ทุกข้อความที่มี “ขนมไทย” หรือ “ข้าวโพด” จะเกี่ยวข้องกับ Insight ที่เราต้องการ เราจึงต้องมีขั้นตอน Data Cleaning เพื่อตัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับโจทย์ออกไป
ตัวอย่างข้อมูลที่ต้องลบออก
โพสต์ที่พูดถึง “รสข้าวโพด” ในอาหารที่ไม่ใช่ขนม เช่น โปรตีนเสริม
โพสต์ที่เกี่ยวกับ “อาหารคาว” อย่างแกงมะพร้าว หรืออาหารที่มีใบเตย แต่ไม่ใช่ขนม
โพสต์เกี่ยวกับ “คาเฟ่” หรือเมนูเครื่องดื่ม ที่พูดถึงรสมะพร้าวหรือเมล่อน
โพสต์โฆษณาที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Insight ขนมไทย
เราตัดข้อความที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปได้ 20,803 ข้อความ (คิดเป็น 29.72%) จาก 70,000 ข้อความ เหลือ 49,197 ข้อความ ที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้ ถ้าเราไม่กรองข้อมูลที่ไม่เกี่ยวออกไป อาจทำให้ Insight ที่ได้บิดเบือน และอาจส่งผลให้การตัดสินใจทางการตลาดผิดพลาดได้ การมีข้อมูลที่กรองแล้วจะช่วยให้การวิเคราะห์แม่นยำขึ้นครับ
4. Conversation Analysis วิเคราะห์ทิศทางความเห็น
หลังจากที่เรา Clean Data เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาวิเคราะห์ว่าคนพูดถึง ขนมไทย หรือ ขนมที่มีข้าวโพด/ มะพร้าว ในทิศทางไหนบ้าง ต่อไปเราจะไปที่ Step 5: Categorized Data – การจัดกลุ่มข้อมูล เพื่อให้เห็นภาพรวมของข้อมูลชัดขึ้นครับ
5. Categorized Data จัดหมวดหมู่ดาต้าความเห็นให้เรียบร้อย
หลังจากที่เราวิเคราะห์ ทิศทางความเห็น (Conversation Analysis) แล้ว ขั้นตอนนี้คือการขั้นตอนนี้คือการติด Tag แต่ละโพสความเห็นให้เรียบร้อย จัดกลุ่มข้อมูล ให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อง่ายต่อการวิเคราะห์
เมื่อติดแท็กดาต้าทั้งหมดจนเสร็จก็จะเข้าสู่ขั้นตอนที่ 6 Data Visualization
6. Data Visualization เปลี่ยนดาต้าให้เป็นภาพ
เมื่อเราทำดาต้าทั้งหมดจนเสร็จก็จะไปสู่ขั้นตอนการเปลี่ยนดาต้าให้เป็นภาพ หรือที่เรียกว่าการทำ Data Visualization นั่นเองครับ เราจะเปลี่ยนดาต้าจากตัวเลข ข้อความ จำนวนมาก ๆ ที่ผ่านการจัดการเรียบร้อยแล้ว ให้กลายเป็น Pie Chart หรือ Column Chart เพื่อทำให้เราเข้าใจได้ง่ายว่าตกลงอะไรสำคัญกว่ากัน คนพูดถึงเรื่องไหนมากน้อยกว่ากัน
เมื่อถึงขั้นตอนนี้ก็จะเข้าสู่สองขั้นตอนสุดท้าย นั่นก็คือ 7 และ 8 ครับ
7. & 8. Insights Summary & Data Driven Decision สรุปประเด็นสำคัญ แล้วเลือกว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง
หลังจากเราผ่านทุกขั้นตอนของ Social Listening และวิเคราะห์ Data ขนมไทย เราก็ได้เห็น Insight สำคัญที่ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น และสามารถนำไปใช้เพื่อวางกลยุทธ์การตลาดหรือพัฒนาสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทีนี้เรารู้จัก 8 Step Social Listening หลักการทำ Data Research โปรเจค Data ขนมไทย ครั้งนี้แล้ว มาเข้าสู่เนื้อหาประเด็นหลัก มาทำความเข้าใจ Data Insights ขนมไทย กันเลยครับ
ภาพรวมของ Data ขนมไทย
เมื่อดูการกระจายของ Data หลังการ Cleaning Data จะเห็นได้ว่า Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่มีการพูดถึงขนมไทยมากที่สุด คิดเป็น 52.40% รองลงมาคือ Instagram 20.68% ตามมาด้วย YouTube 15.82%, TikTok 6.17%, และ X (Twitter) 4.94% ครับ
จากข้อมูลตรงนี้ เราสามารถเห็นแนวโน้มได้ว่า Facebook และ Instagram น่าจะเป็นช่องทางหลักสำหรับการโปรโมตหรือสร้าง Engagement เกี่ยวกับขนมไทย เพราะมีการพูดถึงเยอะที่สุด ส่วน TikTok และ YouTube แม้จะมีสัดส่วนที่น้อยกว่า แต่ก็เป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะสำหรับการทำคอนเทนต์เชิงวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวขนม, วิธีทำขนม หรือการนำเสนอขนมไทยในมุมใหม่ ๆ ที่อาจช่วยเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้
ภาพรวมของข้อมูลชุดนี้ช่วยให้เรามองเห็นแนวทางสำหรับการทำการตลาดเกี่ยวกับขนมไทยได้ชัดขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะกับประเภทของคอนเทนต์ หรือการเข้าใจว่าผู้บริโภคพูดถึงขนมไทยในบริบทไหนบ้าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ต่อยอดได้ครับ
Top Engagement Content ทำคอนเทนต์ยังไงให้ปัง
พามาดูกันดีกว่าครับว่าคอนเทนต์ที่มียอด Engagement สูงเป็นคอนเทนต์อะไร แบบไหน มีจุดเด่นอะไร
คอนเทนต์จากเพจ สอนลูกทำอาหาร by แม่โอ๋ ที่แชร์สูตรทำขนมครกแบบไม่ใช้น้ำปูนใส ได้รับ Engagement สูง โดยจุดเด่นของโพสต์นี้คือการนำเสนอสูตรทำขนมครกที่ทำง่ายและน่าสนใจ สีสันสวยงาม ทำให้ดึงดูดกลุ่มคนที่ชอบทำอาหารหรือกำลังมองหาสูตรขนมไทยแบบโฮมเมดครับ
คอนเทนต์จากเพจ เอื้อยแก๋ ติดครัว ที่แชร์สูตรข้าวเหนียวมะม่วงในรูปแบบใบเตย ได้รับการตอบรับดีมาก Engagement หลัก ๆ ผมมองว่าคอนเทนต์มี ภาพสวย สีสันสดใส และเกี่ยวข้องกับเมนูที่เป็นที่นิยม สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ดีครับ
อีกคอนเทนต์จาก เอื้อยแก๋ ติดครัว ที่แชร์สูตรทำขนมเปี๊ยะก้อนมันม่วง ได้ Engagement สูงมาก ซึ่งเหตุผลที่โพสต์นี้ได้รับความนิยมคือ การนำเสนอขนมไทยในรูปแบบที่ทันสมัยและแตกต่างจากทั่วไปครับ ซึ่งช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสนใจและแชร์ต่อกันเยอะ
วิดีโอจาก TikTok ของครีเอเตอร์ @iherehthumm ที่รีวิว ขนมจีบสังขยา ซึ่งเป็นขนมไทยที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยมากนัก จึงกลายเป็นกระแสไวรัลที่ได้รับ Engagement สูงในแพลตฟอร์มนี้ครับ
จากตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่า คอนเทนต์ที่ได้รับ Engagement สูงมักเกี่ยวข้องกับสูตรทำขนมไทย หรือการรีวิวขนมไทยในรูปแบบที่แปลกใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสนใจกับ เนื้อหาที่มีความเป็น How-to, DIY และสูตรอาหารที่ทำตามได้จริงครับ โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่มีภาพสวย สีสันสดใส และดึงดูดสายตา จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้ชมกดแชร์และบันทึกโพสต์ไว้ลองทำตาม
นอกจากนี้คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับ ขนมไทยหายาก หรือขนมที่คนรู้จักน้อย เช่น ขนมจีบสังขยา ก็มีแนวโน้มได้รับความสนใจสูง เพราะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึก อยากรู้ อยากลอง และมีการพูดถึงในวงกว้าง ยิ่งเป็นการรีวิวขนมที่แปลกใหม่ หรือขนมที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งทำให้เกิด Engagement ครับ
