Meta The Southeast Asia opportunity.png

โอกาสทางธุรกิจ Southeast Asia จาก Meta SEA Press Day ณ สิงคโปร์

การตลาดวันละตอนมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Meta Southeast Asia Press Day ที่เชิญสื่อจากหลากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และ ไทย เดินทางไปร่วมงานที่สิงคโปร์เป็นเวลา 3 วัน โดยการตลาดวันละตอนก็เป็นหนึ่งในสื่อของประเทศไทยที่ได้รับเชิญไป ทางทีมจึงเก็บข้อมูลดี ๆ มาฝากทุกท่าน ขอเริ่มจากบทความนี้ คือ โอกาสทางธุรกิจ Southeast Asia ที่ถูกพูดถึงในงาน Meta SEA Press Day กันก่อนเลยค่ะ

ซึ่ง session นี้ถูกเล่าให้เราฟังโดยคุณ Kishore Parthasarathy ที่ดำรงตำแหน่ง Director of GEG Marketing Science SEA, Emerging Markets & india บริษัท META ซึ่งมีหน้าที่ช่วยดูแลการตลาดและเพิ่มประสิทธิภาพของการตลาดจาก Data ต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งตลาดในประเทศที่เกิดใหม่รวมทั้งในอินเดียด้วย

โดยคุณ Kishore Parthasarathy ได้นำ โอกาสทางธุรกิจ Southeast Asia มาพูดถึงในงาน Meta SEA Press Day เพื่อบอกว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรามีโอกาสอะไรที่น่าจับตามองบ้าง รวมทั้งทั่วโลกเองก็จับตามองโอกาสใน Southeast Asia เช่นเดียวกัน โดยข้อมูลที่จะนำเสนอจะเปนภาพรวมของ Southeast Asia โดยอาจมีแยกประเทศออกมาเป็นบ้างช่วง แต่ส่วนมากจะรวมเป็นทั้งภูมิภาคมากกว่าค่ะ

ความสำคัญของกลุ่มตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โอกาสทางธุรกิจ Southeast Asia จาก Meta SEA Press Day ณ สิงค์โปร์

ขอเริ่มจากข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตลาด Southeast Asia กันก่อนเลย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • มีประชากรทั้งหมด ประชากร 700 ล้านคน
  • GDP ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 5 ของโลก)
  • การเติบโต 1.6 เท่าในรอบ 10 ปี (เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วเป็นอันดับ 3)
  • การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) 220 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ใหญ่กว่าปี 2010 ถึง 2 เท่า)

นอกจากนี้ข้อมูลที่คุณ Kishore Parthasarathy เปิดให้ดู ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วยค่ะ โดยเป็นการเน้นย้ำถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด ขนาดของตลาด และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจและนักลงทุนที่จะเข้ามาในภูมิภาคนี้ค่ะ

แม้เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับเพิ่มขึ้น

โอกาสทางธุรกิจ Southeast Asia จาก Meta SEA Press Day ณ สิงค์โปร์

โดยกราฟด้านซ้ายจะแสดงถึงอัตราการเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับส่วนอื่น ๆ ของโลก ซึ่งแสดงกราฟแสดงการเปลี่ยนแปลอัตราการเติบโตจาก 2022 ถึง 2023 เทียบกับ 2021 ถึง 2022 โดยค่าเฉลี่ยทั่วโลก Global อยู่ที่ 2.4% ค่ะ

แต่เมื่อเราดูกราฟด้านขวาซึ่งเป็นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) รายไตรมาส โดยใช้ข้อมูลไตรมาสแรก 2018 จนถึง ไตรมาสสุดท้าย 2023 เทียบปี 2022 และ 2023 ในไตรมาสเดียวกัน Q2 พบว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในภูมิภาคกำลังฟื้นตัว ซึ่งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นหนึ่งในโอกาสที่น่าจับตามองของ Southeast Asia ค่ะ

ประชากรเป็นบทบาทสำคัญในการเติบโต

โอกาสทางธุรกิจ Southeast Asia จาก Meta SEA Press Day ณ สิงค์โปร์

โดยข้อสรุปของปัจจัยด้านประชากร (Demographic) บอกว่าประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็น ดังนี้

  • มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของโลก
  • ประมาณ 47% ของประชากรมีอายุต่ำกว่า 30 ปี
  • 60% ของประชากรจะอาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองภายในปี 2030
  • ประชากรวัยทำงานจะเพิ่มขึ้น 24 ล้านคนภายในปี 2030

ประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีขนาดใหญ่ อายุน้อย และมีผลิตภาพมากขึ้น โดยผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น (growing productivity) หมายถึงความสามารถในการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้นโดยใช้ทรัพยากรเท่าเดิมหรือน้อยลง ซึ่งในบริบทของประชากร หมายถึง

