ในยุคที่ทุกคนอยากขายออนไลน์ให้ปัง การเริ่มต้นให้ถูกทางกลายเป็นจุดต่างที่สำคัญกว่าการทุ่มงบมหาศาลแบบเดิม ๆ และบนเวที CTC2025 ปีนี้ มีหนึ่งเซสชันที่ชวนเรามาทบทวนว่า “E-Commerce ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่เสมอไป” แต่อาจเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่เข้าใจผู้บริโภคที่สุด แล้วขยายให้โตได้อย่างยั่งยืนค่ะ กับ Session : E-Commerce Think Big, Start Small, Win Bigger โดยคุณวุฒิพงษ์ ลิขิตชีวัน จาก VEGA Creator และคุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา จาก Priceza ได้เผยแนวทางที่ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคการขาย แต่คือ “Mindset การเติบโตของธุรกิจ ติดตะกร้า ให้ ขายดี” ค่ะ
บทความนี้จะพาไปสรุปและขยายความแนวคิดจากเวทีให้เข้าใจง่าย และชวนคิดต่อว่าจะใช้กับธุรกิจของเราอย่างไรในปี 2025 กับผู้เชี่ยวชาญทั้วสองท่านที่มาแบ่งปันข้อมูลและ insights อย่างเข้มข้นตลอด 45 นาทีค่ะ
ทั้งจากคุณวนาวัฒน์ มาลบุปผา หรือคุณไว Founder and CEO of Priceza แพลตฟอร์มเปรียบเทียบราคาที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าในราคาที่ดีที่สุด และ Priceza ยังขยายมาทำ Affiliate Marketing และอีกท่านคุณวุฒิพงษ์ ลิขิตชีวัน หรือคุณตี๋โอ CEO Atimedi & Creator ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “อาตี๋รีวิว” ค่ะ
ถ้าพูดถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หลายคนคงนึกถึงแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ งบโฆษณาหลายหลัก หรือแบรนด์ที่ยิงแอดเต็มหน้าฟีด แต่ในความจริง ปี 2025 ธุรกิจที่เติบโตไม่จำเป็นต้องมีทุนหนาเสมอไป แค่เริ่มให้ถูกจุด และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคให้ดีพอ ก็อาจไปได้ไกลกว่าที่คิด
ภาพรวมการเติบโตและแนวโน้มตลาด E-commerce ไทย
เรามาดูกันค่ะว่าภาพรวม E-commerce ในปัจจุบันเป็นอย่างไร และคนที่สนใจจะก้าวเข้าสู่วงการ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หรือครีเอเตอร์ จะต้องทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ
เริ่มเปิด Session ด้วยการพูดถึง Trends E-commerce ซึ่งตลาด E-commerce ในประเทศไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิด-19 ที่มีการเติบโตแบบ “ระเบิด” และยังคงเติบโตต่อไปหลังโควิด ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์เป็นสิ่งที่ผู้คน “ติดแล้วติดเลย” เพราะความสะดวกสบายนั่นเองค่ะ
และในปีที่ผ่านมามูลค่าตลาด E-commerce ของไทยอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะโตเป็น 2 ล้านล้านบาทภายในปี 2030 นี่แสดงให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลในตลาดนี้ นอกจากนั้นคุณไวยังให้แบ่ง 5 รูปแบบหลักของ E-commerce ในปัจจุบัน ไว้ดังนี้
1.Marketplace Commerce เป็นรูปแบบที่มาตั้งแต่ยุคแรกสุด ซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการค้นหาสินค้าหลากหลายประเภทบนแพลตฟอร์มเดียว เน้นให้ผู้บริโภคหาสินค้าได้หลากหลายและเจอทุกอย่าง (เช่น Shopee, Lazada)