ดังนั้นสำหรับใครที่มองหาแนวทางทำคอนเทนต์เกี่ยวกับขนมไทยให้ Engagement เยอะ ควรโฟกัสไปที่ การนำเสนอเมนูที่แปลกใหม่ หรือการบอกสูตรขนมที่ทำได้ง่ายและน่าลอง รวมถึงให้ความสำคัญกับรูปแบบของคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็น วิดีโอสั้นที่จับอารมณ์คนดูได้ดี รีวิวที่สร้างปฏิสัมพันธ์ หรือโพสต์ที่มีภาพสวย ๆ น่าดึงดูด ทั้งหมดนี้สามารถช่วยให้คอนเทนต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่สนใจขนมไทยได้มากขึ้น และอาจสร้างไวรัลได้ครับ
เจาะลึก 7 Categories Insight ขนมไทย
ผมได้ทำการจัดหมวดหมู่ข้อมูล และสรุปออกมาได้ 7 Categories Insight หลัก ที่สะท้อนให้เห็นถึงการพูดถึงของขนมไทยในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วัตถุดิบหลักของขนม, โอกาสในการบริโภค, และแบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ซึ่งช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและการรับรู้เกี่ยวกับขนมไทยในปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้นครับ
1. ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของมะพร้าว – ขนมไทยที่มีมะพร้า เป็นวัตถุดิบหลักได้รับความนิยมสูง เพราะให้รสชาติหอมมันและเป็นส่วนประกอบสำคัญของขนมไทยหลายชนิด
2. ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของใบเตย – ใบเตยเป็นวัตถุดิบที่ให้กลิ่นหอมและสีเขียวธรรมชาติ ทำให้ขนมดูน่ารับประทาน
3. ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของสังขยา – สังขยาเป็นไส้ขนมที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะเมนูที่มีการดัดแปลงให้ทันสมัย
4. ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของข้าวโพด – ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบที่เพิ่มความหวานธรรมชาติและรสสัมผัสให้กับขนมไทย
5. ขนมที่มีส่วนผสมของเมล่อน – แม้จะเป็นวัตถุดิบที่ไม่ได้ดั้งเดิมมาก แต่เมล่อนเริ่มถูกนำมาใช้ในขนมไทยมากขึ้น และเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมของคนไทย
6. Occasion ที่กล่าวถึง – Occasion ที่ขนมไทยกล่าวถึงมากเป็นพิเศษ
7. Top 10 Brand – 10 ร้านที่มีการกล่าวถึงขนมไทยมากที่สุดในโซเชียลมีเดีย
โดยที่ทั้ง 7 Categories Insight นี้ยังมีหัวข้อแยกย่อยอีกมากมาย ถ้าพร้อมจะทำความเข้าใจอินไซต์ของขนมไทยแล้ว เลื่อนอ่านต่อได้เลยครับ
จากภาพรวมกว้าง ๆ ลองมาเจาะลึกดูสัดส่วนการพูดถึง Insight ขนมไทยในแต่ละประเด็นกันดีกว่าครับ ว่าจาก 7 ข้อที่เกริ่นไปข้อไหนได้รับความสนใจให้ความสำคัญมากน้อย
Mentions
1. มะพร้าว 27.31%
2. ใบเตย 21.60%
3. สังขยา 16.61%
4. Top 10 Brand 14.75%
5. ข้าวโพด 9.88%
6. Occasion 9.24%
7. เมล่อน 0.61%
ขนมไทยที่ใช้วัตถุดิบดั้งเดิมอย่างมะพร้าวและใบเตย ยังคงเป็นที่นิยมในตลาดครับ ในขณะเดียวกันเมนูขนมไทยที่ใช้วัตถุดิบใหม่ ๆ อย่างเมล่อน อาจต้องได้รับการโปรโมตหรือปรับจุดขายให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างการรับรู้และเพิ่มการพูดถึงในอนาคต
Engagement
1. ข้าวโพด 30.84%
2. ใบเตย 27.07%
3. มะพร้าว 21.96%
4. สังขยา 11.50%
5. Top 10 Brand 4.43%
6. Occasion 4.15%
7. เมล่อน 0.05%
จากข้อมูล Engagement จะเห็นได้ว่าขนมไทยที่ใช้ ข้าวโพด (30.84%) และใบเตย (27.07%) ได้รับความสนใจสูงสุด แม้ว่าทั้งสองหมวดจะมีการ Mentions ไม่สูงเท่ามะพร้าว แต่กลับสามารถสร้าง Engagement ทีได้มากกว่า ซึ่งอาจเป็นเพราะความแปลกใหม่ และสีสันสดใสของขนมที่ใช้ข้าวโพด และใบเตย ทำให้ดึงดูดให้คนแชร์หรือแสดงความคิดเห็นมากขึ้นครับ
ในขณะที่มะพร้าวซึ่งเป็นหมวดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในการ Mention กลับมี Engagement น้อยกว่าข้าวโพดและใบเตย อาจเพราะขนมที่ใช้มะพร้าวเป็นส่วนผสมเป็นที่คุ้นเคยอยู่แล้ว ทำให้ไม่ได้สร้างกระแสให้คนอยากแชร์หรือแสดงความคิดเห็นเท่ากับขนมที่มีวัตถุดิบใหม่ ๆ ครับ เดี๋ยวพาไปเจาะรายละเอียดก่อนต่อแต่ละ Categories กันเลยดีกว่าครับ
Data Insight ขนมไทย 1: ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของมะพร้าว
ลำดับสัดส่วนการ Mention ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของมะพร้าว
เค้กมะพร้าว 41.09%
ขนมต้ม (มะพร้าว) 11.36%
บ้าบิ่น 11.27%
ขนมเปียกปูน (มะพร้าว) 9.80%
ขนมใส่ไส้ (มะพร้าว) 7.59%
ขนมเข่ง (มะพร้าว) 5.29%
ขนมครก (มะพร้าว) 4.94%
ขนมตาล 3.97%
มะพร้าวแก้ว 2.34%
สังขยามะพร้าวอ่อน 2.34%
ทุกคนคงตกใจกับ Data ใช่มั้ยล่ะครับ ว่านี่เป็น Data ขนมไทย แต่มีเค้กมะพร้าวโผล่มาได้ยังไง แถมเป็นอันดับหนึ่งด้วย ต้องบอกแบบนี้ครับร้านขนมไทยที่มีมะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลักอยู่แล้ว มีการนำมะพร้าวมาดัดแปลงเป็นเค้ก และมีการเติมแต่งความเป็นขนมไทยเข้าไปด้วยครับ เดี๋ยวไปดูการเจาะลึกทีละอันดีกว่าครับ
ส่วนประกอบขนมไทยอย่างมะพร้าวมีการพัฒนาและดัดแปลงให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภคยุคใหม่ครับ ไม่ว่าจะเป็น เค้กมะพร้าวใบเตย เค้กมะพร้าวคาเฟ่ หรือเบรกเค้กมะพร้าวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จาก Data ที่ผมได้อ่าน ๆ มาสิ่งที่ทำให้เค้กมะพร้าวโดดเด่นคือการใช้เนื้อมะพร้าวสดและน้ำมะพร้าวผสมผสานกับเนื้อเค้กที่นุ่มและเบา ทำให้มีรสชาติหวานมันและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมะพร้าวครับ
นอกจากนี้เค้กมะพร้าวยังถูกนำเสนอในหลากหลายรูปแบบเพื่อสร้างความแตกต่าง เช่น เค้กวันเกิดมะพร้าวที่เน้นความหรูหราและความเป็นธรรมชาติของวัตถุดิบ หรือ เบรกเค้กมะพร้าว ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นของว่างในงานประชุมและอีเวนต์สำคัญ นอกจากนี้การเปิดคอร์สสอนทำเค้กมะพร้าวออนไลน์และเวิร์กช็อปในคาเฟ่แสดงถึง Demand ที่เพิ่มขึ้นของเค้กมะพร้าวครับ
แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขนมไทยที่ถูกปรับให้เข้ากับสไตล์ของหวานตะวันตกและมีภาพลักษณ์ที่ดูพรีเมียมจะได้รับความนิยมสูงขึ้นบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่มองหาขนมที่ทั้งอร่อยและสามารถมอบเป็นของขวัญได้ การนำเสนอขนมไทยแบบฟิวชันจึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้ขนมไทยยังคงอยู่ในกระแสและดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องครับ
ขนมต้มมะพร้าวเป็นอีกหนึ่งขนมไทยที่ได้รับความนิยมสูงครับ คิดเป็น 11.36% ของการพูดถึงในหมวดขนมที่ใช้มะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลัก สิ่งที่น่าสนใจคือการพัฒนาสูตรและการนำเสนอในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับขนมชนิดนี้ครับ
ปัจจุบันขนมต้มไม่ได้มีเพียงสูตรดั้งเดิม แต่มีการแตกแขนงไปเป็นหลากหลายรูปแบบ เช่น ขนมต้ม 4 สีที่เพิ่มสีสันสดใสให้ขนมดูน่ากินและน่าแชร์บนโซเชียลมีเดีย ขนมต้มมันม่วงที่ใช้มันม่วงแทนแป้งสีขาวปกติทำให้ได้สีม่วงอ่อนที่ดูโดดเด่นและเพิ่มรสชาติที่แตกต่างจากขนมต้มแบบดั้งเดิม รวมถึงขนมต้มแป้งบางที่ปรับสูตรให้แป้งมีความบางลงและเน้นไส้แน่นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการรสชาติของไส้ขนมอย่างเต็มที่ครับ