  1. แรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถสร้างผลผลิตหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นในเวลาที่เท่ากัน
  2. ทักษะและการศึกษาที่ดีขึ้น ประชากรมีความรู้และความสามารถสูงขึ้น ทำให้สามารถทำงานที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงได้
  3. การใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  4. นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือสร้างมูลค่าเพิ่ม
  5. การบริหารจัดการที่ดีขึ้น ระบบและกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในกรณีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นนี้ร่วมกับประชากรจำนวนมากและประชากรวัยหนุ่มสาว บ่งชี้ถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่สูงของภูมิภาค เนื่องจากมีกำลังแรงงานที่มีประสิทธิภาพและสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

แรงขับเคลื่อนการบริโภคที่สำคัญมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น

อย่างที่บอกไปว่าแรงขับเคลื่อนการบริโภคที่สำคัญมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตของคนที่มีรายได้ ‘สูง’และ รายได้ ‘กลางถึงสูง’ โดยกราฟด้านซ้ายแสดงถึง

การเติบโตของรายได้ที่แท้จริงต่อหัว (Real disposable income per capita growth) ในช่วงปี 2018-2030 แบ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศเกิดใหม่

ประเทศพัฒนาแล้ว จะมี

  • มาเลเซีย: 2.7%
  • ไทย: 2.2%
  • สิงคโปร์: 1.5%

ประเทศเกิดใหม่ จะมี

  • ประเทศเวียดนาม: 5.0%
  • ฟิลิปปินส์: 3.3%
  • อินโดนีเซีย: 3.2%

ซึ่งค่าเฉลี่ยการเติบโตของรายได้ที่แท้จริงต่อหัวของประเทศสหรัฐอเมริกาจะอยู่ 1.7% โดยประเทศในภูมิภาคส่วนมากจะเติบโตเกินค่าเฉลี่ยไป เรียกได้ว่าทุกประเทศในภูมิภาคมีการเติบโตรายได้ที่แท้จริงต่อหัว โดยเวียดนามมีอัตราการเติบโตสูงสุดค่ะ

และกราฟด้านขวาแสดงถึง จำนวนครัวเรือนแบ่งตามระดับรายได้ (หน่วย: ล้านครัวเรือน)

โดยปี 2023 จะอยู่ที่

  • รายได้สูง (>$45K): 6.4M
  • รายได้กลางระดับบน ($15K-$45K): 14.5M
  • รายได้กลางระดับล่าง ($5K-$15K): 71.3M
  • รายได้ต่ำ (<$5K): 43.2M

และในปี 2030 เปลี่ยนแปลงเป็น

  • รายได้สูง: 8.9M (+2.5M)
  • รายได้กลางระดับบน: 17.9M (+3.4M)
  • รายได้กลางระดับล่าง: 75.8M (+4.5M)
  • รายได้ต่ำ: 32.7M (-10.5M)

โดยคาดการณ์ว่าจะมีการเคลื่อนย้ายของครัวเรือนจากกลุ่มรายได้ต่ำไปสู่กลุ่มรายได้ที่สูงขึ้น รวมทั้งจำนวนครัวเรือนในกลุ่มรายได้ “สูง” และ “กลางระดับบน” มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจำนวนครัวเรือนในกลุ่มรายได้ “ต่ำ” มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก

ซึ่งภาพรวมนี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อและการบริโภคในอนาคต ส่วนหนึ่งผู้เขียนมองว่ามาจากปัจจัยแระชากรที่มีอายุน้อย เติบโตอย่างมีผลิตภาพเพิ่มขึ้นทำให้รายได้ครัวเรือนมีการขยับขึ้นค่ะ

นอกจากเรื่องของ โอกาสทางธุรกิจ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วทาง Meta ยังพูดถึงการสร้างแบรนด์ด้วย

แบรนด์ที่แข็งแกร่ง จะปรับตัวได้ดีและเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างที่บอกไปว่าแบรนด์ที่แข็งแกร่งจะสามารถปรับตัวได้ดีและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยประโยชน์ของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ยัง สร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าให้แก่ผู้ถือหุ้น, ช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในช่วงวิกฤต และฟื้นตัวได้เร็วกว่า

ซึ่งแบรนด์ที่สามารถปรับตัวได้ดีและเติบโตอย่างยั่งยืน หรือ เติบโตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน (resilient, sustainable growth) คือ

  1. ความยืดหยุ่น (Resilient):
    • สามารถทนต่อความผันผวนของตลาดและวิกฤตต่างๆ
    • ปรับตัวได้ดีในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
    • ฟื้นตัวได้เร็วหลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก
  2. ความยั่งยืน (Sustainable):
    • เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
    • ไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคม
    • สร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้น

ในบริบทของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง การเติบโตแบบนี้หมายถึงความสามารถในการรักษาส่วนแบ่งตลาด สร้างความภักดีของลูกค้า และสร้างมูลค่าในระยะยาว แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความท้าทาย ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยาวนานค่ะ โดยกราฟทางด้านขวามือจะแสดงถึง “ผลตอบแทนเฉลี่ยของพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ ปี 2006 – 2022”