2.Video Commerce เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคต้องการเห็นสินค้าจริงและรับข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นจากรีวิวหรือการนำเสนอผ่านวิดีโอ การรีวิวและโชว์สินค้าผ่านวิดีโอสั้น เพื่อกระตุ้นอารมณ์การซื้อ (เช่น TikTok Shop, Shopee)
3.Live Commerce เป็นรูปแบบที่เพิ่มความเร่งด่วนและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในทันทีผ่านการถ่ายทอดสด เป็นการขายสินค้าแบบเรียลไทม์ผ่านไลฟ์สด ที่สร้างความรู้สึกเร่งด่วนและพลาดไม่ได้ (เช่น Shopee, TikTok)
4.Chat Commerce: ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการพูดคุย ปรึกษา หรือสอบถามข้อมูลสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ
5.Quick Commerce เน้นความเร็วในการจัดส่ง โดยมีบริการส่งด่วนภายในวันเดียวหรือแม้กระทั่งภายใน 30 นาที เช่น Grab Delivery หรือ 7-Eleven Delivery
ซึ่งการเติบโตของ E-commerce ก็เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ทั้งสำหรับผู้ขาย (Brand/Seller) ที่ขายสินค้า หรือ Affiliate Marketer (“นักป้ายยา”) ที่ไม่จำเป็นต้องสต็อกของ หรือสร้างแบรนด์เอง แต่เน้นการสร้างคอนเทนต์หรือไลฟ์สดเพื่อป้ายยาสินค้า โดยแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง 7-Eleven, Lotus, Makro ก็มีระบบ Affiliate แล้ว (ซึ่ง Priceza ก็อยู่เบื้องหลังการพัฒนา)การเป็น Affiliate ในยุคนี้ทำได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนมากค่ะ
เจาะลึกหัวใจสำคัญ Video Commerce สู่การ ขายดี ติดตะกร้า
พามาเจาะลึกในส่วนของ Video Commerce หัวใจสำคัญสู่การขาย คุณวุฒิพงษ์ หรือ ตี๋โอ เน้นย้ำถึงความสำคัญของ Video Commerce ว่า มีประโยชน์ในการนำเสนอภาพที่ชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากการอ่านบทความที่ต้องใช้จินตนาการ นอกจากนั้นการทำคลิปให้น่าสนใจจะช่วยเพิ่มโอกาสที่คนจะตัดสินใจซื้อได้สูงขึ้นอีกด้วยค่ะ
และยังมีเทรนด์ในอนาคตคือการทำ “วิดีโอคุณภาพ” ไม่ใช่แค่การบอกโปรโมชั่นลดราคา แพลตฟอร์มต้องการวิดีโอที่แสดงคุณภาพ การใช้งานที่ชัดเจน และสร้างคุณค่าให้กับสินค้า รวมทั้งการสร้างความน่าเชื่อถือ การรีวิวที่บอกทั้งข้อดีและข้อจำกัด ของสินค้าทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ามีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือ ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีราคาสูง สิ่งนี้เรียกว่า “Sincere Marketing” หรือการตลาดที่จริงใจ และการสร้าง Personal Brand ก็เป็นสิ่งสำคัญควบคู่กันไปอีกด้วยค่ะ
สินค้าขายดีบน Shopee และ TikTok shop (ไทย)
นอกจากนั้นคุณไวยังเสริมข้อมูลว่าสินค้ากลุ่มไหนที่ขายดีบน Shopee และ Tiktok shop เพื่อให้นำไปประกอบการตัดสินใจ ซึ่งมี 5 categories ที่คุณไว recommendation ไว้ คือ
Health & Beauty สินค้าสุขภาพและความงาม
Fashion แฟชั่นต่างๆ ที่การสวมใส่โชว์ให้ดูเห็นภาพชัดเจนกว่าในแคตตาล็อก
Food & Beverage / Grocery อาหารเครื่องดื่มและของชำ ที่คนชอบดูคนกินแล้วเกิดความหิวตาม
Sports สินค้ากีฬา