การพูดถึงขนมต้มในโซเชียลมีเดียสะท้อนให้เห็นว่าขนมไทยประเภทนี้ยังคงได้รับความนิยม และกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นผ่านการพัฒนาและนำเสนอในรูปแบบใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังมีร้านขนมไทยหลายร้านที่ทำให้ขนมต้มเป็นมากกว่าขนมพื้นบ้านทั่วไป โดยเน้นความสวยงามและความแปลกใหม่ของรสชาติ เทรนด์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำให้ขนมไทยดั้งเดิมสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ และเป็นที่สนใจบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นครับ
บ้าบิ่นคิดเป็น 11.27% ของการพูดถึงในหมวดขนมที่ใช้มะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลัก จุดเด่นของขนมบ้าบิ่นคือแป้งที่ทำจากมะพร้าวขูดและแป้งข้าวเหนียว ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบนอกนุ่มใน มีกลิ่นหอมของกะทิและมะพร้าวเผา ซึ่งทำให้เป็นที่ชื่นชอบของหลายคนครับ
ขนมบ้าบิ่นในปัจจุบันมีการพัฒนาและแตกแขนงออกไปหลายรูปแบบมาก ๆ เช่น บ้าบิ่นทรงกลมที่เน้นแป้งกรอบมากขึ้น หรือ บ้าบิ่นข้าวเหนียวดำ ที่เพิ่มสีสันและความหอมเฉพาะตัวของข้าวเหนียวดำ นอกจากนี้ทองม้วนบ้าบิ่นก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่นำเสนอความกรอบ หวาน และมีกลิ่นหอมของมะพร้าวแบบดั้งเดิม
จากแนวโน้มนี้แสดงให้เห็นว่าขนมบ้าบิ่นยังคงเป็นขนมที่อยู่ในกระแสและได้รับความสนใจอยู่โดยมีการพัฒนาสูตรใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มจุดเด่นของรสชาติและเนื้อสัมผัสครับ
ขนมเปี๊ยกปูนมีการพัฒนาออกมาในหลากหลายรูปแบบ เช่น ขนมเปี๊ยกปูนใบเตยที่ใช้ใบเตยเป็นส่วนผสมหลัก ทำให้มีสีเขียวสดใสและกลิ่นหอมของใบเตยหรือ ขนมเปี๊ยกปูนดำ ที่ใช้กาบมะพร้าวเผามาผสมทำให้ได้ขนมที่มีสีดำเข้มและให้รสสัมผัสที่แตกต่างออกไป อีกหนึ่งรูปแบบที่ได้รับความนิยมคือขนมเปี๊ยกปูนดอกไม้ที่ถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงามเหมาะกับการนำไปเป็นของฝากหรือขนมสำหรับงานพิธีครับ
ขนมเปี๊ยกปูนได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากการนำเสนอที่ดึงดูดสายตาและการประยุกต์สูตรให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น การผสมผสานสีสันและการทำให้ขนมดูมีเอกลักษณ์มากขึ้น เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ขนมเปี๊ยกปูนยังคงอยู่ในกระแสและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องครับ
จุดเด่นของขนมใส่ไส้คือการ ห่อด้วยใบตอง หรือใบมะพร้าว เพิ่มความหอมจากธรรมชาติและมีไส้มะพร้าวกวนที่ให้รสหวานมัน ตัดกับเนื้อแป้งที่นุ่มและหนึบจากแป้งข้าวเจ้าและแป้งมัน
ปัจจุบันขนมใส่ไส้มะพร้าวถูกพัฒนาให้มีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น ขนมใส่ไส้ทรงหยดน้ำที่ทำให้มีลักษณะกลมสวยและดูทันสมัย หรือ ขนมใส่ไส้มะพร้าวประยุกต์ที่เพิ่มสีสันและการตกแต่งให้สวยงามเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะในตลาดขนมไทยที่ต้องการเจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่
การพูดถึงขนมใส่ไส้มะพร้าวบนโซเชียลมีเดียมักมาจากการรีวิวขนมจากร้านชื่อดัง รวมถึงการแชร์สูตรทำเองที่บ้าน ซึ่งช่วยให้ขนมไทยประเภทนี้ยังคงอยู่ในกระแสครับ นอกจากนี้การใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างใบตองและการตกแต่งให้มีความโมเดิร์น ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยให้ขนมใส่ไส้สามารถแข่งขันกับขนมสมัยใหม่ได้มากขึ้นอีกด้วยครับ
การพูดถึงขนมเข่งมะพร้าวในโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่มักอยู่ในช่วงเทศกาล หรือการรีวิวขนมที่นำเสนอรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ดูน่าสนใจและทันสมัยมากขึ้นครับ แม้จะเป็นขนมที่มักถูกบริโภคในช่วงเวลาพิเศษ แต่ด้วยการปรับสูตรและการทำให้ขนมเข่งมีความสวยงามและมีรสชาติที่แปลกใหม่ขึ้น ทำให้ขนมเข่งมะพร้าวยังคงได้รับความนิยมและมีการวางจำหน่ายตลอดทั้งปี
นอกจากนี้เหมือนกับขนมประเภทอื่น ๆ ครับ ขนมเข่งมะพร้าวมีการพัฒนาหลายรูปแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค เช่น ขนมเข่งหยกมะพร้าวอ่อน ที่เพิ่มสีสันให้ดูน่าทานมากขึ้น ขนมเข่งมะพร้าวสูตรลูกชิดที่เพิ่มรสสัมผัสจากลูกชิด หรือแม้แต่ ขนมเข่งสูตรมะพร้าวอัญชันที่ปรับสีแป้งให้มีความโดดเด่นขึ้น
จุดเด่นของขนมครกอยู่ที่แป้งด้านนอกที่กรอบ ด้านในที่นุ่มและหอมกะทิ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของหลายคน ขนมครกมักถูกนำเสนอในหลายรูปแบบ เช่น ขนมครกกะทิโบราณที่คงสูตรดั้งเดิม หรือ ขนมครกมะพร้าวอ่อนที่เพิ่มความหอมมันจากมะพร้าวอ่อน ขนมครกได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง เช่น ขนมครกสี่สีที่เพิ่มสีสันจากวัตถุดิบธรรมชาติหรือ ขนมครกไส้ต่าง ๆ เช่น ข้าวโพด เผือก หรือฟักทอง เพื่อเพิ่มรสชาติและความหลากหลายครับ
ส่วนขนมตาลเป็นขนมไทยที่มีแป้งที่นุ่มฟู มีเนื้อสัมผัสเบา และกลิ่นหอมของเนื้อลูกตาลสุกผสมกับกะทิ ทำให้เป็นขนมที่นิยมรับประทานในหลายเทศกาล โดยเฉพาะงานบุญเช่น ขนมตาลรับสงกรานต์ที่มีการเพิ่มการตกแต่งให้น่ารับประทานมากขึ้น หรือขนมตาลแบบพรีเมียมที่มีการปรับสูตรให้มีรสชาติที่กลมกล่อมขึ้นครับ
นอกจากนี้การแชร์สูตรการทำขนมตาลในโซเชียลมีเดียยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ขนมชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นขนมไทยโบราณ แต่การนำเสนอที่น่าสนใจและการปรับสูตรให้เข้ากับยุคสมัยก็ช่วยให้ขนมตาลยังคงอยู่ในกระแสความนิยมครับ
มะพร้าวแก้วเป็นขนมไทยที่มีความโดดเด่นจากเนื้อสัมผัสที่กรอบนอกแต่นุ่มด้านใน ผสานกับความหอมหวานจากมะพร้าวและน้ำตาล ทำให้มะพร้าวแก้วกลายเป็นขนมที่มักถูกนำไปเป็นของฝากหรือของว่างในหลายโอกาสครับ แม้ว่าจะไม่ได้รับการพูดถึงมากเท่าขนมไทยชนิดอื่นที่ใช้มะพร้าวเป็นส่วนผสมหลัก
แต่ก็ยังคงเป็นขนมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในโซเชียลมีการแชร์สูตรทำมะพร้าวแก้วหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าวแก้วกะทิสด มะพร้าวแก้วอบแห้ง หรือมะพร้าวแก้วแบบคลุกน้ำตาลไอซ์ซิ่ง เพื่อให้เข้ากับรสนิยมของคนรุ่นใหม่ครับ
มาที่สังขยามะพร้าวอ่อนกันดีกว่าครับ ถ้าพูดถึงขนมที่ผสมผสานความเป็นไทยกับขนมสไตล์คาเฟ่ยุคใหม่ได้ลงตัวที่สุดสังขยามะพร้าวอ่อนคงเป็นหนึ่งในนั้นครับ จาก Data แล้วพบว่าคนมักเลือกจากเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม หวานมันจากกะทิ และความหอมจากมะพร้าวอ่อนครับ
Data Insight ขนมไทย 2: ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของใบเตย
ลำดับสัดส่วนการ Mention ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของใบเตย
1. ขนมชั้น (ใบเตย) 24.21% 2. ขนมเปียกปูน(ใบเตย) 19.68% 3. ขนมสาคู (ใบเตย) 10.61% 4. ขนมครกใบเตย 10.36% 5. ขนมถ้วย (ใบเตย) 8.72% 6. ขนมอินทนิล (ใบเตย) 6.03% 7. วุ้นใบเตย 5.67% 8. ขนมต้ม (ใบเตย) 5.21% 9. ขนมตะโก้ (ใบเตย) 3.70% 10. โรลใบเตย 2.52% 11. ลอดช่อง (ใบเตย) 2.49% 12. ข้าวเหนียวแก้วใบเตย 0.79%
ทีนี้เรามาไล่ดู Insight ของขนมแต่ละชนิดดีกว่าครับ
ขนมชั้นใบเตยเป็นขนมไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมวดขนมที่ใช้ใบเตยเป็นส่วนประกอบหลักครับ โดยคิดเป็น 24.21% ของการพูดถึงทั้งหมด ปัจจุบันขนมชั้นใบเตยมีการนำมาประยุกต์ในหลายรูปแบบ เช่น ขนมชั้นแฟนตาซีที่มีการออกแบบลวดลายให้ดูแปลกตาและเหมาะกับการใช้ในงานจัดเลี้ยง นอกจากนี้ยังมีการบรรจุใน Snack Box สำหรับงานประชุม งานพิธี หรือเป็นของขวัญในโอกาสต่าง ๆ
การพูดถึงขนมชั้นใบเตยบนโซเชียลมีเดียสะท้อนให้เห็นว่าขนมชนิดนี้ยังคงเป็นที่นิยมและสามารถนำมาปรับให้เข้ากับรูปแบบการบริโภคที่ทันสมัยขึ้นครับ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการขนมไทยที่ดูหรูหรา สวยงาม และมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
จุดเด่นของขนมเปียกปูนคือรสชาติหวานหอมจากใบเตยและกะทิ เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่มกำลังดี ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของหลายคนครับ ปัจจุบันขนมเปี๊ยกปูนใบเตยมีการพัฒนาออกมาในหลายสูตร เช่น สูตร Low Carb เพื่อตอบโจทย์กลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพ หรือ ขนมเปี๊ยกปูนมังสวิรัติ ที่ลดความหวานให้น้อยลงเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ นอกจากนี้ยังมีการสอนทำขนมเปี๊ยกปูนใบเตยในโซเชียลอย่างแพร่หลาย ทำให้เป็นขนมที่ยังคงได้รับความสนใจอยู่เสมอครับ
จากการพูดถึงในโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่าขนมเปี๊ยกปูนใบเตยไม่ได้เป็นเพียงขนมไทยแบบดั้งเดิม แต่ยังสามารถปรับให้เข้ากับแนวโน้มของผู้บริโภคยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของสุขภาพหรือการนำเสนอที่ดูน่าสนใจมากขึ้น
ขนมสาคูใบเตยเป็นขนมที่หลายคนคุ้นเคยกันดีครับ สิ่งที่น่าสนใจคือขนมสาคูมีการดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย เช่น สาคูใบเตยแคนตาลูป ที่เพิ่มความสดชื่นจากผลไม้ วุ้นหยาสาคูกะทิ ที่ให้สัมผัสนุ่มละมุน และที่พิเศษคือกระทงมรกตเดซี่ ซึ่งเป็นการนำเสนอขนมสาคูใบเตยในรูปแบบที่หรูหราขึ้น เหมาะสำหรับเสิร์ฟในงานเลี้ยงหรืองานพิธีต่าง ๆ ครับ
ในโซเชียลมีการพูดถึงสูตรขนมสาคูใบเตยเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ครับ โดยเฉพาะสูตรที่เน้นสุขภาพ เช่น สาคูใบเตยน้ำตาลมะพร้าว ที่ใช้ความหวานจากธรรมชาติแทนน้ำตาลทราย รวมถึงการเสิร์ฟแบบ ถ้วยคัพเกิร์ล ที่ช่วยให้ทานง่ายขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าขนมไทยสามารถพัฒนาให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้ดีเลยครับ
ขนมครกใบเตยเป็นขนมที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนจากการใช้ใบเตยที่ให้กลิ่นหอมและสีสันที่เป็นธรรมชาติครับ โดยสูตรดั้งเดิมมีความกรอบนอก นุ่มใน หนึบหนับ ได้รับความนิยมทั้งในการทำเองที่บ้านและการจำหน่าย ในขณะที่ขนมครกสิงคโปร์มีจุดเด่นตรงที่สีเขียวสดใส หอมใบเตยเข้มข้น และ ขนมครกใบเตยจิ๋วที่ถูกดัดแปลงให้มีขนาดพอดีคำ ทำให้ดูน่าสนใจและเรียกยอด Engagement มากขึ้นครับ
ขนมถ้วยใบเตยเป็นขนมที่หลายคนคุ้นเคยกันดีครับ เป็นขนมที่มีเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม หอมใบเตย และมีรสชาติหวานมันจากกะทิ สูตรดั้งเดิมนั้นได้รับความนิยมอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันก็มีการพัฒนาให้ดูน่าสนใจมากขึ้นครับ ตัวอย่างเช่น ขนมถ้วยใบเตยดอกไม้ ที่มีลวดลายคล้ายดอกไม้ ทำให้ดูสวยงามขึ้นหรือ ขนมถ้วยใบเตยลาวาที่เพิ่มความเข้มข้นของกะทิและทำให้ไหลเยิ้มออกมาเวลารับประทาน ซึ่งช่วยให้ขนมดูพรีเมียมขึ้น และเป็นที่นิยมมากในร้านขนมไทยสมัยใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือขนมถ้วยใบเตยเริ่มเป็นที่นิยมในตลาดขนมของฝากครับ หลายร้านมีการพัฒนาแพ็กเกจให้ดูน่าซื้อยิ่งขึ้น เช่น ขนมถ้วยใบเตยแบบแพ็กกล่อง 6 ชิ้น หรือแบบ Snack Box สำหรับงานประชุมและงานเลี้ยง ทำให้ขนมไทยสามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นครับ
ขนมอินทนิลเป็นขนมไทยโบราณที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวครับ จุดเด่นของขนมนี้คือเนื้อสัมผัสที่นุ่มลื่น หอมใบเตย และมีสีเขียวเข้มที่มาจากน้ำใบเตยคั้นสด สิ่งที่ทำให้ขนมอินทนิลน่าสนใจจาก Data คือความเป็นขนมที่เหมาะกับอากาศร้อนมากครับ เพราะสามารถเสิร์ฟเย็น ๆ เป็นเมนูของหวานที่ช่วยดับร้อนได้ดี นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงสูตร เช่น ลดปริมาณน้ำตาลหรือใช้วัตถุดิบออร์แกนิกเพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพอีกด้วยครับ
วุ้นใบเตยเป็นขนมที่กินง่ายและได้รับความนิยมมากครับ เพราะมีรสชาติหวานหอมจากใบเตย เนื้อสัมผัสกรอบเด้ง เคี้ยวเพลิน และที่สำคัญคือเป็นขนมที่ทำง่ายใช้วัตถุดิบไม่เยอะ ต้องบอกว่าขนมชนิดนี้เป็นที่นิยมมาก ๆ ในการทำบุญ งานเลี้ยง และมักจะพบเห็นในตลาดออนไลน์เยอะด้วยครับ เพราะสามารถแพ็คใส่กล่องขายได้ง่าย แถมยังเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานกว่าขนมไทยชนิดอื่น ๆ
ขนมต้มใบเตยที่ได้รับการพูดถึงบ่อย ๆ มักจะเป็นสูตรที่เน้นความหอมใบเตยชัดเจน และมีเนื้อสัมผัสหนึบหนับครับ หลายคนคาดหวังว่าขนมต้มที่ดีต้องมีแป้งที่เหนียวนุ่มกำลังดี ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป และต้องมีไส้มะพร้าวกวนที่หวานมันแบบลงตัว โดยเฉพาะการโรยมะพร้าวขูดด้านนอก ที่ช่วยเพิ่มความหอมและทำให้รสสัมผัสของขนมมีความน่าสนใจมากขึ้นครับ
ในคอมเมนต์และโพสต์ต่าง ๆ เราจะเห็นว่าหลายคนชอบขนมต้มที่เนื้อไส้แน่น ๆ มีความฉ่ำไม่แห้งจนเกินไปและแป้งต้องมีความยืดหยุ่นเคี้ยวสนุก โดยเฉพาะเมื่อทำจากใบเตยสดแท้ ๆ จะให้กลิ่นที่หอมเป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้สีผสมอาหารครับ
ขนมตะโก้ใบเตยเป็นขนมไทยที่นิยมในงานบุญและโอกาสพิเศษครับ จุดเด่นอยู่ที่แป้งหอมใบเตยเนื้อหนึบกำลังดี ตัดกับหน้ากะทิมันเค็มทำให้รสชาติกลมกล่อม ปัจจุบันมีการพัฒนาสูตร เช่น ตะโก้ใบเตยสาคูข้าวโพด ที่เพิ่มเนื้อสัมผัสกรุบ ๆ และตกแต่งให้สวยขึ้น หลายคนมักสั่งคู่กับวุ้นใบเตยเป็นเซ็ตขนมไทยสำหรับงานบุญ แสดงให้เห็นว่าขนมไทยยังได้รับความนิยมอยู่ครับ
โรลใบเตยเป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานระหว่างขนมไทยกับเบเกอรี่ครับ จุดเด่นคือเนื้อเค้กที่เนียนนุ่ม หอมกลิ่นใบเตยอ่อน ๆ มักสอดไส้ครีมหรือมะพร้าวอ่อนทำให้รสชาติหวานละมุนกำลังดี นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเป็น Pandan Cheese Roll ซึ่งใช้ครีมชีสเพิ่มความหอมมันทำให้เป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในการจัด Coffee Break งานประชุม และงานจัดเลี้ยงต่าง ๆ ครับ
ลอดช่องใบเตยเป็นขนมที่คุ้นเคยกันดี เนื้อเหนียวนุ่ม หอมกลิ่นใบเตยและกะทิ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นเมนูที่หลากหลายขึ้น เช่น เค้กลอดช่องใบเตยที่นำเส้นลอดช่องมาผสมในเนื้อเค้กเพิ่มสัมผัสหนึบหนับ หรือแม้แต่ทาร์ตลอดช่องที่เปลี่ยนหน้าตาขนมไทยให้ดูโมเดิร์นขึ้น นอกจากนี้ลอดช่องใบเตยสดที่เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมกะทิสดก็เป็นอีกไอเดียที่ช่วยเพิ่มความสดชื่น เหมาะกับอากาศร้อน ๆ ครับ
ข้าวเหนียวแก้วใบเตยเป็นขนมที่มี สีเขียวสดจากใบเตยแท้ ๆ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและให้เนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มเคลือบน้ำตาลกะทิหวานมัน ได้รับความนิยมทั้งในร้านขนมไทยและคาเฟ่ ส่วนใหญ่เน้นสูตรเพิ่มความหอมและทำให้ขนมดูพรีเมียมขึ้น มีการแต่งหน้าให้ดูสวยงาม เหมาะเป็นของฝากและขนมทานเล่นครับ
Data Insight ขนมไทย 3: ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของสังขยา
ลำดับสัดส่วนการ Mention ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของสังขยา
1. สังขยาใบเตย 46.61%
2. ขนมปังสังขยา 35.07%
3. สังขยาไข่ 7.63%
4. สังขยาฟักทอง 6.27%
5. ขนมจีบสังขยา 4.42%
ทีนี้เรามาไล่ดู Insight ของขนมแต่ละชนิดดีกว่าครับ
สังขยาใบเตยเป็นเมนูยอดนิยมที่หลาย ๆ คนชื่นชอบครับ จุดเด่นของสังขยาใบเตยอยู่ที่เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม หอมใบเตย และรสชาติหวานละมุน มักใช้เป็นไส้ขนมปังทานคู่กับขนมไทยหรือใช้เป็นซอสราดขนมต่าง ๆ ในภาพนี้เราจะเห็นหลายรูปแบบของสังขยาใบเตย เช่น สังขยาใบเตยโทสต์ ที่นำไปทาขนมปังปิ้งเพิ่มความหอมมัน เอแคลร์สังขยาใบเตยที่ใช้เป็นไส้ขนมเอแคลร์เพื่อให้รสชาติเข้มข้นขึ้น และยังมีข้าวเหนียวสังขยาใบเตยที่ใช้เป็นท็อปปิ้งเพิ่มรสชาติและความสวยงามให้กับข้าวเหนียว ทำให้เมนูนี้กลายเป็นของหวานยอดฮิตที่ขายดีและนิยมทำกินกันในหลายโอกาสครับ
ขนมปังสังขยาก็เป็นอีกเมนูยอดนิยมที่คนไทยคุ้นเคยกันดีครับ ด้วยที่เนื้อขนมปังนุ่ม ๆ ทานคู่กับสังขยาใบเตยที่หอมหวาน ทำให้เป็นขนมที่เหมาะกับทุกช่วงเวลา ในโซเชียลมีเดียมีการพูดถึงขนมปังสังขยาในหลายรูปแบบ เช่น ขนมปังสังขยามินิที่เป็นไซต์เล็กพอดีคำ ขนมปังจิ้มสังขยาที่เสิร์ฟเป็นชิ้นพร้อมถ้วยสังขยาแบบดั้งเดิมและขนมปังสอดไส้สังขยาที่ใส่สังขยามาแบบเน้น ๆ ทานได้สะดวกมากขึ้น ทำให้ขนมปังสังขยาเป็นเมนูที่ยังคงฮิตและเป็นที่พูดถึงกันอยู่ครับ
จุดเด่นที่คนมักจะกล่าวถึงสังขยาไข่คือรสชาติที่เข้มข้น หวานมันจากไข่และกะทิครับ ทำให้เนื้อสัมผัสเนียนและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว สังขยาไข่มีการพูดถึงหลายรูปแบบ เช่น ขนมสังขยาไข่มาในรูปแบบดั้งเดิมเป็นขนมถาดที่อบจนได้เนื้อสัมผัสที่แน่นและหอมกลิ่นไหม้บาง ๆ บนผิวหน้า มักทานคู่กับข้าวเหนียวหรือนำไปประยุกต์ใช้ในเมนูอื่น ๆ, ขนมปังไส้สังขยาไข่ซึ่งเป็นการนำสังขยามาเป็นไส้ขนมปัง ทำให้รับประทานได้สะดวกขึ้น ได้สัมผัสของแป้งนุ่ม ๆ ผสมกับความหวานมันของสังขยา ทำให้กลายเป็นเมนูที่ทานง่าย
ขนมปังไส้ครีมสังขยาไข่ที่พัฒนาต่อมาให้ไส้มีความละมุนและเบาขึ้น เป็นที่นิยมในร้านเบเกอรี่และคาเฟ่หรือ ชุดเบรกพร้อมสังขยาไข่ ที่มาในแพ็กเกจพร้อมขนมปังและเครื่องดื่ม เหมาะสำหรับใช้เป็นของว่างในงานประชุมงานสัมมนาหรือกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้สังขยาไข่เป็นเมนูที่เหมาะกับหลายโอกาสและเข้าถึงได้ง่ายครับ
สังขยาฟักทองเป็นขนมไทยที่ได้รับความนิยมจากการผสมผสานระหว่างความหวานมันของสังขยากับเนื้อฟักทองที่แน่นและหวานธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเสนอในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสังขยาฟักทองแบบดั้งเดิมที่อบในลูกฟักทองทั้งลูก ทำให้ได้กลิ่นหอมและรสสัมผัสที่เข้มข้น, วุ้นสังขยาฟักทอง 7-11 ที่ถูกปรับให้รับประทานง่ายและพกพาสะดวกด้วยรูปแบบวุ้นแช่เย็น และสังขยาฟักทองถ้วยที่นิยมในตลาดสดและร้านขนมไทย
โดยใช้เนื้อฟักทองหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมกับสังขยาแล้วอบในภาชนะเล็ก ๆ เหมาะสำหรับซื้อกลับบ้านหรือใช้ในงานบุญครับ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสังขยาฟักทองได้รับความนิยมและถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ทำให้ขนมไทยยังคงเป็นที่ชื่นชอบและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นครับ
ขนมจีบสังขยาเป็นขนมไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยแป้งบางกรอบที่ห่อไส้สังขยาหอมมันให้รสชาติหวานกำลังดี ซึ่งมีหลายรูปแบบครับ เช่น ขนมจีบสังขยาไส้ปิดที่เนื้อแป้งแน่นนุ่ม ไส้หวานน้อย ไม่เลี่ยน ขนมมงคล จีบเงิน จีบทอง ที่เพิ่มความสวยงามและสื่อถึงความเป็นสิริมงคล และขนมจีบสังขยาเมืองตรังที่เป็นของฝากยอดนิยมโดดเด่นด้วยรสชาติที่กลมกล่อมและมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ โดยทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและความนิยมของขนมไทยที่ยังคงมีบทบาทในชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมของคนไทยครับ
Data Insight ขนมไทย 4: ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของข้าวโพด
ลำดับสัดส่วนการ Mention ขนมไทยที่เน้นส่วนผสมของข้าวโพด
1. ขนมข้าวโพด 40.71%
2. ขนมครก 21.27%
3. ขนมตะโก้ (ข้าวโพด) 16.91%
4. ปังข้าวโพด 11.14%
5. ข้าวโพดห่อกาบ 4.03%
6. ข้าวโพดอบเนย 3.01%
7. พายข้าวโพด 2.93%
ทีนี้เรามาไล่ดู Insight ของขนมแต่ละชนิดดีกว่าครับ
ขนมข้าวโพดถูกพูดถึงมากที่สุดในหมวดขนมข้าวโพดคิดเป็น 40.71% ครับ ซึ่งจุดเด่นที่คนให้ความสนใจคือรสหวานมันจากข้าวโพดแท้ เนื้อสัมผัสนุ่ม และหอมกลิ่นข้าวโพดชัดเจน หลายโพสต์พูดถึงการโรยมะพร้าวขูดเพิ่มความกรุบกรอบทำให้รสชาติสมดุลขึ้น การขายผ่านออนไลน์ก็มีบทบาทสำคัญในการทำให้ขนมนี้เป็นที่รู้จักกว้างขึ้น และเป็นอีกหนึ่งเมนูที่นอกจากนี้ยังมีการแชร์สูตรทั้งแบบนึ่งและแบบอบ โดยเฉพาะขนมข้าวโพดหวานในกาบข้าวโพดที่ได้รับความนิยมมากขึ้น สะท้อนกระแสขนมไทยที่ยังได้รับความนิยมในปัจจุบันครับ
