ในฐานะที่ผมใช้ Social listening tool เพื่อทำ Consumer research หา Insight แล้วนำไปใช้วาง Strategy ให้ลูกค้าเป็นประจำ ผมเลยขอเอาหลักคิดที่มีชื่อว่า 4 Level of Keyword มาแชร์ให้เพื่อนๆ นักการตลาดได้เอาไปใช้กัน ต้องบอกก่อนนะครับว่าหลักการนี้ไม่เคยมีที่ไหน แต่เกิดจากการลองผิดลองถูกจนกลายเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่กลั่นออกมาได้ Framework นี้ที่พบว่าสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกแบรนด์ ทุกธุรกิจ และลูกค้าทุกคน ไม่ว่าจะธุรกิจหลักแสนหรือสิบล้าน ไปจนถึงธุรกิจหลักร้อยล้านพันล้านก็ตาม
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ Framrwork ของ 4 Level of Keyword นี้ถูกคิดมาเพื่อธุรกิจรายเล็กอย่าง SME ให้สามารถใช้ Social listening tool แล้วเกิดประโยชน์ได้เข้าถึง Data ที่ต้องการ ถ้าพร้อมแล้วผมจะอธิบายให้ฟังว่า Keyword แต่ละ Level นั้นเป็นอย่างไร พร้อมกับยกตัวอย่างแบรนด์ที่เคยใช้ Social listening tool เพื่อทำ Research ให้ เพื่อให้คุณได้เห็นภาพแล้วสามารถนำไปเอาประยุกต์ทำตามได้ไม่ยากครับ
ซึ่งแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่เวลาใช้ Social listening tool มักเริ่มต้นจากการใส่คีย์เวิร์ดตั้งต้นง่ายๆ อย่างชื่อแบรนด์ตัวเองหรือชื่อแบรนด์คู่แข่งใช่ไหมครับ นั่นเลยเป็นที่มาของ Keyword Level 1
Keyword Level 1 – Direct & Competitor
คนส่วนใหญ่เวลาเริ่มใช้ Social listening tool ครั้งแรกหรือทุกครั้งมักจะเริ่มต้นจากการใส่คีย์เวิร์ดแบรนด์เราหรือธุรกิจเราลงไปตรงๆ จากนั้นก็ตามด้วยการใส่คีย์เวิร์ดที่เป็นชื่อแบรนด์ของคู่แข่งหรือธุรกิจที่เราสนใจลงไปใช่ไหมครับ
ซึ่งก็ไม่ผิดครับ บอกตรงๆ ว่าผมก็ทำแบบนั้นทุกครั้ง เพียงแต่ถ้าแบรนด์คุณใหญ่มากพอที่คนจะพูดถึงอยู่บนโซเชียลมีเดียเรื่อยๆ นั้นก็จะทำให้คุณพอจะได้ Data ไหลเข้ามาให้เอาไปวิเคราะห์ต่อบ้าง แต่แน่นอนครับว่าไม่ใช่แบรด์ส่วนใหญ่ที่จะมีคนพูดถึงตรงๆ บนออนไลน์เสมอไป
โดยเฉพาะกับแบรนด์ที่เล็กลงมาหน่อยหรือถ้าให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นก็คือแบรนด์ที่จัดอยู่ในกลุ่ม SME
ครั้งหนึ่งตอนที่ผมเคยทำ Research ให้กับแบรนด์ร้องเท้าหนังอย่าง Heavy Shoes นั้นก็เคยเริ่มต้นจากการใส่คีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์ลูกค้าลงไปตรงๆ และก็ใส่คีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์คู่แข่งในกลุ่มเดียวกันลงไป ซึ่งผลปรากฏว่ามี Data ปรากฏออกมาน้อยมากแม้จะดูย้อนหลังไปนานถึง 1 ปี นั่นก็เพราะว่าแบรนด์นี้ยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากบนโลกออนไลน์ ซึ่งถ้าดูก็จะมีแค่การสอบถามเพื่อตัดสินใจซื้อ กับพูดถึงบริการหลังการขายเท่านั้น
แน่นอนว่ากับชื่อแบรนด์คู่แข่งก็เหมือนกัน มี Data ไหลออกมาให้เล่นต่อได้น้อยมากครับ
คนทั่วไปมักใช้ Social listening tool จบแค่นี้ แล้วก็บอกว่าอุตส่าห์จ่ายเงินไปตั้งแพงแต่กลับไม่ได้ Data อะไรที่จะเอามาสกัดเป็น Insight ที่น่าสนใจได้เลย กลับไปทำงานด้วยวิธีเดาๆ แบบเดิมดีกว่า ประหยัดเงินค่าเครื่องมือลงไปตั้งเยอะ!
ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้แล้วทำการยกเลิก Social listening tool ที่ใช้ไปแล้วต้องขอแสดงความเสียใจด้วย แต่ถ้าใครที่อ่านถึงตรงนี้แต่ยังกำลังลังเลว่าควรจะหา Social listening tool สักเจ้ามาใช้งานดีไหมอย่าเพิ่งถอดใจไปเพราะผมกำลังจะแนะนำให้รู้จักกับ Keyword Level ถัดไปที่จะทำให้คุณได้ค้นพบ Insight จาก Data ที่มากขึ้นครับ
พอใส่คีย์เวิร์ดที่เป็นประเภทสินค้าหรือบริการเข้าไปแน่นอนว่าเราจะเจอ Social data ที่มีการพูดถึงเยอะกว่าแค่ชื่อแบรนด์เรา โดยเฉพาะถ้าแบรนด์เราเป็น SME ครับ
แต่ข้อนี้ต้องระวังไว้อย่างหนึ่งคือถ้าเป็นคำที่ค่อนข้าง Generic หรือทั่วไปมากๆ สิ่งที่คุณได้มาจะกลายเป็น Data ที่มากเกินจะอ่านเพื่อวิเคราะห์ไหว
แต่แน่นอนว่าพอใส่คำว่า “รองเท้าหนัง” กับ “รองเท้าทำงาน” เข้าไปใน Social listening tool ก็ทำให้ผมพบเจอกับ Data ที่เยอะขึ้นแต่ไม่เยอะจนเกินไป ที่จะนำมาวิเคราะห์ต่อยอดจนทำให้พบเจอ Insight ใหม่ๆ ความเข้าใจใหม่ๆ จนทำไปสู่ Keyword Level 3 ครับ
สรุป 4 Level of Keyword เพื่อหา Data จาก Social listening tool ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้กลั่นออกมาจากประสบการณ์ที่ผ่านการทำ Social Consumer Research ด้วยการใช้ Social listening tool ให้ลูกค้ามามากมาย ที่สำคัญหลักการนี้ยังมีอยู่ในหนังสือ Data-Driven Marketing การตลาดแบบฉลาดใช้ดาต้า ซึ่งใครที่มีอยู่ในมือก็อาจจะหยิบขึ้นมาอ่านอีกรอบก่อนจะเอาไปใช้งานในแบบของตัวเองนะครับ
ต้องบอกทิ้งท้ายอีกนิดนึงว่า ครั้งหนึ่งตอนผมไปสอนเรื่อง Data Thinking แบบ Internal ให้กับองค์กรหนึ่ง น้องคนที่ไปด้วยคนนึงได้ยินผมพูดเรื่องนี้ในคลาส แล้วตอนเบรกให้ทำ workshop นั้นเขาก็เดินมาถามผมว่า “พี่หนุ่ยครับ ผมลองเสิร์จหา 4 Level of Keyword ในกูเกิลแล้วไม่เจอ พี่พอจะส่งลิงก์ให้ผมหน่อยได้มั้ยครับ ผมอยากอ่านทำความเข้าใจเพิ่ม”
FacebookFacebookXXLINELineผมเป็นคนขี้เกียจจำ Prompt ครับ ใครที่เคยเรียนคลาส AI กับผมจะรู้ดีว่าผมไม่ค่อยให้ท่องสูตร Prompt ยาวๆ ไปใช้ เพราะเชื่อว่าถ้าเราเข้าใจ Logic เบื้องหลังว่าทำไม Prompt ตัวนั้นถึงได้คำตอบดี เราจะดัดแปลงเองได้ทุกสถานการณ์ แต่กับงานประเมินขนาดตลาดนี่ ผมยอมรับว่าการมี Prompt ตั้งต้นที่วางโครงมาดีช่วยประหยัดเวลาได้เยอะจริง เพราะปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดเวลาคนเอา TAM SAM SOM ไปถาม AI ตรงๆ ว่า ช่วยประเมินขนาดตลาดสินค้านี้ให้หน่อย คือ AI จะร่ายตัวเลขออกมาเป็นล้านเป็นพันล้านอย่างมั่นใจ ทั้งที่ไม่มีข้อมูลจริงสักตัว มันแต่งตัวเลขขึ้นมาเองล้วนๆ แล้วคนก็หยิบไปใส่สไลด์เสนอนักลงทุนต่อโดยไม่รู้ว่ากำลังถือระเบิดเวลาอยู่ บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาดูชุด Prompt TAM SAM SOM ทั้ง 8 ตัวที่ผมออกแบบด้วยโครง SPICE เพื่อบังคับให้ AI ทำงานบนข้อมูลจริงและแยกตัวเลขที่เดาออกจากตัวเลขที่อ้างอิงได้ และคราวนี้ผมเติมตัวอย่างการใช้งานจริงให้แต่ละตัวด้วย เพื่อให้เห็นภาพว่าเวลาแทนข้อมูลธุรกิจตัวเองลงไปแล้วหน้าตาเป็นยังไง ใครยังไม่แม่นตัวสูตร แนะนำให้อ่าน TAM SAM SOM คืออะไร […]