เส้นกราฟแสดงผลตอบแทนของ 4 กลุ่ม

  1. Powerful brands top 10 portfolio (แบรนด์ที่ทรงพลังสูงสุด 10 อันดับ): 435%
  2. Strong brands portfolio (พอร์ตโฟลิโอแบรนด์ที่แข็งแกร่ง): 357%
  3. S&P 500 (ดัชนี S&P 500): 245%
  4. MSCI World Index (ดัชนี MSCI World): 124%

โดยผู้เขียนขออธิบายถึงพอร์ตโฟลิโอแบรนด์เพิ่มเติม โดยพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ (Brand Portfolio) คือกลุ่มของแบรนด์หรือตราสินค้าต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลหรือเป็นเจ้าของโดยบริษัทเดียวกัน ตัวอย่างบริษัท Unilever มีพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ที่ประกอบด้วย Dove, Axe, Lipton, Ben & Jerry’s เป็นต้นค่ะ

  • กราฟแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ที่แข็งแกร่งให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นทั่วไปในช่วงเวลา 16 ปี
  • แบรนด์ที่ทรงพลังสูงสุด 10 อันดับให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ตามมาด้วยพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
  • ทั้งสองกลุ่มของแบรนด์ที่แข็งแกร่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนี S&P 500 และ MSCI World Index อย่างชัดเจน

ดังนั้นประโยชน์ของการสร้างและรักษาแบรนด์ที่แข็งแกร่ง คือไม่เพียงแต่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่ยังช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้เร็วในช่วงวิกฤตอีกด้วยค่ะ

Meta ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์

ไทม์ไลน์ของการพัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของ Meta (เดิมคือ Facebook) ตั้งแต่ปี 2021 จนถึงปัจจุบันรวมไปถึงอนาคตค่ะ

  • 2021: Instagram เปิดตัวโฆษณา Reels
  • 2022: ผู้ใช้ใช้เวลา 2 ล้านล้านนาทีกับเนื้อหาที่สร้างโดยครีเอเตอร์บนเทคโนโลยีของ Meta ทั่วโลก
  • 2023: เวลาการรับชมวิดีโอรายวันเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
  • ปัจจุบัน: Reels คิดเป็น 50% ของเวลาที่ใช้บน Instagram
  • อนาคต: พัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์อีกด้วยค่ะ

จากไทม์ไลน์นี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตและความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Meta โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Reels และการสร้างเนื้อหาโดยครีเอเตอร์ ทำให้เราเห็นถึงความสำเร็จและการเติบโตของ Meta ในด้านการสร้างแบรนด์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ค่ะ

พฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไป

จากข้อมูลบอกว่า 70% ของผู้บริโภคใช้เวลาไปกับสื่อดิจิทัลจากสื่อทั้งหมด และ 59% ของผู้บริโภคใช้ “second screening” คือ ดูโฆษณาบนมือถือในขณะที่กำลังดูทีวี

จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนี้ ทำให้บทบาทของโซเชียลมีเดียก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยค่ะ โดยสำหรับสำหรับกลุ่ม Millennials และ Gen Z ใช้ Social Media เป็นสื่อหลักในการค้นพบสินค้าใหม่ ๆ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคค่ะ

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในพฤติกรรมการบริโภคสื่อ ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อวิธีการที่แบรนด์ต่าง ๆ จะต้องสื่อสารและทำการตลาดกับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน แบรนด์และนักการตลาดต้องปรับกลยุทธ์ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยค่ะ

และทั้งหมดนี้คือที่เรานำมาฝากจากงาน Meta Southeast Asia Press Day ซึ่งจะมีบทความที่ออกมาอีกเรื่อย ๆ ยังไงผู้เขียนฝากติดตามด้วยนะคะ ถ้าชอบ หรือ สนใจอยากอ่านบทความด้านการตลาดแบบนี้อีก ผู้เขียนฝากติดตามด้วยนะคะ หรือ ถ้าใครอยากให้ผู้เขียนนำมุมมองการตลาดแบบไหนมาเล่าให้ฟัง สามารถคอมเมนต์บอกกันได้เลยนะคะ 

สำหรับนักอ่านที่ชอบ และ อยากอ่านบทความเกี่ยวกับการตลาดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารด้านการตลาดต่าง ๆ สามารถติดตามได้จาก เพจการตลาดวันละตอน รวมไปถึงเว็บไซต์ Twitter Instagram YouTube ของการตลาดวันละตอนได้เลยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะヽ(•‿•)ノ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

มิ้นนะคะ ● ⋏ ● เป็น Senior Marketing Content Creator & Data Researcher ของการตลาดวันละตอน ٩(◕‿◕)۶ I'm Content Writer, Digital Marketer, Ads optimizer ตั้งใจสรรสร้างทุกบทความ หวังว่าทุกคนจะได้ประโยชน์ และ ชอบนะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *