ในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลกลายเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ การตลาดไม่สามารถพึ่งพาความรู้สึกหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียวค่ะ องค์กรจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าอย่างแม่นยำ วัดผลได้ชัดเจน และสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทัน นี่คือเหตุผลที่ทำให้เทคโนโลยีการตลาด หรือ MarTech (Marketing Technology) กลายเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” ของธุรกิจในยุคปัจจุบันค่ะ บทความนี้เลยจะมาแนะนำ MarTech ที่ธุรกิจควรมี สรุป Session : MarTech สามัญประจำธุรกิจ จากงาน CTC2025 นั่นเองค่ะ
ต้องบอกว่าใน Session MarTech as A Business First Aid : MarTech สามัญประจำธุรกิจ มีผู้เชี่ยวชาญสามท่าน ได้แก่ คุณกล้า ตั้งสุวรรณ CEO ของ Wisesight, คุณจิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ ผู้จัดงาน MarTech Expo และอดีตนายกสมาคม MarTech และคุณไชยพงศ์ ลาภเลี้ยงตระกูล ประธานสมาคม MarTech และ CEO ของ PAM Real CDP ได้ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการเลือกใช้ MarTech อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและระดับสากลค่ะ
MarTech ไทย vs ต่างชาติ เหมือนหรือต่างยังไง แล้วจะเลือกอะไรดี?
ตลาด MarTech ทั่วโลกมีเครื่องมือให้เลือกมากมายหลายหมื่นรายการ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งของไทยและต่างประเทศต่างมีจุดแข็งของตนเอง เครื่องมือต่างชาติส่วนใหญ่มาพร้อมมาตรฐานระดับโลก มีบริการหลังการขายที่ครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงกรณีศึกษาที่ชัดเจนซึ่งช่วยให้ผู้บริหารมั่นใจในการตัดสินใจลงทุน ขณะเดียวกันก็มักมีต้นทุนที่สูง และอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะทางของธุรกิจในไทยค่ะ
ในทางกลับกัน MarTech ไทยอาจยังไม่มีภาพลักษณ์ระดับโลก แต่มีจุดแข็งในด้านความเข้าใจบริบทของธุรกิจไทยอย่างลึกซึ้ง ปรับตัวได้รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับธุรกิจในประเทศ
ที่สำคัญคือ MarTech ไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการลดหย่อนภาษี 200% สำหรับซอฟต์แวร์ที่อยู่ในลิสต์ของกรมสรรพากร ซึ่งคุณกล้าและคุณไชยพงศ์ เห็นตรงกันว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการหันมาสนใจใช้เทคโนโลยีของไทยมากขึ้นค่ะ
นอกจากนั้น คุณไชยพงศ์ ยังกล่าวถึงมุมมองเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจว่า เมื่อพื้นที่ของ AdTech และ E-Commerce ถูกครอบครองโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกแล้ว MarTech คือสนามแข่งขันสุดท้ายที่ไทยยังสามารถยืนหยัดและพัฒนาได้ หากมีการส่งเสริมอย่างเหมาะสมค่ะ
การใช้ MarTech ตาม Customer Journey ของทั้ง B2B และ B2C
MarTech ไม่ได้ถูกจำกัดให้ใช้เฉพาะในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับแทบทุกอุตสาหกรรม ในธุรกิจ E-commerce เครื่องมืออย่างระบบจัดการคำสั่งซื้อ (Order Management System) มีบทบาทสำคัญในการรวมข้อมูลจากหลายช่องทางเข้าด้วยกัน ช่วยให้การจัดการเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้การใช้ระบบแชทอัตโนมัติผ่านโซเชียลมีเดียก็ช่วยให้ปิดการขายได้รวดเร็วขึ้นอีกด้วยค่ะ
อย่างในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร MarTech เข้ามาช่วยเปลี่ยนจุดขายหน้าร้านให้กลายเป็นจุดเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบ POS ไม่เพียงแต่บันทึกยอดขาย แต่ยังสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า สร้าง Loyalty Program และเสนอโปรโมชั่นแบบตรงกลุ่ม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Wongnai POS หรือแพลตฟอร์มอย่าง Booncard ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อร้านค้าขนาดเล็กถึงกลางโดยเฉพาะค่ะ
อย่างสำหรับธุรกิจ B2B ที่ซับซ้อน MarTech กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างและจัดการ Lead ที่มีคุณภาพ ทั้งในแง่ของการเก็บข้อมูล การติดตามผล และการสนับสนุนทีมขายค่ะ