Pet สินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง
สำหรับคนที่อยากเริ่มเข้ามาสู่การเป็นนักป้ายยา หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ให้ดูจากข้อมูลสินค้าที่ขายดีที่สุด และคุณตี๋โอก็เสริมเพิ่มเติมว่า การทำในสิ่งที่ “อิน” (รู้จักใจตัวเอง) จะช่วยให้ทำได้อย่างสม่ำเสมอค่ะ
ซึ่งเคล็ดลับสู่ความสำเร็จสำหรับ Creator และ Affiliate (“นักป้ายยา”) คุณตี๋โอได้ให้ข้อคิดว่า “ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้น” โดยยกตัวอย่าง Creator ที่เพิ่งเริ่มต้นแต่สร้างยอดขายได้มหาศาลภายในปีเดียว และในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน การมีรายได้ทางเดียวอาจไม่มั่นคง การเป็น Affiliate เป็นทางเลือกที่ดี เพราะไม่ต้องสต็อกของ ไม่ต้องแพ็กของ คุณสามารถโฟกัสกับการสร้างคอนเทนต์ที่เราถนัดได้เต็มที่อีกด้วยค่ะ
การเตรียมตัวเข้าสู่ E-Commerce กับ 3 “รู้” สู่ความสำเร็จ
ในวันที่ใคร ๆ ก็อยากขายของออนไลน์ สิ่งที่แยก “คนขายได้” ออกจาก “คนขายดี” อาจไม่ใช่แค่เทคนิคยิงแอดหรือจำนวนฟอล แต่คือ “ความเข้าใจ” ที่ลึกพอในเกมการค้าออนไลน์ค่ะ
คุณตี๋โอ (อาตี๋รีวิว) และคุณไว (ผู้ก่อตั้ง Priceza) ได้สรุปแนวทางสำคัญไว้ว่า คนที่อยากประสบความสำเร็จในยุคนี้ ต้องเริ่มต้นจาก 3 สิ่งที่ต้อง “รู้” ก่อนลงสนามขายจริงดังนี้ค่ะ
1. รู้แพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มไม่ได้มีแค่ TikTok และไม่ใช่ทุกสินค้าจะเหมาะกับทุกแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada, Facebook, YouTube, TikTok แต่ละแห่งมีกลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรมการซื้อที่ไม่เหมือนกัน บางแพลตฟอร์มเหมาะกับของราคาต่ำและตัดสินใจเร็ว บางแพลตฟอร์มเหมาะกับสินค้าราคาแพงที่ต้องใช้คอนเทนต์ช่วยตัดสินใจค่ะ
คนที่อยากทำ Affiliate หรือเริ่มขายของออนไลน์ ควรทดลองหลายช่องทาง เช่น การขายตรงบน TikTok Shop, ไลฟ์สดปักตะกร้าบน Shopee, ทำบทความแชร์ลิงก์ Affiliate บน Facebook หรือ YouTube ค่ะ
และอีกสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ “กฎของแพลตฟอร์ม” เช่น คำต้องห้ามบน TikTok อย่าง “สวนส้ม” ที่หมายถึงให้ออกไปซื้อนอกแพลตฟอร์ม อาจทำให้คอนเทนต์โดนแบนแบบไม่รู้ตัว เพราะ AI ฉลาดขึ้นและเข้มงวดขึ้นทุกวันค่ะ
2. รู้ใจตัวเอง ก่อนจะไปป้ายยาใคร ต้องป้ายยาให้ตัวเองก่อนว่า “อินกับอะไร” เพราะการทำคอนเทนต์ในระยะยาวจะยั่งยืนก็ต่อเมื่อเราสนุกกับมัน คุณตี๋โอแนะนำว่าให้ลองย้อนดูว่าเราชอบดูคลิปแบบไหน กดหัวใจให้เรื่องอะไรบ่อย ๆ นั่นแหละคือคำใบ้ว่าเราน่าจะเริ่มต้นจากอะไรค่ะ
เช่น ถ้าคุณดูคลิปกินแล้วหิวตาม แสดงว่าคุณน่าจะรีวิวของกินได้ดี หรือถ้าคุณชอบเปิดกล่องสินค้าใหม่ ๆ การทำคลิป Unbox หรือรีวิว Gadget ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ใช่ เมื่ออินแล้ว เราจะมีแรงทำคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างรายได้ที่ไม่เหนื่อยจนเกินไปค่ะ
3. รู้ใจกลุ่มเป้าหมาย รู้ตัวเองแล้ว ก็ต้องรู้ว่า “เราจะคุยกับใคร” ใครคือคนที่เราต้องการให้ซื้อของตาม? พวกเขาอยู่ที่ไหน ใช้แพลตฟอร์มอะไร และต้องการอะไรจากคอนเทนต์ของเราค่ะ
เช่น กลุ่มคุณแม่มักรวมตัวอยู่บน Facebook และชอบเนื้อหาที่ให้ความรู้เรื่องลูก ส่วนคนรุ่นใหม่ที่ชอบเทคโนโลยีอาจอยู่บน YouTube หรือ TikTok และต้องการคอนเทนต์ที่ไว เข้าใจง่าย และมีภาพให้ดูประกอบ
เมื่อเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย เราจะรู้ว่าจะเสนออะไรให้พวกเขา และจะเล่าเรื่องนั้นในมุมไหนให้เขารู้สึกว่าเราเข้าใจจริง ไม่ใช่แค่ “อยากขายของ” ค่ะ
สิ่งที่ควรเตรียมตัว และสิ่งที่ควรเลี่ยง เพื่อให้รอดระยะยาว
นอกจากการ “รู้ให้ครบ 3 ด้าน” แล้ว คุณไวและคุณตี๋โอยังแนะนำสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง หากอยากเติบโตในโลก E-Commerce อย่างยั่งยืน
สิ่งที่ควรเตรียมพร้อม ถ้าอยากอยู่ในเกมนี้ให้นาน
1. รู้ใจตัวเองให้ชัด ก่อนจะป้ายยาใคร ต้องถามตัวเองให้ได้ก่อนว่า “อินกับอะไร” และ “เชี่ยวชาญเรื่องไหน” การรู้ว่าเราถนัดอะไรและพร้อมจะเล่าเรื่องอะไรได้อย่างลึกซึ้ง จะทำให้เรากลายเป็นผู้ขายที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่แค่คนที่แชร์ลิงก์ขายของธรรมดา
2. รู้ตลาดและลูกค้าให้ทัน ต้องมองให้ออกว่าเทรนด์ตอนนี้คนกำลังสนใจอะไร แพลตฟอร์มไหนกำลังโต และกลุ่มเป้าหมายแต่ละที่มีพฤติกรรมแบบไหน
3. กระจายความเสี่ยง ไม่ยึดติดแพลตฟอร์มเดียว คุณไวเล่าว่า ผู้ขายในจีนโดยเฉลี่ยจะใช้มากกว่า 6 ช่องทางพร้อมกัน เพราะรู้ว่าการพึ่งพาแค่ที่เดียวมีความเสี่ยง ในไทยเองก็ไม่ต่างกัน คนที่อยากเติบโต ต้องกล้าทดลองหลายช่องทาง เพื่อดูว่าสินค้าและคอนเทนต์ของเราเหมาะกับที่ไหนที่สุดค่ะ
4. มีพันธมิตรที่แข็งแรง โดยเฉพาะฝั่งแบรนด์ อย่าคิดว่าการเปิดเพจเอง ทำคลิปเองจะพออีกต่อไป ต้องเริ่มคิดเรื่องการทำงานร่วมกับ Creator หรือ Affiliate เพื่อรีวิว ปักตะกร้า หรือไลฟ์ขายของร่วมกัน เพราะในวันที่คนไม่เชื่อโฆษณา การใช้ “เสียงจากคนที่เขาไว้ใจ” คือกุญแจสำคัญค่ะ
การมีพาร์ทเนอร์ที่ดี เช่น สังกัดครีเอเตอร์ หรือ Academy ที่สอนเรื่องการทำคอนเทนต์ จะช่วยประหยัดเวลา ทดลองได้เร็วขึ้น และลดการเดินหลงทาง ในวันที่การแข่งขันสูง ทุกนาทีที่ร่นได้คือกำไรค่ะ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะบางอย่างแม้ไม่ได้ทำผิด แต่พลาดแล้วพัง
1. ค่าใช้จ่ายแฝงที่กัดกินกำไร หลายคนเข้าใจว่า “ขายดี” คือ “กำไรดี” ซึ่งไม่จริงเสมอไป ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าขนส่ง ค่าคอมมิชชัน และค่าโฆษณา หากไม่คุมให้ดี อาจกลายเป็นภาระที่ทำให้ “ขายดีแต่เจ๊ง” ค่ะ
2. หยุดเรียนรู้ เพราะคิดว่ารู้พอแล้ว โลกออนไลน์เปลี่ยนเร็วมาก พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนตาม ถ้าเราหยุดเรียนรู้ เราจะใช้วิธีเดิมในสนามที่เปลี่ยนไปแล้ว และนั่นแหละคือสาเหตุของการหายไปแบบเงียบ ๆ ค่ะ
3. ทำทุกอย่างคนเดียว ยุคนี้ไม่ใช่ยุคของ One-man-show อีกต่อไป คนที่อยากโต ต้องรู้จักแบ่งงาน สร้างระบบ และมีคนช่วยคิด คนช่วยทำ คนช่วยเสริม จะเป็นทีมงาน เพื่อนร่วมงาน หรือ Creator ที่ร่วมทางก็ได้ แต่อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว เพราะสุดท้ายเราจะเหนื่อยก่อนจะสำเร็จค่ะ