ขนมครกข้าวโพดได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่มองหาความแปลกใหม่ในขนมไทยแบบดั้งเดิม โดยมีการเพิ่มข้าวโพดลงไปมากกว่าปกติช่วยเพิ่มรสชาติที่หวานธรรมชาติและความฉ่ำให้กับแป้งที่กรอบนอกนุ่มใน นอกจากนี้ยังมีพายขนมครกหน้าข้าวโพดที่ถูกนำเสนอเป็นทางเลือกใหม่ในตลาดขนมเพื่อสุขภาพ โดยเน้นโปรตีนจากข้าวโพดและใช้วัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น การพูดถึงในโลกออนไลน์สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของการผสมผสานวัตถุดิบแบบดั้งเดิมเข้ากับไอเดียสมัยใหม่ ที่ทำให้ขนมครกข้าวโพดกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจในกลุ่มขนมข้าวโพดครับ
จุดเด่นของตะโก้ข้าวโพดที่มักจะถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียคือเนื้อสัมผัสที่เหนียวหนึบของตัวแป้งผสมกับความหอมมันของกะทิ นอกจากนี้ขนมตะโก้ข้าวโพดยังถูกนำไปประยุกต์ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น ตะโก้ข้าวโพดอัญชัน ที่เพิ่มสีสันและคุณประโยชน์จากดอกอัญชันหรือ ตะโก้ข้าวโพดหน้าแน่น ที่เน้นปริมาณข้าวโพดให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มรสสัมผัส ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 มีการนำเข้าไปวางจำหน่ายสะท้อนถึงความนิยมที่ขนมตะโก้ข้าวโพดได้รับอย่างต่อเนื่อง
ขนมปังข้าวโพดเป็นหนึ่งในเมนูที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมาก ๆ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ครับ โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจาก After You ที่ได้ออกขนมปังข้าวโพดออกมา ด้วยเนื้อสัมผัสนุ่ม ไส้ข้าวโพดเยิ้ม ๆ ผสมครีมที่หอมมันทำให้ขนมปังข้าวโพดมีการพูดถึงเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีขนมปังข้าวโพดแบบคลาสสิกที่ใช้ข้าวโพดและชีสเป็นท็อปปิ้ง นำไปอบจนหอมกรุ่น ทำให้เป็นของว่างที่อิ่มท้องและถูกใจคนรักขนมปังครับ
ข้าวโพดห่อกาบเป็นเมนูดั้งเดิมที่นำข้าวโพดมาห่อใบตองแล้วนึ่งให้เนื้อเหนียวนุ่ม ส่วนใหญ่จะถูกพูดถึงในด้านวิธีการทำซะมากกว่าครับ ส่วนข้าวโพดอบเนยเป็นอีกตัวเลือกยอดนิยมในตลาดและสตรีทฟู้ด แต่โซเชียลมีเดียวยังไม่ได้มีการพูดถุงสักเท่าไหร่ คงเป็นเพราะยังไม่มีใครทำคอนเทนต์ข้าวโพดอบเนยให้มีความน่าสนใจจนกลายเป็นที่กล่าถึงในวงกว้างครับ
Data Insight ขนมไทย 5: ขนมที่มีส่วนผสมของเมล่อน
ทุกคนอาจจะแปลกใจใช่มั้ยล่ะครับ เป็น Data ขนมไทย แล้วมีส่วนผสมของเมล่อนได้ยังไง ต้องเล่าแบบนี้ครับก่อนที่จะเริ่มโปรเจคนี้ทางทีมได้คุยกันว่านอกจากส่วนผสมต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมของขนมไทยเช่น มะพร้าว ข้าวโพดแล้ว เมล่อนเป็นอีกส่วนผสมที่ขนมไทยนิยมนำมาใช้ครับ ดังนั้นเราจึงอยากเห็นว่า Data ของผลไม้อย่างเมล่อนในบริบทขนมเป็นยังไงบ้าง จึงเป็นที่มาของ Category นี้ครับ
ลำดับสัดส่วนการ Mention ขนมที่มีส่วนผสมของเมล่อน
1. นมเมล่อน 54.37%
2. เค้กเมล่อน 37.86%
3. เมล่อนเยลลี่ 7.77%
นมเมล่อนได้รับการพูดถึงสูงสุดถึง 54.37% ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับเมล่อนในรูปแบบเครื่องดื่มมากที่สุด โดยเฉพาะการนำไปผสมกับเมนูยอดนิยมอย่าง ชาเขียวเมล่อน หรือการจำหน่ายเป็นนมเมล่อนสำเร็จรูปครับ เมล่อนไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ขนมหวานเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นรสชาติที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเครื่องดื่มอย่างชัดเจนครับ
เค้กเมล่อนได้รับการพูดถึง 37.86% โดยมีความนิยมทั้งในรูปแบบ เค้กฟองน้ำรสเมล่อน และ โรลเค้กเมล่อน ที่โดดเด่นเรื่องความหอมหวานของเมล่อนผสานกับเนื้อครีมที่ให้สัมผัสนุ่มละมุน อีกหนึ่งกระแสที่น่าสนใจคือ Yubari Melon, Steam Cake เค้กเมล่อนจากญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมและมีการนำเข้าเพื่อจำหน่ายในไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารสชาติเมล่อนยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาผสมผสานกับขนมเบเกอรี่ที่เน้นรสสัมผัสนุ่มและความหอมอ่อน ๆ ของผลไม้
การกล่าวถึงส่วนใหญ่เน้นไปที่เยลลี่เมล่อนระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่นครับ เช่น Crown Musk Melon Jelly และ Yubari Melon Jelly ซึ่งได้รับความนิยมเพราะมีรสชาติหอมหวานจากเมล่อนแท้ และเนื้อสัมผัสที่เด้งนุ่มละมุน ถือเป็นสินค้าของฝากที่ได้รับความนิยมสูงครับ นอกจากนี้เยลลี่เมล่อนยังถูกพูดถึงในแง่ของความสดชื่นและรูปลักษณ์ที่หรูหรา เหมาะกับการมอบเป็นของขวัญหรือทานเป็นของหวานพิเศษอีกด้วย
Data Insight ขนมไทย 6: Occasion
มาดูกันดีกว่าครับว่าคนไทยมักจะกล่าวถึงขนมไทยเนื่อในโอกาสไหนกันบ้าง
1. ทำบุญ/ใส่บาตร 57.14%
2. อยากกิน 21.59%
3. ของฝาก 21.27%
มาเจาะรายละเอียดแต่ละ Occasion กันเลยครับ
คนไทยมักจะพูดถึงขนมไทยในโอกาสทำบุญ/ใส่บาตรมากที่สุด 57.14% ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อและวัฒนธรรมที่ผูกพันกับศาสนาและประเพณี โดยส่วนใหญ่นิยมจัดเป็นชุดทำบุญ ชุดใส่บาตร หรือขนมสำหรับงานบุญต่าง ๆ เช่น ขนมครกตักบาตร และชุดขนมไทยหลากหลายชนิด ที่มีการตกแต่งอย่างสวยงามพร้อมถวายพระครับ
นอกจากนี้ยังมีชุดหยกสด หรือชุดขนมที่จัดเป็นเซ็ตพิเศษ สำหรับใส่บาตรในโอกาสสำคัญ ทำให้เห็นว่าขนมไทยยังคงเป็นองค์ประกอบหลักในพิธีกรรมทางศาสนาและการทำบุญของคนไทยครับ
มีการพูดถึงขนมไทยเนื่องในโอกาสอยากกินคิดเป็น 21.59% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าขนมไทยยังคงมีเสน่ห์และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอครับ โดยเฉพาะเมื่อเห็นภาพหรือวิดีโอที่ชวนให้น้ำลายสอ เช่น ขนมเขียวในตำนาน ขนมไทยหาทานยาก และเมนูที่มีการผสมผสานรสชาติใหม่ ๆ อย่างสังขยาคู่กับคลัมเบิ้ล นอกจากนี้ ยังพบว่าหลายคนพูดถึงขนมไทยในเชิง “นึกถึง” หรือ “อยากกินอีกครั้ง” ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการทำให้ขนมไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดมากขึ้นครับ
การพูดถึงขนมไทยในบริบทของการเป็นฝากสะท้อนให้เห็นว่าขนมไทยยังคงเป็นของขวัญยอดนิยมในหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่ งานบุญ หรือการนำไปฝากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะขนมที่มีแพ็กเกจสวยงาม หรือขนมที่หาทานยาก เช่น สังขยาจากจันทบุรี หรือชุดขนมไทยแบบพรีเมียม นอกจากนี้ขนมที่มีการนำเสนอในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น ขนมหยกสดที่จัดมาในตะกร้าสานแบบไทย ๆ ก็ได้รับความนิยมในการเป็นของฝากที่ดูพิเศษมากขึ้นครับ อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนอาจเกิดคำถาม แล้วขนมไทยเป็นของฝากเนื่องในโอกาสไหนมากที่สุดหล่ะ? ตามไปอ่านกันได้เลยครับ
จากข้อมูล Social Listening พบว่า 61.14% ของการพูดถึงขนมไทยในฐานะของฝากเกี่ยวข้องกับ การเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนนิยมซื้อขนมไทยเป็นของฝากเมื่อไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะขนมที่มีเอกลักษณ์ประจำถิ่นครับ เช่น บ้าบิ่นมะพร้าวอ่อนจากภาคอีสาน หรือสังขยากาญจนบุรี
นอกจากนี้ 26.20% ของการพูดถึงมาจากเทศกาลปีใหม่ ที่ขนมไทยถูกเลือกเป็นของขวัญแทนความหมายดี ๆ เช่น ขนมเสน่ห์จันทร์ และขนมไทยในแพ็กเกจสวยงามครับ ในขณะที่ 12.65% มาจากช่วงสงกรานต์ซึ่งเป็นเทศกาลที่ผู้คนเดินทางกลับบ้านและนิยมซื้อขนมไปฝากครอบครัวหรือผู้ใหญ่ครับ
Data Insight ขนมไทย 7: Top 10 Brand
พามาดู 10 ร้านที่มีการกล่าวถึงขนมไทยมากที่สุดในโซเชียลมีเดียกันดีกว่าครับ ทั้งเพจที่ทำคอนเทนต์ และเพจที่ขายขนมไทยจริง ๆ กันดีกว่าครับว่ามีเพจไหนติดมาบ้าง
1. Aroibaanrao 16.34%
2. ครัวระเบิด 13.61%
3. ครัวเลิฟลี่ มีสุข 12.57%
4. Baanwoonhorm 11.00%
5. Suan Dusit Inter 10.80%
6. ล้านขนม กรุงเทพบางบอน 10.40%
7. Tiny Tea Cafe 7.07%
8. Yoksodbaitoeyig 6.22%
9. Kanom.co.th 6.14%
10. ขนมโคราช ขนมเข่งแม่มะลิ 5.86%
ทีนี้พามาดูตัวอย่างคอนเทนต์แต่ละเพจกันดูกว่าครับว่าเป็นยังไง
Aroibaanrao เน้นไปที่ขนมไทยแบบจัดเบรกสำหรับงานประชุม งานบุญ และงานสำคัญต่าง ๆ โดยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการจัดเรียงขนมเป็นชุดสวยงาม ใช้สีสันพาสเทล และออกแบบขนมให้น่ารับประทาน นอกจากนี้ยังเห็นได้ว่าขนมของ Aroibaanrao มักจะถูกพูดถึงในบริบทของ การจัดงานและงานพิธีสำคัญ มากกว่าการบริโภคทั่วไปครับ
ครัวระเบิด 13.61% ส่วนใหญ่เป็นคอนเทนต์สอนทำขนมไทย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้ได้รับความนิยม มีการแชร์สูตรและวิธีทำแบบละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมวัตถุดิบไปจนถึงการตกแต่งขนมให้สวยงามครับ
ครัวเลิฟลี่ มีสุข 12.57% คอนเทนต์คล้ายกับเพจครัวระเบิดครับ โดยส่วนใหญ่เป็นคอนเทนต์วิธีการทำขนมไทยครับ
Baanwoonhorm เป็นร้านที่เน้นทำเค้กวุ้นแฟนตาซี และ เค้กวุ้นมะพร้าวน้ำหอม ที่มีดีไซน์สวยงาม หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายดอกไม้ การ์ตูน หรือดีไซน์ตามเทศกาล เช่น วันแม่ วันเกิด และของขวัญพิเศษ ความโดดเด่นของแบรนด์คือการนำเสนอขนมไทยแบบประยุกต์ให้ดูโมเดิร์นและเหมาะกับทุกโอกาส ทำให้ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการขนมที่สวยงามและสามารถมอบเป็นของขวัญได้
Suan Dusit Inter เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารที่ได้รับความนิยมครับ โดยมีการสอนเรื่องการทำขนมไทยด้วย ใครอยากเรียนทำขนมจริงจังหรือเอาไปต่อยอดธุรกิจ ที่นี่เป็นอีกที่ที่น่าสนใจ
ล้านขนม กรุงเทพบางบอน เป็นร้านขนมไทยที่มีให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่ขนมไทยแบบดั้งเดิมไปจนถึงขนมแนวใหม่ครับ จัดเต็มทั้งขนมมงคล ขนมเบรค และของฝาก ใครสายขนมไทยต้องลองแวะดูสักครั้งนะครับ
Tiny Tea Cafe เป็นคาเฟ่ที่เน้นขนมและเครื่องดื่มแบบโมเดิร์น แต่มีการประยุกต์ขนมไทยเข้าไปด้วย เช่น ครัวซองต์ไส้สังขยา ขนมปังใบเตย และเมนูฟิวชันอื่น ๆ ครับ ผมมองว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการประยุกต์ขนมไทยเข้ากับขนมสไตล์ปัจจุบันครับ
Yoksodbaitoeyig ร้านขนมไทยชื่อดังคิดว่าหลาย ๆ คนคงรู้จักครับ ถ้าพูดถึงขนมไทยแนวพรีเมียม ต้องนึกถึงร้านนี้อย่างแน่นอน หยกสดเน้นขนมไทยที่มีสีเขียวทำจากใบเตย จุดเด่นคือการทำให้ขนมไทยดูโมเดิร์น น่ากิน ถ่ายรูปสวย แพ็กเกจหรูหรา เหมาะกับเป็นของฝากและใช้ในงานจัดเลี้ยงครับ
Kanom.co.th อีกร้านขายขนมออนไลน์ชื่อดังครับ มีขนมไทยขายเกือบทุกชนิดเลยล่ะครับ
ขนมโคราช ขนมเข่งแม่มะลิ อีกร้านตำนานของขนมเข่งใบเตยโคราช ที่ผมคิดว่าคนโคราชหลาย ๆ คนต้องรู้จัก จุดเด่นคือเนื้อเหนียวนุ่ม หอมใบเตยแท้ คนที่ชอบขนมเข่งแบบหอม ๆ หนึบ ๆ ต้องมาลองครับ นอกจากขนมเข่งยังมีขนมไทยอื่น ๆ อีกเพียบ แบบนี้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงพูดถึงกันเยอะครับ
สรุป 5 Key Insights t ขนมไทย จาก Social Listening
หลังจากที่เราผ่านกระบวนการทำ Data Research มาอย่างครบถ้วน ทั้งการตั้ง Keyword การเซ็ตแคมเปญ การคลีนดาต้า และการวิเคราะห์เชิงลึก สิ่งที่ได้จาก Social Listening ครั้งนี้ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมการพูดถึง “ขนมไทย” บนโซเชียลมีเดียในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน และนี่คือ Key Insights ง่าย ๆ ที่ผมสรุปออกมาให้ดูง่าย ๆ ครับ
1. ขนมไทยที่ถูกพูดถึงมากที่สุด
จากการจัดหมวดหมู่ข้อมูล พบว่าขนมไทยที่ถูกพูดถึงมากที่สุดสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
ขนมที่มีส่วนผสมของมะพร้าว เช่น ขนมครก ขนมเปียกปูนมะพร้าว บ้าบิ่น ซึ่งขนมในหมวดนี้ได้รับการพูดถึงมากที่สุด โดยมะพร้าวเป็นวัตถุดิบหลักที่ช่วยเพิ่มรสชาติและความหอมให้ขนมไทยครับ
ขนมที่ใช้ใบเตยเป็นวัตถุดิบหลัก เช่น ขนมชั้น ข้าวเหนียวแก้ว ขนมถ้วย ขนมอินทนิล ที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวและเป็นเอกลักษณ์ของขนมไทยแบบดั้งเดิม
ขนมที่ทำจากสังขยา เช่น ขนมปังสังขยา สังขยาฟักทอง สังขยาใบเตย ซึ่งได้รับความนิยมสูงโดยเฉพาะในกลุ่มขนมปังหรือขนมหวานที่ใช้สังขยาเป็นไส้หลักครับ
ขนมที่ทำจากข้าวโพด เช่น ขนมข้าวโพด ข้าวโพดอบเนย พายข้าวโพด โดยเฉพาะ “ขนมข้าวโพด” ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในหมวดนี้ สะท้อนถึงความนิยมของวัตถุดิบข้าวโพดในขนมไทย
2. Occasion ที่คนมักพูดถึงขนมไทย
เมื่อวิเคราะห์จาก Context ของการพูดถึงขนมไทย พบว่า คนมักพูดถึงขนมไทยในโอกาสสำคัญดังนี้ครับ
ทำบุญ/ใส่บาตร 57.14% เป็นเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างขนมไทยกับวัฒนธรรมการทำบุญ
อยากกิน 21.59% มีการพูดถึงในแง่ของความอยากกิน รวมถึงการแชร์ภาพและประสบการณ์กินขนมไทยครับ
ของฝาก 21.27% แสดงให้เห็นว่าขนมไทยยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในการซื้อฝากกัน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ และการกลับจากเที่ยว มีอิทธิพลต่อการพูดถึงขนมไทยเช่นกัน
3. Top แบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด
ในการวิเคราะห์ข้อมูล ยังพบว่า มีร้านขนมไทยที่ถูกพูดถึงมากที่สุด โดยแบรนด์ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดคือ Aroibaanrao (16.34%) ตามมาด้วย ครัวระเบิด (13.61%) และครัวเลิฟลี่ มีสุข (12.57%) ส่วนร้านอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Baanwoonhorm, Suan Dusit Inter, ล้านขนม กรุงเทพบางบอน และ Yoksodbaitoeyig ซึ่งแต่ละร้านมีจุดเด่นต่างกัน เช่น การขายออนไลน์ การทำขนมแบบพรีเมียม หรือการเป็นร้านขนมในพื้นที่เฉพาะครับ
4. แพลตฟอร์มที่มีการพูดถึงขนมไทยมากที่สุด
Facebook (52.40%) เป็นแพลตฟอร์มหลักที่มีการพูดถึงขนมไทยมากที่สุด โดยมักมาในรูปแบบรีวิว แนะนำร้าน และโพสต์แชร์ประสบการณ์
Instagram และ TikTok (รวมกันเกือบ 40%) เน้นไปที่การโชว์ภาพและวิดีโอขนมไทยที่มีความสวยงาม น่ากิน
YouTube (15.82%) ถูกใช้สำหรับการสอนทำขนมไทย โดยเฉพาะร้านที่มีการสอนออนไลน์
X (Twitter) (6.17%) มีบทบาทในการแชร์ความคิดเห็นและรีวิวขนมไทยแบบกระชับ
5. สรุป Key Takeaways Data Research Insights ขนมไทย
ขนมไทยกับวัฒนธรรม : ขนมไทยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำบุญและของฝากที่สำคัญ ซึ่งสามารถใช้เป็นจุดขายในแคมเปญการตลาดได้
ขนมไทยสมัยใหม่ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี : แบรนด์ที่ทำขนมไทยต้องให้ความสำคัญกับการนำเสนอภาพลักษณ์ของขนมให้ดูพรีเมียม ทันสมัย และเข้าถึงง่าย
ช่องทางการขายต้องครอบคลุมออนไลน์ : Facebook, Instagram และ TikTok คือช่องทางหลักที่ควรใช้เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผ่านคอนเทนต์ภาพและวิดีโอ
เทรนด์ขนมไทยใหม่ ๆ : ขนมไทยที่มีการผสมผสานกับวัตถุดิบใหม่ ๆ เช่น เมล่อน หรือการทำขนมไทยให้มีความอินเตอร์มากขึ้น กำลังได้รับความนิยม
Storytelling สำคัญมาก : แบรนด์ที่สามารถเล่าเรื่องความเป็นมาของขนมไทย หรือทำให้ขนมไทยดูมีเอกลักษณ์และคุณค่าจะสามารถดึงดูดความสนใจของกลุ่มลูกค้าได้ดีครับ
Recommendations คำแนะนำสำหรับ Marketer
1. Product Development พัฒนาขนมใหม่
การพัฒนาสูตรขนมใหม่โดยการผสมผสานวัตถุดิบหลักที่ได้รับความนิยม เช่น มะพร้าว ใบเตย สังขยา และข้าวโพด ช่วยให้ขนมไทยมีความน่าสนใจและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าทั้งรุ่นใหม่และผู้ที่ชื่นชอบขนมไทยแบบดั้งเดิมตัวอย่างเช่น ขนมโรลใบเตยสังขยา ที่เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับขนมใบเตยหรือ เค้กข้าวโพดกับครีมมะพร้าวที่สร้างรสสัมผัสและประสบการณ์ใหม่ในการรับประทานครับ
ผมมองว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ขนมไทยมีความหลากหลายมากขึ้น แต่ยังช่วยสร้างจุดขายใหม่ ๆ ให้กับร้านค้าหรือแบรนด์ที่ต้องการแตกต่างจากคู่แข่ง อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นกลยุทธ์กระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดกระแสและความต้องการทดลองสินค้าใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้นครับ
ดังนั้นนักการตลาดและผู้ประกอบการสามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้ต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง โดยเน้นไปที่การใช้วัตถุดิบไทยที่เป็นเอกลักษณ์ และปรับให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความแปลกใหม่และความสะดวกในการบริโภคครับ
2. Culture Marketing สร้างความแตกต่างด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์
อย่างที่ทุกคนทราบกันดีครับขนมไทยไม่ได้เป็นแค่ของกินเพียงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมและความเชื่อของคนไทยมาช้านาน การสร้างความแตกต่างด้วยขนมที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่ม Value ให้กับผลิตภัณฑ์และดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับประเพณีและพิธีกรรม ตัวอย่างเช่น ขนมครกตักบาตร ที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการทำบุญ หรือขนมสังขยาใบเตยที่นิยมใช้เป็นของฝากในโอกาสพิเศษ นอกจากนี้ยังมีชุดขนมหยกสดที่ตอบโจทย์ความเชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคลเหมาะสำหรับงานมงคลต่าง ๆ ครับ
สำหรับนักการตลาดและผู้ประกอบการผมมองว่าแนวทางนี้สามารถนำไปต่อยอดได้โดยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สื่อถึงความหมายของขนมไทยแต่ละชนิด และทำการสื่อสารแบรนด์ผ่านเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นครับ
3. Added Value by Benefit เพิ่มมูลค่าด้วยประโยชน์ของวัตถุดิบ
อีกหนทางนึงในการเพิ่ม Value ให้กับขนมไทยสามารถทำได้โดยการเน้นประโยชน์ของวัตถุดิบหลักเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยการสื่อสารข้อมูลโภชนาการและคุณสมบัติทางสุขภาพของส่วนผสมหลักเช่นใบเตยที่ช่วยบำรุงหัวใจ ลดน้ำตาลในเลือดหรือ มะพร้าวที่อุดมไปด้วยไขมันดีสามารถนำมาใช้เป็นจุดขายในการสื่อสารกับลูกค้าครับ
นอกจากนี้การทำคอนเทนต์ให้ความรู้เกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของขนมไทยอาจช่วยให้ลูกค้ามองขนมไทยในมุมมองใหม่ว่าไม่ใช่แค่ของหวานเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพได้ครับ เช่น ขนมใบเตยเพื่อสุขภาพหรือ ขนมมะพร้าวออร์แกนิก ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและลดการใช้สารปรุงแต่งครับ
4. เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ตามฤดูกา ล
การเพิ่มโอกาสการกินขนมไทย โดยการสร้าง Occasion ใหม่ ๆ ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา เช่นการโปรโมทขนมไทยเป็นของว่างที่เข้ากับฤดูกาล เช่นข้าวโพดอบเนย ในช่วงหน้าฝน ที่ให้ความรู้สึกอยกกินอะไรร้าน ๆ หรือเค้กเมล่อนสดในช่วงหน้าร้อนที่ช่วยเติมความสดชื่น นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมโยงขนมไทยเข้ากับเทศกาลและโอกาสพิเศษ เช่น ขนมสำหรับเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน หรือขนมที่เหมาะกับการให้เป็นของขวัญเพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ รวมถึงการปรับแต่งแพ็กเกจจิ้งให้เข้ากับธีมของเทศกาลต่าง ๆ ครับ
การสร้าง Occasion ใหม่ในการกินขนมไทยช่วยให้ขนมไทยไม่จำกัดอยู่แค่ในโอกาสพิเศษแบบเดิม ๆ แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้มากขึ้น ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าทั้งรุ่นใหม่และคนที่ต้องการความแปลกใหม่ในรสชาติและประสบการณ์การกิน
สรุป 7 Data Research Insights เจาะลึกจักรวาล ขนมไทย จาก Social Listening
Data Research Insights ขนมไทย ครั้งนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของขนมไทยบนโลกโซเชียลมีเดีย ได้อย่างชัดเจน ข้อมูลที่ได้สามารถใช้เป็นแนวทางในการทำ การตลาดขนมไทยให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ช่องทางที่เหมาะสม การทำคอนเทนต์ให้ตรงใจ หรือแม้แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์ที่กำลังมาแรงครับ
สุดท้ายนี้การตลาดวันละตอนขอขอบคุณ SME D Bank ที่ให้การสนับสนุนโปรเจคนี้ ที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจขนมไทยเติบโตไปได้ไกลขึ้น และนี่เป็นเพียงโปรเจคแรกเท่านั้น ยังมีอีก 4 โปรเจค Project Data Research For SME ที่กำลังจะตามมา ซึ่งจะพาไปเจาะลึกตลาดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการบริโภค เทรนด์สินค้ายอดนิยม ใครที่อยากนำ Data ไปใช้ช่วยให้ธุรกิจเติบโต รอติดตามกันได้เลยครับ