ส่วนในฝั่งของธุรกิจ B2C การใช้ MarTech เพื่อแบ่งกลุ่มลูกค้า (Segmentation) และปรับการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละบุคคล (Personalization) ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อเสนอพิเศษ การแจ้งเตือนให้กลับมาซื้อสินค้าที่เคยซื้อไปแล้ว ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ด้วยระบบอัตโนมัติใน MarTech ยุคใหม่ค่ะ
MarTech กับบทบาทในช่วงที่ลูกค้าลดการใช้จ่าย
ในภาวะที่ลูกค้าเริ่มไม่ใช้จ่าย หรือจับจ่ายน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หลายธุรกิจมักจะตอบสนองด้วยการ “อัดโปรโมชั่น” หรือ “ลดแลกแจกแถม” ทันที แต่ในระยะยาว กลยุทธ์แบบนั้นไม่ได้ช่วยให้องค์กรพัฒนาความสามารถภายใน หรือสร้างฐานลูกค้าที่กลับมาใช้ซ้ำอย่างยั่งยืนค่ะ
MarTech ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเรื่องนี้โดยตรง ไม่ใช่แค่เพื่อการตลาด แต่เพื่อให้ธุรกิจมีโครงสร้างข้อมูล มีระบบวิเคราะห์ มีการทำงานที่เป็นอัตโนมัติ และที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อ “ปิดรูรั่ว” ที่ทำให้ต้นทุนไหลออกโดยไม่จำเป็น เพราะเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวและผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ธุรกิจจำเป็นต้องไม่เพียงแต่เพิ่มยอดขาย แต่ต้องลดต้นทุน และทำให้กระบวนการภายในมีประสิทธิภาพมากที่สุดค่ะ
โดย คุณไชยพงศ์ ลาภเลี้ยงตระกูล ได้อธิบายเฟรมเวิร์กที่ใช้เล่าให้ลูกค้าฟัง เพื่อให้เข้าใจว่าการใช้ MarTech ควรมี “ลำดับ” และ “มุมมอง” ที่ถูกต้อง ซึ่งแบ่งเป็น 4 ขั้นจากล่างขึ้นบน และแบ่งแนวนอนออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งใช้ภายในองค์กร อีกฝั่งใช้กับลูกค้าค่ะ
ขั้นที่ 1: รู้ว่าควรทำอะไรต่อ (Use MarTech + AI to Unlock Insight from Data)
ก่อนจะทำอะไร ต้องรู้ก่อนว่า “อะไรเกิดขึ้นแล้ว” และ “ควรทำอะไรต่อไป” ข้อมูลลูกค้าที่เรามีอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการซื้อ ข้อมูลสมาชิก การใช้โปรโมชั่น หรือการเข้าเว็บ ควรถูกดึงมาวิเคราะห์ให้เป็น “Insight” ที่นำไปใช้งานได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย ๆ
MarTech ช่วยให้เราไม่ต้องเดา แต่ใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ เช่น ลูกค้ากลุ่มไหนหายไป กลุ่มไหนยังตอบสนอง กลุ่มไหนควรส่งของแถม หรือกลุ่มไหนควรลดความถี่ในการส่งข้อความค่ะ
ขั้นที่ 2: ใช้ Insight ที่มีไป “Execute” กับลูกค้า (Use MarTech + AI for Personalized Customer Journey Automation)
เมื่อรู้แล้วว่าลูกค้าแบบไหนทำอะไร ขั้นถัดมาคือการ “ดำเนินการ” อย่างแม่นยำ MarTech ช่วยให้เราสื่อสารกับลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง (Personalized) เช่น การส่งโปรโมชั่นเฉพาะลูกค้าที่เคยซื้อช่วงเดียวกันของปีก่อน การแจ้งเตือนวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าเคยซื้อ หรือแนะนำสินค้าที่ไปด้วยกันกับของที่เคยซื้อค่ะ
สิ่งสำคัญคือระบบต้อง “ทำงานอัตโนมัติ” และ “เรียนรู้เองได้” เพื่อไม่ต้องให้ทีมงานนั่งไล่ทำทีละรายการ ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนแฝงอีกแบบหนึ่งค่ะ
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt : marketing team launching personalized campaign, customer segmentation, sending promotions via email and chat, AI targeting users, martech execution strategy, digital communication concept
ขั้นที่ 3: สร้างระบบอัตโนมัติ เพื่อปิดรูรั่ว (Use MarTech + AI + Human Team Automation Workflow)
หลังจากเริ่ม Execute แล้ว องค์กรควรเริ่มมองเห็น “จุดรั่ว” ในกระบวนการ เช่น ลูกค้าบางคนเปิดอีเมลแต่ไม่ซื้อ, สาขาหนึ่งสต็อกล้น แต่อีกสาขาสินค้าหมด, หรือทีมขายมี Lead ที่ปล่อยทิ้งไปโดยไม่มีการติดตามค่ะ
ขั้นตอนนี้คือการใช้ MarTech ในการตั้งระบบ Automation เพื่อให้ Alert หรือช่วย Monitor สิ่งที่ “น่าจะพลาด” โดยเฉพาะเมื่อองค์กรมีหลายแผนก หลายสาขา หรือมีระบบงานที่ซับซ้อนค่ะ
ขั้นที่ 4: ใช้ MarTech + AI เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ (Use MarTech + AI as New Purchasing Channel)
ขั้นสุดท้ายคือการใช้ MarTech เพื่อ “สร้างสิ่งใหม่” ไม่ใช่แค่ปรับปรุงของเดิม เช่น สร้างช่องทางขายใหม่ด้วย Chatbot บน LINE, ใช้ AI สร้าง Recommendation Engine ที่ช่วย Upsell หรือแม้แต่สร้างระบบการขายอัตโนมัติที่ลูกค้าสามารถเลือกของ ชำระเงิน และขอใบเสร็จเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพนักงานเลยค่ะ นี่คือจุดที่ MarTech ไม่ได้เป็นแค่ “เครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” แต่กลายเป็น “เครื่องสร้างโอกาส” ให้กับธุรกิจในระยะยาว
เฟรมเวิร์กนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การใช้ MarTech อย่างมีลำดับและมีแผน คือคำตอบของคำถามว่า “จะผ่านภาวะที่ลูกค้าไม่ค่อยใช้จ่ายได้อย่างไร”
ถ้าเราเริ่มจากแค่พยายามขายของให้ได้เพิ่มขึ้น โดยไม่มี Insight, ไม่มี Automation และไม่มีระบบรองรับข้อมูล เราก็จะวนอยู่กับการลดราคาแบบไม่มีที่สิ้นสุด และสุดท้ายคือเหนื่อยทั้งทีม แต่ผลลัพธ์ไม่เปลี่ยน MarTech ไม่ได้ช่วยขายของได้ทันที แต่มันช่วยให้ “คุณรู้ว่าควรทำอะไรต่อไป” และ “รู้ว่าทำสิ่งนั้นกับใคร” นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในวันที่ตลาดเงียบ และลูกค้าเงียบยิ่งกว่าค่ะ
สรุป MarTech ที่ธุรกิจควรมี สรุป Session : MarTech สามัญประจำธุรกิจ จากงาน CTC2025
แม้ว่าเครื่องมือ MarTech จะมีความหลากหลายและดูซับซ้อนในบางกรณี แต่การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงเสมอไป คุณกล้า ตั้งสุวรรณ แนะนำว่าโดยทั่วไปควรจัดสรรงบประมาณสำหรับ MarTech ไว้ประมาณ 2–5% ของงบการตลาด หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของงบการตลาดรวม ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ค่ะ
สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ที่สุดก่อน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบที่ซับซ้อน แต่อาจเริ่มจากการทำให้ระบบชำระเงินสะดวกที่สุดสำหรับลูกค้า แล้วจึงค่อยพัฒนาไปสู่การเก็บข้อมูลลูกค้าและการใช้ระบบ CRM รวมถึง Marketing Automation เพื่อเพิ่มความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าและสร้างรายได้ระยะยาว
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt : AI marketing automation, customer journey optimization, artificial intelligence in business, chatbot, analytics dashboard, personalization concept, 3D illustration or isometric design
นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ตลาด เช่น Social Listening หรือ Intelligence Tools ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มของตลาด ช่วยให้วางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจและทันเหตุการณ์ จะเห็นได้ชัดว่า MarTech ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ช่วยงานการตลาดให้สะดวกขึ้นเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการทำธุรกิจยุคใหม่ เป็นทั้งกลไกในการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กรค่ะ
หากองค์กรไหนรู้เป้าหมายของตัวเองอย่างชัดเจน เข้าใจพฤติกรรมลูกค้า และเลือกใช้เครื่องมือได้อย่างเหมาะสม MarTech จะไม่ใช่เพียงแค่ “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่ช่วยบรรเทาอาการชั่วคราว แต่จะกลายเป็น “พลังขับเคลื่อน” ที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกสถานการณ์ค่ะ
และนี่คือ MarTech ที่ธุรกิจควรมี สรุป Session : MarTech สามัญประจำธุรกิจ จากงาน CTC2025 ถ้าชอบ หรือ สนใจอยากอ่านบทความด้านการตลาดแบบนี้อีก ผู้เขียนฝากติดตามด้วยนะคะ หรือ ถ้าใครอยากให้ผู้เขียนนำมุมมองการตลาดแบบไหนมาเล่าให้ฟัง สามารถคอมเมนต์บอกกันได้เลยนะคะ
สำหรับนักอ่านที่ชอบ และ อยากอ่านบทความเกี่ยวกับการตลาดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารด้านการตลาดต่าง ๆ สามารถติดตามได้จาก เพจการตลาดวันละตอน รวมไปถึง Twitter Instagram YouTube ของการตลาดวันละตอนได้เลยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะヽ(•‿•)ノ