การขายของออนไลน์ไม่ใช่เกมเร็วเหมือนสมัยก่อนที่ใครยิงแอดก่อนก็ชนะ วันนี้คือเกมของความเข้าใจ และการวางแผนระยะยาว ใครที่เตรียมพร้อมและปรับตัวไว จะมีแต้มต่อที่ชัดเจน และที่สำคัญกว่านั้น อย่ามองแค่ยอดขายเดือนหน้า แต่มองว่าเราจะยืนอยู่ในเกมนี้ได้กี่ปี แล้วทุกการตัดสินใจจะคุ้มค่ากว่าเดิมค่ะ
ตอบโจทย์โลกใหม่ของ E-Commerce และ Creator
สิ่งที่ทำให้ Creator โดดเด่นในยุคนี้ ไม่ใช่แค่หน้าตาหรือเอฟเฟกต์ แต่คือ “ความน่าเชื่อถือ” และ “เทคนิคการเล่าเรื่องที่เข้าใจคน” ตัวอย่างเช่น ถ้าจะขายไมโครโฟนให้เกมเมอร์ อย่าพูดแค่เรื่องเสียงดี แต่ให้พูดเรื่อง “น้ำหนักเบาเหมือนขนนก” เพราะนั่นคือสิ่งที่เกมเมอร์ต้องการจริง ๆ ในระยะเวลาการใช้งานนาน ๆ ค่ะ
Think Big, Start Small, Win Bigger
สุดท้ายนี้ คุณตี๋โอฝากข้อคิดที่เรียบง่ายแต่ลึกมากว่า “ตลาดอีคอมเมิร์ซใหญ่มาก แต่เราไม่ได้ต้องเริ่มจากใหญ่เพื่อจะรวย” จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ อย่างการเป็น Affiliate ที่ไม่ต้องสต็อกของ ไม่ต้องจัดส่งเอง คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากในยุคนี้ เพราะเราสามารถโฟกัสกับ “การทำคอนเทนต์ให้ดี” และ “เข้าใจคนดูให้ลึก” ก่อน แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็พร้อมจะต่อยอดไปสร้างแบรนด์ หรือทำธุรกิจของตัวเองได้อย่างแข็งแรงกว่าเดิม
ในโลกของการขายออนไลน์วันนี้ ใครที่เข้าใจตลาด เข้าใจแพลตฟอร์ม เข้าใจตัวเอง และเข้าใจคนดูอย่างแท้จริง คือคนที่มีแต้มต่อมากที่สุดเพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุดที่ขายได้ แต่คือ “คนที่เข้าใจคนที่สุด” ต่างหาก ที่จะชนะในเกมนี้ค่ะ
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt : Minimal split-screen illustration of confident e-commerce creator vs stressed solo seller, with checklist and warning icons, in holographic color theme, flat vector, modern clean style.
สรุปแล้ว การจะประสบความสำเร็จใน E-commerce ยุคนี้ ต้อง “รู้ตลาด รู้แพลตฟอร์ม รู้ใจตัวเอง และรู้ใจกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง” แล้วจึงนำเสนอสิ่งที่พวกเขาต้องการ และที่สำคัญคือ “ต้องเรียนรู้ ปรับตัวให้ไว และพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ๆ เสมอ พร้อมกับการมีพาร์ทเนอร์ที่ดี” เพื่อให้ไปได้ไกลและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และนี่คือ Think Big, Start Small ถอดบทเรียน E-Commerce ติดตะกร้า ไม่ต้องเริ่มใหญ่ แค่เข้าใจก็ ขายดี จากงาน CTC2025
ถ้าชอบ หรือ สนใจอยากอ่านบทความด้านการตลาดแบบนี้อีก ผู้เขียนฝากติดตามด้วยนะคะ หรือ ถ้าใครอยากให้ผู้เขียนนำมุมมองการตลาดแบบไหนมาเล่าให้ฟัง สามารถคอมเมนต์บอกกันได้เลยนะคะ
สำหรับนักอ่านที่ชอบ และ อยากอ่านบทความเกี่ยวกับการตลาดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารด้านการตลาดต่าง ๆ สามารถติดตามได้จาก เพจการตลาดวันละตอน รวมไปถึง Twitter Instagram YouTube ของการตลาดวันละตอนได้เลยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะヽ(•‿•)ノ